ขันธ์5(องค์ประกอบชีวิต),อริยสัท4, มรรค8 หนทางอันประเสริฐ

             การที่ปชชห้ามหยุดฆ่าปชช แต่ไม่เชื่อดันเลือกทางลงนรก
จะมาเบี่ยงประเด็นอย่างไร
เหตุไม่ดับ  หากไม่เชื่อในพุทธพจน์ พุทธประวัติ บุญ บาป แล้วจะเป็นชาวพุทธได้อย่างไร
ทำหนังสือ พุทธประวัติ ขอไม่เขียนตอน เเรกประสูติ จากครรภ์ พุทธมารดา เสด็จเดิน7ก้าว แล้ว
จะทำไปทำไมละ ในเมื่อไม่ศรัทธา ตลกดีชาวพุทธ ประสาอะไร เพี้ยนไปหมด
 ศรัทธาวิมุติ ไม่เจริญ ปัญญาวิมุต ไม่ทำตาม จะได้อริยทรัพย์ รึ
ศาสนาพุทธ มีให้ไปสวรค์ ชั้นจาตุม(มีศีล5 รักษา สำนึกบาป และแก้ไขตนเองก่อนตาย)เป้นที่ตั้ง
พรหมโลกคือเป้าหมายสูงสุด
พระสงฆ์ก็โปรด โจร500 ก่อนตาย ให้สมาทานศีล5 จนไปเกิดเป็นเทวดามาแล้ว
สำนึกบาป และตั้งใจไม่ทำอีก แก้ไขตน มีในพุทธศาสนา ที่เดียว เรียนเพื่อละกิเลส จนปฏิบัติ ไม่ทำอีก
นี้คือทาง แห่งบันฑิต จะเห็นว่า คนที่ยังไม่เจริญเก้บบุญ สะสมบุญ เตรียมทรัพย์ไว้ภายหน้า
 การันตี ความไม่มี นั้น เป็นทางฉลาด น่าปฏิบัติตาม รอยพุทธบาท
 หันมามอง พรรคปชป  พธม สนธิ ลิ้มทองกุลจึงเป็นแค่วะ….พุทธสวะ หุ หุ หุ
เรียนเพื่อละโมหะ โทสะ โลภะ  ดำเนินตาม คามจริงอันประเสริฐ(อริยสัท4)
1) ทุกข์ (suffering)ความเกิดเป็นทุกข์
2) สมุทัย(the cause of suffering) คือเหตุให้เกิดทุกข์ ได้แก่
ตัณหา(ความอยาก)แปลอีกอย่าง คือ อาการกระวนกระวาย ดิ้นรนของจิตที่อยากมี
อยากได้ อยากเป็น  อยากไม่มีสิ่งนั้นนี่ อยากไม่เป้นนั่นนี่
มี3ชนิด
 1)กามตัณหา คือ ความอยากในกามกาม
ทางพุทธศาสนา เรียกว่า ความใคร่ แบ่งเป็น2 อย่าง
ก) กิเลสกาม ความรู้สึกใคร่ในใจ เป็น นามธรรม เช่น ความรักรักหญิง ชาย
ข)วัตถุธรรม ความรู้สึกใคร่ ในวัตถุ เป็นรูปธรรมเช่น  เพชรพลอย ของฟุ่มเฟีอย
 2)ภวตัณหา คือ ความอยากมีอยากเป็นนั่นนี่
เช่นอยากเป็นตำรวจ อยากให้ฝนตก ไม่ตกก็ทุกข์
3)วิภวตัณหาคือความอยากไม่มี ไม่อยากเป็น เช่น ไม่อยากเป็นผู้หญิง(ทอม)
ไม่อยากเป็นชาย(เกย์ ตุ๊ด)ไม่อยากให้คนเกียดมามองหน้าเรา
ไม่อยากอยากจน ไม่อยากลำบาก และอื่นๆๆ จึงเคร่งเครียด(อวิชชา)
โศกซึม( โทมนัส )ไปตามความอยากมากน้อย ส่วนการทำงานโดยไม่ต้องอยาก กินอาหารโดยไม่มีจิตอยาก
บริโภคผลงาน โดยไม่รู้สึกอะไร ทำไปงั้นๆๆแล้ว มีความสงบ เย็นนี้ เป็นปุถุชน ที่ไม่เห็นปฏิปทาของพระอริยเจ้า
 หรือไม่ได้อยู่ในตัวอย่างที่มีให้เห้น จะไม่เชื่อ รึเชื่อยาก เพราะคนตกเป็นธาตุของตัณหา
โดนเผาลนไหม้เกรียมอย่างนั้น จะไม่เชื่อว่า เมื่อละตัณหาเหล่านี้เเล้ว ชีวิตจะประเสริฐสุด ร่ำรวยที่สุด
เป็นชัยชนะที่สุด มีความสำเร็จที่สุด นอกจากเราจะหยั่งชีวิตลงสู่ สัจธรรมตามลำดับเท่านั้น
ตัวอย่าง ชายคนหนึ่งหลงไหลในทรงผม เดี๋ยวทรงนั้นนี้ ฟู แฟบ เกรียน
ต่อมาบวชเป็นพระโกนผม ก็สบายดี ไม่ต้องปรุงแต่ง ก้มีความสุขง่ายๆๆ
นิโรธ( the cessation of suffering) คือความดับไม่เหลือแห่งทุกข์
จิตใจ มีอิสระภาพเต็มที่ ซึ่งเรียกชื่ออื่นๆๆ คือ นิพพาน วิมุติ ขีณาสพ วิราคะ
 และอรหันตผล และอื่นๆๆ เป็นต้น
มรรค(the noble eightfold path)  คือ หนทางปฏิบัติให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์
หรือ วิธีปฏิบัติเพื่อให้บรรลุสู่อิสรภาพที่เป็นสัจธรรม
มรรคมีองค์8  ประกอบไปด้วย
1) สัมมาทิฎฐิ( right view, understanding) ความเห็นชอบ ในการเกิด
เป็น อัตตา(รู้มีนินทา และถูกนินทา)
 ก็เห็นทุกข์เกิดจากนั้น ดูว่าเพราะตัณหาเป็นเหตุให้จิต ดิ้นรน เช่นนี้ คือ สมุทัย
 จากนั้นเราก็พิจารณาว่า คำนินทา เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เป็นธรรมดา
เหมือนสายลม แสงแดด และท้องฟ้า
ถ้าเราไม่ยึดมั่นถือมั่น เข้าถึงสัจธรรมว่า ความจริงตัวเรา มิได้มี ก็จะไม่มีความทุกข์ นี้เห็น
นิโรธ และเห็นวิธี พิจารณา การปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นถือมั่น เช่นนี้ จึงไม่ถูก กิเลสเผา นี้เห็น
 มรรค ถ้าเราฝึกเช่นนี้เป้นประจำ จนเกิดความเคยชินใหม่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
ก็จะมีสมรรถภาพใหม่ที่ไม่ถูกเพลิง ราคะ โทสะ โมหะ โลภะ เผาให้ใหม้เกียม
อะไรมากระทบก็จะเห็นสัจจะจน แจ่มแจ้ง (เห็นหนอ ) ไม่สงสัย เช่นนี้
ก็จะทำให้ตัณหา ไม่กำเริบอีกเลย นี้คือ การเข้าถึงสัจธรรม
 2) สัมมาสังกัปปะ(right thought) ดำริชอบ 
 ในขณะที่ชมนั้นเอง เราเห็นปรากฏการ์ณธรรมชาติ
ว่านินทาเป็นเรื่องธรรมดาแล้ว ไม่ปล่อยความคิด(ความดำริ) ให้เพลิดเพลิน ไปในรูป
 รึเสียง เรียกว่า ไม่ได้เล่นไปหา กามวิตก ถ้าไม่พอใจ กระเทือนใจ ก็จงระวังอย่าให้เกิด
 พยาบาทวิตก คือ คิดพยาบาทมุ่งร้าย ตอบโต้เขา และระวังใจไม่ให้เกิด
 วิหิงสาวิตก คือคิดเอารัดเอาเปรียบเขา ทำใจให้เป็นปกติ มีอิสระจากการผูกพันของสิ่งสมมุติทั้งหลาย
 ให้รักษาใจจากการมากระทบของทุกทาง ทำงานไปให้ระวังไป กินอาหารไปให้ระวังไป
 ชีวิตหมุนเวียนไป วัน เดือน ปี ด้วยความคิดเช่นนี้ หมั่นฝึกจิตมุ่งแน่วแน่ต่ออิสระภาพอันสูงสุดนั้น
 ชีวิตจะค่อยๆๆเลื่อนชั้นตัวเองไปตามลำดับ ซึ่งผู้ปฏิบัติจะรู้ได้ด้วยตนเองเท่านั้น
3) สัมมาวาจา (right speech) การพูดจาชอบ คือพูดให้จุงใจ โน้มนาวใจไปสู่อิสรภาพ 
 บางคนพูดทั้งวันหาสาระไม่ได้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์
ไม่ประกอบด้วยธรรมอันเป้นทางโน้มน้าวใจให้เข้าไปสู่ความสงบเย็น
 เราจึงควรสำรวมระวังในคำพุด การพูดหยาบ พูดปด ส่อเสียด และเพ้อเจ้อ อย่าให้เกิดมีขึ้นได้
4) สัมมากัมมันตะ (right action)การทำงานชอบ คือการทำงานที่ไม่เอารัดเอาเปรียบ
มีความเเวดล้อมที่จะทำให้ใกล้อิสระภาพนั้น เรื่องคดโกง ไม่สุจริต ให้เลิกเสีย
5) สัมมาอาชีวะ(right livelihood) การเลี้ยงชีพชอบ คือเลี้ยงชีวิตง่ายๆๆ บริสุทธ์
 ไม่ต้องไปฆ่าคนมาเลี้ยงชีวิต ไม่ต้องไปลักขโมยเขามาเลี้ยงชีวิต
หรือไม่ประพฤติผิดในกามเพื่อเลี้ยงชีวิต เพราะการทำเช่นนั้นจะทำให้เกิดกิเลสบ่อยๆๆ
และทำให้ห่างไกลจากอิสรภาพที่แท้ จริง
   สรุป สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ คือ
การจัดเรื่องการดำรงชีวิตอยู่ในโลก
ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมให้เป้นชีวิตประจำวันในเชิงง่ายไม่เป้นพิษ ไม่เป้นภัยแก่ตน และคนอื่น
 เหลือ อีก3ข้อ
6) สัมมาวายามะ (right effort ) ความเพียรชอบ
7)สัมมาสติ (right mindfulness) มีสติชอบ
8)สัมมาสมาธิ (right concentration) มีสมาธิชอบ
   เมื่อเราอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีการทำงานที่ไม่เป้นพิษเป้นภัย ไม่โหดร้าย ไม่คดโกง
 ไม่หมักหมมในงาน การเลี้ยงชีวิตของเราก็บริสุทธ์ ซื่อตรง ระวังการพูดจาได้ดีแล้ว ก็ให้มีสติ
วาดวงกลม “การปฏิบัติธรรม” ให้ชัดมีความเพียรทางจิต เฉลียวฉลาดในการคุมจิต
 การทำสมาธิภาวนา ก็จะสามารถเข้าถึงภาวะอันสูงสุด คือ สัจธรรม ได้
มรรค8ข้อนี้ ย่อให้สั้นที่สุด คือ จงมีสติ
และความเห็นถูกต้อง(สัมมาทิฏฐิ) ในชีวิตเรื่อยไป
ชีวิตก็จะก้าวไปตามลำดับเองเพื่อละ อภิชชาและโทมนัส บางท่านอาจสงสัยว่า
จะปฏิบัติไปทำไม จะไปละกิเลสได้อย่างไร หรือจะได้อะไร จะแก้ปัญหาชีวิตประจำวันได้จริงรึ
จำเป็นด้วยรึที่จะต้องทำ ถ้าไม่ทำจะมีอะไรเกิดขึ้นไหม
  พระพุทธองค์ ตรัสสอนว่า ให้ปฏิบัติธรรมด้วยอริยมรรค
 เพื่อไม่ให้ใจมี อภิชชา (ความเคร่งเครียดทางใจ)
 เเละโทมนัส(ความเศร้าซึมหม่นหมองทางใจ)
    จะเห็นว่า ชีวิตประจำวันของเรา ถ้าวันใดอารมณ์เคร่งเครียด
หรือ หม่นหมองแล้ว การงานในวันนั้นก็จะทำอย่างเกียจคร้านแบบขอไปที แม้กินอาหารก็ไม่อร่อย
ไม่มีความสุข มันจำเจ เบื่อหน่ายจนแทบจะร้อง ออกมา ยุ่งจริงโวย วุ่นวายจริงโวย
พูดภาษาชาวบ้านว่า อารมณ์ที่เคร่งเครียดและหม่นหมองนั้น
เป็นอุปสรรคยิ่งใหญ่ในการดำรงชีวิต เป็นตัวนำไปสู่ปัญหาทุกชนิด
สรุปสั้นๆๆของอริยสัท4 มรรค8หนทางอันประเสริฐ คือเริ่มแรกเราใช้อริยสัท4แบบโลกีย์รึทางโลกใช้ในการทำงานและเเก้ปัญหาต่างๆๆทุกข์คือ ปัญหาที่เราไม่สบายใจ

สมุทหัยคือหนทางแก้ ไขปัญหา มีกี่ข้อแจกแจงออกมาเพื่อปฏิบัติตาม

นิโรธ คือลงมือทำรึปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหานั้นๆๆ

มรรค คือเมื่อทำงานนั้นแล้วผลเป็นอย่างไร และนำมาประเมิณผลงานเพื่อนำไปแก้ไขปัญหานั้นต่อไปในครั้งหน้า รึแผนงานนี้ครั้งหน้าเพื่อให้คนที่มาทำงานต่อจากเราได้ใช้งานและศึกษาต่อยอดให้ประสพผลสำเร็จในงานที่ทำ เรียกแผนงานนี้คือ CEO(Chief executive officer)

เจอปัญหาอย่าท้อแท้ มีหนทางแก้เสมอสาธุ ธรรมมะอันงดงาม ในเบี้ยงต้น ท่ามกลาง และที่สุด เพื่อประโชน์เพื่อความสุข สาธุชนจงนำไปใช้เทอญ

เมื่อทำงานสำเร็จทางโลกแล้วเข้าสู่ทางธรรมทำความเห็นให้ตรง….ความหมาย

อริยสัจ4

1 ทุกข์หมายถึงทุกชีวิตต้องรับความทุกข์

2.สมุทัยหมายถึง เหตุให้เกิดทุกข์

3.นิโรธหมายถึงความดับทุกข์โดยการเอาชนะกิเลส

4.มรรค หมายถึงข้อปฏิบัติในการดับทุกข์อันมี8ประการ

ละกุศลบท10

  • ที่เป็นกายกรรม มี 3 อย่าง คือ ไม่ฆ่าสัตว์ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม
  • ที่เป็นวจีกรรม มี 4 คือ ไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียดไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ
  • ที่เป็นมโนกรรม มี 3 คือ ไม่โลภอยากได้ของเขา ไม่พยาบาทปองร้าย เห็นชอบตามธรรม (สัมมาทิฐิ)
  • ใช้มรรค8

มรรค8 ทางโลก ดังนี้

มรรคแปดคือทางสายกลางที่พระพุทธเจ้าทรงยึดถือปฏิบัติในการนำไปสู่การตรัสรู้ ถือเป้นข้อปฏิบัติในการดำเนินชีวิต

1.สัมมาทิฐิ  เห็นชอบ คือมีการคิดเห็นต่อชีวิตที่ถูกต้อง เช่น มีความเข้าใจในอริยสัจ4

2.สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ เช่น การตรึกตรองและความเมตตาต่อผู้อื่น แทนที่จะเห็นแก่ตัวและเอาชนะผู้อื่น

3. สัมมาวาจา เจรจาชอบ  คือ การหลีกเลี่ยง ความโกรธเคือง การเป็นศัตรู การพูดเกินกว่าเหตุ การโกหก และการนินทาว่าร้าย

4.สัมมากัมมันตะ  ปฏิบัติชอบ คือ การดำเนินชีวิต ด้วยความซื่อสัตย์และไม่ให้ร้ายใคร

5.สัมมาอาชีวะ เลี่ยงชีพชอบ คือ การหลีกเลี่ยงการทำงานที่มีผลร้ายต่อผู้อื่น

6.สัมมาวายามะ เพียรชอบ คือความพยามยามในทางที่ดี เพื่อทำให้จิตใจอยู่ในสภาพปกติสุข

7.สัมมาสติ ระลึกชอบ คือ การบำเพ็ญความเยือกเย็นใจจิตใจเพื่อไม่ให้เฉไฉไปในทางใด

8.สัมมาสมาธิ ตั้งใจชอบเป็นการนำไปสู่การหยั่งรู้ และนิพพาน

วันมาฆบูชา(บัณฑิตนำพระธรรมแยกย้ายกันไปเผยเเพร่แก่มนุษย์โลกเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย)

นิพพานคือความดับเย็น ไม่เป็นทุกข์เด็ดขาดอย่างสิ้นเชิง  มิใช่เมืองรึสถานที่ใดๆๆอย่างที่เข้าใจกัน แต่เป็นระดับสภาวะของจิตที่สูงสุด โปร่ง เบา ว่าง ไม่เป็นทุกข์เพราะละอุปทาน(เข้าใจขันธุ์5(เหตุเเห่งทุกข์)ได้แล้ว ซึ่งมนุษย์ทุกคนสามารถบรรลุได้ด้วยตนเองในขณะมีชีวิต ไม่ใช่เข้าถึงนิพพานเมื่อตายแล้วอย่างที่เข้าใจผิดกัน  ซึ่งการฝึกตนนั้นต้องกระทำตามมงคล38 ไปตามลำดับนั้นเอง

เมื่อนิพพานแล้ว(รู้แจ้งแทงตลอดในขันธุ์5)   บัณฑิตทั้งหลายจงแยกย้ายกันไปเผยเเพร่ธรรมะ   จงนำธรรมะอันประเสริฐนี้ไปเปิดเผยแก่ชาวโลก จงไปยังที่ต่างๆๆเพื่อให้ประโยชน์อันสูงสุด เพื่อบังเกิดความสุขที่แท้จริงเเก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย และมารวมกันเเลกเปลี่ยนประสพการณ์ธรรมของตนแก่เพื่อนกัลยาณธรรม รวมทั้งการพบปะแลกเปลี่ยนธรรมกันได้ตามจริตธรรมที่ตรงกันด้วยศรัทธา รักและเคารพกันและกัน นำหน้า (หากขัดกันให้หยุดแจกแจงธรรม ให้นึกวิเคราะห็ด้วยจิต คนเดียว และต่อมาทั้งมนุษย์และเทวดา จะรู้ในจิตอธิษฐานนั้นและลงมาช่วยชี้แนะให้)

go on ,buddish m0nk

for the good of the monk

for the happiness of the monk

all of compasstion for theworld

for the good benefit and happiness of god and man  .

อริยมรรค 8 แบบโลกุตระธรรม

1) สัมมาทิฐิ (ทำความเห็นให้ตรง)นั้นอริยสัท4ทุกข์พิจารณารูปนาม

2)สัมมาสังกัปปะ( ดำริชอบ )คือตรึกตรองศึกษาในพระธรรมคำสอน

(ธรรมวิจัย) และเมตตาผู้อื่น แทนที่จะมีมานะ ฉันโสดาบัน อนาคมี

ขั้นนั้นนี่ เธอปุถุชน ฉันกรรมฐาน เธอบริหารวัด เธอธรรมยุทธ

ฉันมหายาน เธอพระลาว ฉันพระไทย ฉันเก่งที่สุด ธรรมสายฉันดี อันนี้ให้ละ

3)สัมมาวาจา (เจรจาชอบ)  การหลีกเลี่ยง โมหะ โทสะ โลภะ ราคะ

โกรธเคืองทั้งมวล การเป็นศัตรู การพูดเรื่องโกหก

การนินทาว่าร้าย เพราะพุทธกาลมีหลายหมู่เหล่ารวมกัน

นินทาอริยพุทธโทษหนักแต่ก็ยังมี เช่น นางฟ้ากุฏิ ตามหลังพระจน มีข้อครหา

หากวิปัสนา แล้วไปสวรรค์ พรหม และดาวอื่นๆๆ ปกติ

ให้พูดตามจริง ที่ทำได้แล้ว  (บันทึก ฟัง สักวันบอกทางได้ เป็นสุตตะพุทธ

ใช้กาลมสูตร ไม่เชื่อไม่ได้นะจุดนี้ เรียนเพื่อบอกและละกิเลส)

4)สัมมากัมมันตะ (ปฏิบัติชอบ) คือ การดำเนินชีวิตสมณะเพศ

ด้วยความซื่อสัตย์ในพระรัตนตรัย ไม่ให้ร้ายใคร

5)สัมมาอาชีวะ (การเลี้ยงชีพชอบ) คือ ไม่เป็นพ่อหมอ ไสยาศาสตร์

แนะนำให้ทหารตำรวจ ให้พรไปฆ่าคน โจรปล้นคนอื่น เป็นพระผู้นำโจร

ผู้ค้ายาเสพติด หวย เถื่อน นักการเมือง ทุศีล(ขั้นนี้ เทวดาศาสนาอื่นๆๆ ครูต้นสังกัด

จะกันคนพาลเสร็จสรรพ หากมีอาจคู่เวร แต่ให้ดึงตนเองออกจากคนพาลช่วยตนเองด้วยเท่าที่หลบหลีกได้ ไม่ใช่นั่งให้เขาด่า รังแก นิ่งไม่ตอบโต้แล้วขอตัวออกมาจากณ.ที่แห่งนั้น ไม่ทำผิดศีลธรรม)เหมือนหลุดจากอบาย พบแต่กัลยาณธรรม

(หลังพุทธกาล ฝึกเองแต่สำเร็จ เงียบ จูนคลื่นเทวดา แต่ทำประโยชน์มากอย่างเดียว เตมีย์)

6) สัมมาวายามะ (ความเพียรชอบ) คือ ความพยายามรักษาจิตใจ

ให้มีสุขภาพดี ปกติสุข (ใช้โพชณงค์7 แก้ไขเช็คตน) อ่านพระไตรปิฏกนำมาธรรมวิจัย

ปัสสนาจิตตนเอง ระลึกอดีต ตายตอนนี้เกิดเป็นอะไรแล้ว

อนาคตทำต่อยอด เพิ่มความรู้ ตามเจตสิก108อดีตทั้งหมด

ตัดละกิเลสตนในอดีตให้หมด ค่อยๆๆเป็นไป

7)สัมมาสติ คือ คุมสติให้ได้ นั่งหนอ ยืนหนอ นอนหนอ เดินหนอ

ระลึกกายทำอะไรอยู่ ถอดจิต ไปปัสนาตามญานทัศนะ

โปรดสัตว์สอดส่องธรรม ธรรมวิจัย สอนจิตตนเอง  อย่าเคลิ้มเคลิ้ม

หลงไหลในสิ้งเน่าเหม็น ปฏิกูล มูตร คูตร น่ารังเกียด ขอให้เราออกจากกองทุกข์

ขอให้พระพุทธเจ้ามาโปรด เมื่อดับขันธ์ นิพพาน อย่าให้หลงในรูปรสกลิ่นเสียง

ไม่ต้องการ รังเกียดการเกิด แก่ เจ็บตาย ขอให้จิตตั้งมั่น หลงก็ดึงกลับมา

ฝึกไปๆๆจนกว่า จะนิ่ง ไม่สงสัยอีกเลย

8) สัมมาสมาธิ จิตตั้งมั่น เข้าสู่นิพพาน ดับกิเลสทั้งมวล ไม่ต้องการสิ่งใด

อริยมรรค8 เรียกสั้นๆ ไตรสิกขา ศีล สมาธิ ปัญญา รึ อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ซึ่ง ใช้

นิโรธสมาบัติ9ละก็ได้ อีกทาง เรียกว่าฝึกตายเป็น รึธรรมวิจัยตาม ยอดพระกัณฑ์ไตรปิฏก

ต่อไปนำเข้าสู่ การละลายขันธุ์5รึรูปนาม(อิสระภาพที่แท้จริง)

ตั้งสติ ที่พระศาสดา ลงลึกไปที่

1)พระพุทธเจ้าคือใคร (ศึกษาพุทธประวัติ)

2)ใจคอเรามั่นคง ในการจะศึกษาธรรมไหม

3)ข้อปฏิบัติในศาสนาพุทธเป็นอย่างไร

4)พุทธกิจ ของพระศาสดาพระองค์ทำอย่างไร จึง ตรัสรู้ จนปรินิพพาน

พระองค์ดำรงตนอย่างไร พระอรหันต์ แต่ละองค์รักษาธรรม

ได้อย่างไร จนดับขันธ์ปรินิพพาน

5)พระธรรม ที่พระองค์บอกกล่าว มีอะไรบ้าง ทรงสอนอะไร ตรัสรู้อย่างไร

(ตรัสรู้ อริยสัท4 อัญวญาน  ปจเอกขณะญานน้อมไปหาพระพุทธเจ้าที่มีแล้วในอดีต)

คำว่า น้อมไปในพระพุทธเจ้าในอดีต (ที่พระองค์พบ มาแล้ว เช่น วิปัสสี สิขี เวชภู กกุสันธะ

โกนาคมณะ พระกัสปะ และน้อมตนเอง รักในตนเองจึงยินดีปรีดา ที่จะมีพระพุทธเจ้าองค์ใหม่

คือ กำเนิดพระศรีอริยเมตตรัย)

องค์ประกอบชีวิต (ขันธ์5)มี2อย่าง รูปกับนาม

ประกอบไปด้วยรูป1นาม4 นั้นก็คือการตรึกนึกคิดตาม การกำเนิดชีวิตของ ตัวเรา (มาจาก การปฏิสนธิ เซลล์บิดา (sperm) เซลล์มารดา ( ovum) รวมเป็นเซลล์เดียวๆๆนั้นแบ่งสอง แล้วแบ่งทวีคูณโดยมียีน(gene)หรือโครโมโซม (chromosome) เป็นตัวถ่ายทอดลักษณะกรรมพันธ์ จนกระทั่งได้ตัวอ่อน(embryo)และในที่สุดเป็นตัวเราขึ้นมา   แล้วเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจาก ได้รับอาหาร และอาหารเสริมสร้าง การเจริญเติบโตของร่างกาย  จึงทำให้ระบบต่างๆของร่างกายทำงานไปตามหน้าที่ เพื่อ ดำรงอยู่ของชีวิต และถ้าไม่มีอะไรมาขัดขวาง  หรือ รบกวนการทำหน้าที่ ของระบบต่างๆๆ เช่น ความเจ็บป่วย หรืออุบัติเหตุ …  แล้วร่างกายก็ปรุงสังขารเรื่อยไปจนถึงขีดสุด แต่ในช่วงที่เติบโตนั้นก็มีการเกิด และตายของเซลล์ต่างๆอยู่ทุกวินาที เมื่อร่างกายเจริญจนถึงขีดสุดแล้วต่อจากนั้นจะเริ่มเสื่อมลงๆใบหน้าและรอยตีนกา หนังเหี่ยวย่น ผมเริ่มหงอก ฟัน หัก หลังคุ้มงอ และตายไปในที่สุด

1รูปคือส่วนประกอบร่างกาย

ก)ส่วนประกอบของแข็ง(ธาตุดิน)จับต้องได้ เช่น ขน ผม เล็บ ฟัน หนัง กระดูก และอื่นๆๆ…

ข)ส่วนของเหลว(ธาตุน้ำ)มีคุณสมบัติ เคลือนไหลไปมาได้ เช่น น้ำเลือด เหงือ น้ำตา น้ำลาย ปัสสาวะ และอื่นๆๆ…

ค)ส่วนมีภาวะขยายตัวไม่สิ้นสุด(ธาตุลม) เช่น ลมหายใจเข้าออก หรือลมในลำใส้เป็นต้น

ง)ส่วนที่ให้ความร้อนและพลังงานแก่ร่างกาย(ธาตุไฟ) เช่น อุณหภูมิคามอบอุ่นในร่างกายเป็นต้นซึ่งปกติวัดได้ 37องศาเซลเซียส นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่ประกอบในร่างกายอันเป็นพฤติกรรมของร่างกาย ได้แก่ การเห็นรูป  ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส และสัมผัสผิวกาย อาการแห่งความมัวเมา ความอ่อนสลวย ความหยาบกระด้าง ความคล่องแคล่ว ลักษณะแห่งความงอกงาม ความสืบเนื่อง ความเสื่อมตัว(ชรา) ความเปลี่ยนแปลงและอื่นๆๆชีวิต ส่วนที่เป็นร่างกายและพฤติกรรมทั้งหมดของร่างกาย เรียกว่า รูปขันธ์ มีคุณสมบัติ เป็นที่ตั้งอาศัยของจิต(นาม) และสิ่งที่เนื่องอยู่กับจิตด้วย

2 นาม คือ ส่วนที่ประกอบกันขึ้นเป้น ความรู้สึกของชีวิตหรือจิต(บางทีเรียกว่า นามธรรม หรือ นามขันธ์) ซึ่งจำเเหนกได้เป็น 4ส่วน

ก. เวทนาขันธ์ … ความรู้สึกสุข(ทนง่าย) ทุกข์ (ทนยาก) ไม่สุขไม่ทุกข์

ข. สัญญาขันธ์ … ความจำได้หมายรู้ อะไรเป็นอะไร

ค. สังขารขันธ์ … ความคิดนึกปรุงแต่งให้คิดดี หรือคิดชั่ว หรือ เป็น กลางๆๆ

ง.  วิญญานขันธ์ … ความรู้แจ้ง หรือรู้สึก ทางประสาททั้ง5 ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

การเรียนรูปนาม รึเบญจขันธ์ รึขันธ์5นี้ คือ กายภาคศาสตร์ หรือ สรีรวิทยา เรียนง่าย แต่ เรื่องจิต นั้นยาก ซับซ้อน ที่ต้องเรียนให้ละ เพราะเป็นสิ่งกำหนดพฤติกรรม    ทั้งหมดทั้งสิ้นของมนุษย์ สุข ทุกข์ สัมผัสทางร่างกาย(โผฏฐัพพะ)และต้องฝึกรู้ด้วยใจ   ให้เป็นธรรมมารมย์ ดำเนินวิปัสสนา( คือการทำปัญญาให้รู้แจ้งถึงความเป็นจริงว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั่น ไม่เที่ยง ไม่คงที่ไม่มีตัวตน) ละอวิชชา ทำจิตให้ขาวรอบ  เมื่อเข้าใจ ตัวเรา(รูป นาม)บริหารขันธ์ กิน อยู่ หลับ นอน และช่วยปชชตามสมควร แค่นี้ ก็มีบ้านที่สบายทั้งภพนี้ ภพหน้า ได้แน่นอน

ดำรงไตรลักษณ์ 

1)อนิจจัง ไม่เที่ยง เพราะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

2)ทุกขัง คงทนอยู่ไม่ได้ ต้องเสี่ยมโทรมไป สลายไปในที่สุด

3)อนัตตา มิใช่ตน ไม่สามรถควบคุมให้อยู่ในอำนาจเราได้เป็น ธรรมสัจจะ เจาะแทงแจ้งตลอด อาณาจักรโรมัน ยิ่งใหญ่ยังสลาย ตัวเราก็ดับขันธ์ ตาย ไปในที่สุด

ประโยชน์ในการดำรง ธรรมสัจจะ และสัจจะธรรม ทำให้ กาย สอดคร้องธรรมชาติโลก …จิต สบาย….วิญญาน เรามีปัญญา รู้แจ้งแทงตลอดนิพพาน(พ้นทุกข์ การเกิด)

คุณสมบัติของผู้ที่จะสำเร็จนิพพาน มี14ข้อดังนี้

เป็นคนอาจหาญ คนตรง คนซื่อ ว่าง่าย อ่อนโยน ไม่เย่อหยิ่ง สันโดษ เลี้ยงง่าย มีกิจน้อย ประพฤติเบา อินทรีย์สงบ มีปัญญา ไม่คะนอง ไม่คลุกคลีในหมุ่คณะ

หลักการเข้าสู่พระธรรมคำสอน

1)ต้องมีความรู้( education)ระเบียบวินัยการปกครอง(ปริยัติ),การทำความดับทุกข์-ดับกิเลส(สุตตันตะ,คำอธิบายสุตตันตะ(อภิธรรม)

2)มีการปฏิบัติ(training)ด้วยไตรสิกขา(รักษาศีล,ทำสมาธิเพื่อให้เกิดปัญญา)

3)ได้รับผลของการปฏิบัติ(experience)เป็นความสงบเย็น ดับทุกข์ได้สิ้นเชิง(ปฏิเวท หรือโลกุตระธรรม เป็นภาวะที่อยู่เหนือความเป็นโลก)

หลังจากนั้นหมั่นฝึก7อย่างดังนี้มีศรัทราแก่กล้าใน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์  ,ดำรงไตรสิกขา3ศีล สมาธิ ภาวนา,มีสมาธิเข้าฌานสมาบัติ ฝึกเข้าง่ายออกง่าย ไม่จำกัดเวลา ,ไม่ประมาทในศีล(ทำผิดศีล)มีปฏิสันฐานต่อเทพเทวดาพรหมณ์ ในทุกศาสนา.

ซึ่งผู้ฝึกต้องรับประทานอาหาร 5หมู่ มีแม่ครัว ปรุงอาหาร แม่บ้าน กัลยาณมิตร จะดูแล อาหารตามหลักโภชนาการและเข้ากรรมฐาน กินผัก เจไม่ได้เพราะคนฝึกจะสวย งาม หล่อ หุ่นอรชร ตามลักษณะ32 ธรรมจะปรับธาตุตามสมัยพุทธกาล  เพราะใช้พลังงานเยอะ ขันธ์5รวมเป็นหนึ่ง…กราบครู เทพเทวดา คารวะ บอกกล่าวน้อมนอบในวิชาให้ท่านช่วยดูแล ป้องกันร่าง โทรศัพท์ปิดหมด วิเวก สัปปายะ ปิดประตู หน้าต่าง ห้ามใครกวน        ขันธ์5สัตว์โลก สัตวฺกุ้ง หอย ปู ปลา ไก่ หมู จะได้มีบุญไปเกิดเป็นคนเพราะเป็นอาหารให้พระอาริยะ ฝึกตนพ้นทุกข์ เหมือน ดาวลูกไก่ หากมีหมาแมว ในวัด นก ก็ต้องสอนธรรม เว้นอาหารที่พระองค์ห้ามก้ทำตามคำสอน ศึกษาทำตามพระชาดก มงคล38 มี18วิชาต้องเรียน ฟังเสียงสัตว์ โดยปกติ จะหุทิพย์ ตาทิพย์ รู้จิตคนอื่น แต่คนอื่นจะไม่รู้จิตพระอาริยะจะมองสอดส่องทั้งโลกและจักรวาลไม่เห็น เพราะละลายรูป นามแล้วตายทางโลก เข้าสู่อริยธรรม เผยแพร่ศาสนา เกื้อกุลต่อโลกต่อไป ช่วยชาวโลกและสัตว์ เทวดาให้เลื่อนระดับชั้น

ละสังโยชน์10

สังโยชน์ คือ กิเลสที่ผูกมัดใจ เครื่องร้อยรัด มี 10 อย่าง คือ

1. ละสักกายทิฏฐิ – ความยึดเหนี่ยวในร่างกาย

2. ละวิจิกจฉา – มีความสงสัยในพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ

3. ละสีลัพพุตปรามาส  – ละสิ่งที่มิใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า

4.ละกามราคะ – ละโมหะ โทสะ กามราคะ

5. ละปฏิฆะ – มีความคับแค้นใจ

6.ละ รูปราคะ – มีความติดใจในรูป(ลาภสักการะ การต้อนรับของชาวโลกทิพย์ หรือรูปฌาน)

7. อรูปราคะ – มีความติดใจในอรูปฌาน คำยกยอปอปั้น สรรเสริญ นินทา

8. มานะ – ติดในยศศักดิ์

9.  อุทัทธัจจะ – ความฟุ้งซ่าน

10. อวิชชา – ความไม่รู้ในอริยสัท4(ขันธุ์5 )

พระโสดาบัน ละได้ 3 ข้อคือ ความยึดเหนี่ยวในร่างกาย,ความสังสัยในพระรัตนตรัย,ละสิ่งที่มิใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า(แต่อยู่ในสังคมเดิมได้เช่นต่างศาสนา รวมทั้งเป้นผู้นำดูแลชุมชนนั้นๆๆต่อไป โดยไม่ก้มหัวให้อธรรม ผู้นำพาไปทำผิด ตายเสียดีกว่าผิดหลักศีลธรรม องอาจในการรักษาธรรมยิ่งกว่ารักษาชีวิต)

พระสกทาคามีละได้ 4ข้อ คือ สะโมหะ โทสะ กามราคะ ให้เบาบางลง

พระอนาคามี ละ 5ข้อคือ ละปฏิฆะ ความคับแค้นใจ รู้ปัญหาแก้และทำได้เท่าไร่แค่นั้นแล้วอุเบกขา มีเทวดารักษา ไม่พบคนพาล คนพาลหลีกหนีหน้าเพราะไปแต่ที่เจริญ ไม่คลุกคลีหมู่คณะ พระสงฆ์ก็ปลีกวิเวกในป่า อุบาสก อุบาสิกา อยู่ในเรือนชานไปบ้านวัด บริวารทั้งมนุษย์รักซื่อสัตย์ ปกป้องคุ้มครองด้วยความบริสุทธุ์ใจ (กัลยาณมิตร)

พระอรหันต์ ละสังโยชน์ทั้ง 10 ข้อ

—————————————————————–

Advertisements
ข้อความนี้ถูกเขียนใน สุขภาพและความสุขสมบูรณ์ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร