วิหารอาบูซิมเบล ( Abu Simbel Temple ) ประเทศซูดานใต้

วิหารอาบูซิมเบล ( Abu Simbel Temple )

วิหารอาบูซิมเบล ( Abu Simbel Temple ) สร้างขึ้นในสมัยฟาโรห์รามเสสที่ 2 ( Ramesess II ) ราชวงศ์ที่ 19 มีอายุนับถึงปัจจุบันกว่า 3,299 ปี ( 1290-1224 B.C. ) ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลสาบนาสเซอร์ทางตอนใต้สุด ของแม่น้ำไนส์ ปัจจุบันตั้งอยู่ที่ประเทศซูดานใต้  มีพื้นที่ภูมิประเทศสูงกว่าทางด้านเหนือลุ่มน้ำไนส์และที่นี่นับเป็นแหล่งกำเนิดแม่น้ำไนล์ ชาวอียิปต์จึงเรียกบริเวณนี้ว่า Upper Egypt

ast-map-2

เส้นทางท่องเที่ยว สามารถไปได้ทางเรือ ซึ่งมีจัดทุกทริปที่ประเทศอียิปต์ ด้านหน้าวิหารมีท่าเรือ  ฟาโรห์รามเสสที่ 2 ( Ramesess II ) ทรงมีปรีชาสามารถทั้งการรบและสร้างเทวสถานทำนุบำรุงมากกว่าฟาโรห์องค์ใด ๆ พระองค์จึงทรงได้รับการขนานนามต่อท้ายว่า “มหาราช ”

วิหารแห่งนี้รามเสสที่ 2ได้สร้างขึ้นเพื่อถวายแด่เทพเจ้ารา-ฮอรัคตี้ ( Ra-Jprakhty ) และเพื่อแสดงความรักต่อองค์มเหสีเทวีฮาเธอร์ ( Hathor )ผู้เป็นราชินีของพระองค์ จึงมี2วิหารด้านหน้าแสดงผลงาน จุดประสงค์ และความปรารถนาของพระองค์ บอกเล่าเรื่องราวในยุคสมัยของพระองค์ ตลอดจนความลับในชัยชนะของสงครามต่างๆๆ  โดยเฉพาะเผ่านูเบียนชนพื้นเมืองเดิมของอียิปต์

ส่วนวิหารหลังที่2 พระองค์สร้างขึ้นเพื่อถวายแก่พระนางเนฟเฟอร์ตารี ( Nefertari )พระมารดาแห่งจักรวาลอันเป็นสุริยเทวี และเทวีฮาเธอร์ ( Hathor ) มเหสีอันเป็นที่รักของพระองค์ เพื่อนำส่งสู่อ้อมกอดแห่งพระชายาของมหาเทพอียิปต์ เดิมทีวิหารแห่งนี้จมอยู่ในโคลนตมและทรายนานหลายศตวรรษ ได้ถูกค้นพบ Johann Ludwig Burckhardt  ชาวสวิสเซอร์แลนด์ เมื่อ ค.ศ. 1813 ต่อมา Giovanni Battista Belzoni ชาวอิตาเลียนมาสำรวจจนพบทางเข้าในปีค.ศ. 1817 และได้มีการนำทรายในวิหารออกจนหมดค.ศ. 1960 องค์การยูเนสโก ( Unesco )ได้บูรณะขึ้นมาใหม่ร่วมกันในหลายๆๆประเทศ

roberts-abu-simbel photo2

เหนือประตูทางเข้าวิหารคือ รูปสลักเทพเจ้ารา –ฮอรัคตี้ ประทับยืนโผล่ออกมาจากช่องเหนือประตูหน้าวิหาร ด้านข้างคือภาพแกะสลักร่องลึกรูปของฟาโรห์รามเสสที่ 2 ทั้งสองด้านกำลังบูชา โดยในมือยื่นถวายเทวีมาอัต ( Maat ) แด่เทพเจ้ารา – ฮอรัคตี้ ด้านหน้าวิหารนั้นเป็นรูปปั้นฟาโรส์รามเลสที่2จำนวน4รูปซึ่งรูปปั้นทางซ้ายมือรูปที่2ได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหว แต่องค์ประกอบยังอยู่ครบโดยหัวและลำตัวรูปปั้นยังสามารถเห็นได้ที่เท้าของรูปปั้น เพราะเป็นหลักฐานธรณีวิทยา จึงไม่ได้บูรณะใหม่ให้เหมือนเดิม จึงคงไว้เป็นร่องรอยการสูญเสียไว้เห็นในปัจจุบัน รูปปั้นทั้ง4สูง20เมตร ซุ้มทางเข้าสูง35เมตร ปลายเท้ามีรูปปั้นบริวาร ซึ่งเป็นครอบครัวและบุคคลที่รักของพระองค์ ที่จะทรงปกป้อง

abu-simbel-1

ทางเข้ามีรูปฟาโรส์ รามเสส2ทรงเครื่องแบบเทพโอซิริส ส่วนด้านในของวิหารมีรูปแบบเป็นรูปสามเหลี่ยมซึ่งเก่าแก่ที่สุดในวิหารของอาณาจักร และภาพวาดการต่อสู้ของพระองค์รามเสส2

King Ramses II Temple - Abu Simbel_

ตรงกลางห้องมีแท่นบูชาสำหรับวางเรือศักดิ์สิทธิ์ของเทพเอมอนรา (Sacred Braque)

(มีแผ่นสุริยวงกลมบนศีรษะ) ถัดมาคือ ฟาโรห์รามเสสที่ 2 รูปที่ 3 คือเทพอะมอนราและเทพพทาห์(Ptah)องค์ซ้ายสุดมือสองข้างกุมคฑา ภาพฝาผนังด้านข้างเป็นภาพการบูชาเทพเอมอนราพร้อมรูปเรือโซลาร์โบ๊ต ที่เทพเจ้าใช้เป็นพาหนะเดินทางท่องจักรวาล  เทพเจ้าทั้ง 3 รูปล้วนมีความสำคัญยิ่งในดินแดนไอยคุปต์ ฟาโรห์รามเสสที่ 2 จึงอัญเชิญมาประทับรวม ณ วิหารแห่งนี้

1-hqdefault

เทพรา-ฮอรัคตี้เป็นสุริยเทพแห่งเมืองเฮลิโอโปลิสที่เคยเป็นเมืองหลวง เทพพทาห์เป็นเทพประจำเมืองเมมฟิสอดีตเมืองหลวงเช่นกัน และเทพเอมอนรา เทพประจำเมืองหลวงธีบส์ในสมัยรามเสสที่ 2 เอง  ภายในห้องนี้ยังมีปรากฏการณ์สำคัญอีกอย่างด้วย แต่เป็นที่น่าแปลกใจตรงที่เหตุการณ์ที่เคยปรากฏขึ้นเสมอๆๆของวิหารแห่งนี้ก่อนที่จะย้ายวิหารมายังสถานที่ปัจจุบันนี้นั้นก็คือการที่มีลำแสงของดวงอาทิตย์เมื่อเริ่มปรากฏบนฟากฟ้าอียิปต์ตอนรุ่งเช้ากระทบน้ำในทะเลสาบไปทะลุผ่านวิหารAbu Simble ไปยังห้องบูชาแห่งนี้ได้เกิดปรากฏการเช่นเดิมอีกเพียงแต่วันที่จะปรากฏการณ์เปลี่ยนไปเท่านั้นคือ ทุก ๆ ปีในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ และ 22 ตุลาคม เพียง 2 ครั้งใน 1 ปี ก็จะมีลำแสงของดวงอาทิตย์ตั้งแต่เช้าตรู่จากทางตะวันออก พุ่งกระทบแผ่นน้ำในทะเลสาบ มาทะลุผ่านวิหารลอดเข้าสู่ภายในห้องบูชาแห่งนี้

 astzabusimbel3

ลำแสงจะไปจับอยู่ที่เทพรา-ฮอรัคตี้ ก่อนแล้วค่อยเคลื่อนไปที่รูปของฟาโรห์รามเสสที่ 2 สักพักก็เลื่อนไปฉายที่รูปเทพเอมอนรา ก่อนฉายกลับมาทางเดิมโดยที่ไม่ฉายไปที่เทพพทาห์เลย เหตุผลคือ เทพพทาห์ (Ptah) เป็นเทพที่สถิตอยู่ในความมืดมิดนั่นเอง

ast5

เทพพทาห์ (Ptah) คือเทพประจำนคร Memphis ดูแลงานช่าง งานฝีมือ อาจจะเกี่ยวกับโลกใต้บาดาล และคนตายจึงต้องอยู่ในที่มืด

เทพ Amun ที่แปลว่า “ซ่อนเร้น”

วิหารหลังที่2เป็นวิหารแห่งพระนางเนฟเฟอร์ตารี ,พระนางฮาเธอร์ ซึ่งเป็นวิหารแห่งรัก (  Nefertari Temple,Temple of Hathor, Temple of Love,)

ด้านหน้าวิหารมีรูปสลักลอยตัวสูงประมาณ 10 เมตร เป็นรูปของฟาโรห์ ขนาบสลับกันกับรูปพระนางเนฟเฟอร์ตารีซึ่งสวมมงกุฎราชินีทั้ง 2 รูป ส่วนรูปฟาโรส์สวมมงกุฎหางนกมีแผ่นโซลาร์ดิสก์ ความหมายถึงพระองค์เทียบเท่าสุริยเทพ และรูปสลักอีก 3 รูป ทรงสวมหมวกทรงปาปิรัสและดอกบัวตูม มีความหมายถึงการขึ้นครองสองอาณาจักรทั้งอียิปต์ล่างและอียิปต์บน รูปปั้นองค์เล็กในแต่ละช่วงของระหว่างขาของฟาโรห์ และพระนางเนฟเฟอร์ตารี นั้นก็คือ โอรสและธิดาในพระองค์ ทางเข้าเป็นภาพการต่อสู้ของฟาโรห์รามเสสที่ 2 ที่มีชัยชนะเหนือชาวนูเบียน และ ภาพเทพเอมอนราคอยช่วยเหลือ.

เสา 6 ต้น ( Pillars ) ภายในห้องโถง Hathor Pillars ) เป็นรูปใบหน้าของเทวีฮาเธอร์ใบหูวัวประดับหัวเสา เทวีฮาเธอร์ได้ชื่อว่าเป็นพระมารดาแห่งจักรวาล เป็นสัญลักษณ์แห่งความงามและความรัก และยังถือว่าเป็นสุริยเทวีที่สุริยเทพรา ทรงเนรมิตขึ้นมาอันมีวัวเป็นสัญลักษณ์ ดังนั้นรูปลักษณ์ของเทวีจึงอยู่ในร่างมนุษย์ มีเขาวัวคู่พร้อมแผ่นสุริยวงกลมบนหัว ภาพบนฝาผนังของวิหารแห่งนี้ถูกประดับด้วยภาพสีบนร่องลึกแกะสลักไว้ บนกำแพงวิหาร.

ast25

ภาพนางเนฟเฟอร์ตารี่(Nefertari)ทรงได้รับการประทานพรให้ได้สวมมงกุฎราชินีจากเทวีฮาเธอร์และเทวีไอซิสและคำร่ำลืออันยิ่งใหญ่ถึงราชินีองค์นี้(Nefertari)ก็คือ พระนางทรงเป็นที่รักยิ่งของเทวีมัต ( Mut ) ผู้เป็นมเหสีของสุริยเทพผู้ยิ่งใหญ่ คือเทพเอมอนรานั่นเอง

  •  
About these ads
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s