โพชฌงคปริต

—  โพชฌงคปริตร   
บทสรภัญญะโพชฌังคปริตร (แปล)
     ผู้ประพันธ์โดย สุภาพ นิลไพรัช
++++++++++++++
   โพชฌงค์องค์ส่องแสง   เพื่อแสดงพุทธธรรม
มีเจ็ดจงจดจำ   รวมน้อมนำควบคุมใจ
(1)สติวางไว้อย่างดี    เรื่องเดี๋ยวนี้หรือกาลไกล
ดึงไว้ไม่ไถล               สู่จุดหมายไม่เสียงาน
(2)ธรรมวิจัยไตร่ตรองแล เลือกเฟ้นแต่ที่ต้องการ
เหมาะควรถ้วนทุกด้าน   จิตประสานรู้ตัวตน 
(3)วิริยะปุรานนท์          ห่อนจับจดสัมฤทธิ์ผล
ครองได้ด้วยอดทน    พากเพียรจนสำเร็จการ
(4)ปีติย่อมบังเกิด      อิ่มใจเถิดผู้กล้าหาญ
ฤดีมีสราญ                  ความเบิกบานเข้าครอบครอง
(5)ปัสสัทธิซิสงบ      ได้พานพบสุขทั้งผอง
อารมณ์รู้ประคอง อย่าเกี่ยวข้องเรื่องวุ่นวาย
(6) สมาธิตั้งจิตมั่น  แน่วแน่นั่นคุณมากมาย
จ่อไว้ไม่เคลื่อนคลาย ทรงพลังหมายทางตรง
(7)อุเบกขาท่าวางเฉย ใช่เฉยเมยมุ่งดำรง
จิตกายให้สูงส่ง ไร้พะวงรู้เท่าทัน
 พระพุทธองค์ทรงแถลง     อย่างชัดแจ้งเนิ่นนานครัน
ดับทุกข์ดั่งมุ่งมั่น              เข้าถึงขั้นชั้นนิพพาน
 โมคัลลามหากัสปะ       ได้ประสบเวทนาการ 
 อาพาธพิษโรคราน        ทรงประทานธรรมโพชฌงค์
 อาพาธก็ห่างหาย             สุขใจกายทั้งสององค์
 ชื่นชมธรรมมั่นคง             หมายมุ่งตรงถึงความดี
 พระพุทธองค์ทรงประชวร  โรคก่อกวนทุกข์ทวี
 ทรงเอื้อนเอ่ยวจี             จุนทะปราณีแสดงธรรม
 องค์เจ็ดสิ้นเสร็จสรรพ        โรคระงับความสุขนำ
ศานติครองประจำ              เกิดจากธรรมล้ำค่าคุณ
พุทธศาสนิกชน                  ทุกแห่งหนค้นหาบุญ
โพชฌงค์ช่วยค้ำจุน           จะอบอุ่นไร้โรคา
  ร่างกายก็ยอดเยี่ยม         มโนเปี่ยมแสงปัญญา 
   สดใสสว่างตา                   ทุกเวลาหรรษาเทอญ ฯ

++++++++++++++ 

     การแก้ไข ชีวิตของมนุษย์หลังพุทธกาล นั้นลำบากยากเย็น
ยิ่งนานปัญหายิ่งมากและไม่เคยพบมาก่อน ทำให้จิตตก และป่วย โพชฌงคปริต
ที่มีคุณสมบัติ ทำให้สุขภาพดี มีอายุยืน และพ้นจากอุปสรรคทั้งปวง
         พระคาถาบทนี้  พระศาสดา พระสมณโคดมทรงกล่าวประทานแด่
 พระโมคัลลานะและพระมหากัสปะ ที่ป่วยเป็นไข้ ด้วยทุกขเวทนา  
 ทำให้เพลิดเพลิน ในคำกล่าว คือทบทวนสิ่งที่ตนทำมาแล้ว ปิติ และปลง ปล่อยวาง
 เป้นกลาง อย่าตึงรึหย่อนไป       
วิิธีสวดได้ผล ตั้งนโม ตัสสะ ภควโต3จบ แล้วตามด้วยพระคาถา อังคลุมาละปริตร …
          ยะโตหัง ภะคินี อาริยายะ ชาติยา ชาโต
มาภิขานามามิ สัญจิจจะ ปาณัง ชีวีตา โวโรเปตา
 เตนะ สัจจานะ เต โหตุ โสตถิ คัพภัสสะ
(ซึ่งคือ บทอังคลุมาละปริตตัง แปลว่า ดูกร… ตั้งแต่เกิดมาเป็นชาติอาริยะ
ผู้ไกลจากกิเลสแล้วมิได้แกล้งปลงฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ด้วยคำสัตย์นี้ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่าน
 ขอความสวัสดีจงมีแก่ครรภ์ ของเจ้าเถิด)
แล้วจึงตามด้วย…

            โพชฌังโค สะติสังขาโต               ธัมมานัง วิจะโย ตะถา

วิริยัมปีติ ปัสสัทธิ                                    โพชฌังคา จะ ตะถาปะเร

สะมาธุเปกขะ โพชฌังคา                         สัตเต เต สัพพะทัสสินา

มุนินา สัมมะทักขาตา                              ภาวิตา  พะหุลีกะตา

สังวัตตันติ อะภิญญายะ                          นิพพานายะ จะ โพธิยา

เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ                             โสตถิ เต โหตุ สัพพะทา ฯ

เอกัสมิง สะมะเย นาโถ                โมคคัลลานัญจะ กัสสะปัง

คิลาเน ทุกขิเต ทิสวา                               โพชฌังเค สัตตะ เทสะยิ

เต จะ ตัง อะภินันทิตวา                           โรคา มุจจิงสุ ตังขะเณ

เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ                             โสตถิ เต โหตุ สัพพะทาฯ

เอกะทา ธัมมะราชาปิ                    เคลัญเญ นาภิปีฬิโต

จุนทัตเถเรนะ ตัญเญวะ                           ภะณาเปตวานะ สาทะรัง

สัมโมทิตวา จะ อาพาธา                          ตัมหา วุฏฐาสิ ฐานะโส

เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ                             โสตถิ เต โหตุ สัพพะทา ฯ

ปะหีนา เต จะ อาพาธา                  ติณณันนัมปิ มะเหสินัง

มัคคาหะตะกิเลสา วะ                             ปัตตานุปปัตติธัมมะตัง

เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ                             โสตถิ เต โหตุ สัพพะทา ฯ

— บทสวด โพชฌังคปริตร
    ข้อสังเกตุว่า…ณ.ขณะนี้ที่ตกไปคือ 
ยะโตหัง ภะคินี  อาริยายะ ชาติยา ชาโต มาภิขานามามิ สัญจิจจะ ปาณัง ชีวีตา โวโรเปตา
 เตนะ สัจจานะ เต โหตุ โสตถิ คัพภัสสะ
(ซึ่งคือ บทอังคลุมาละปริตตัง แปลว่า ดูกร… ตั้งแต่เกิดมาเป็นชาติอาริยะ
ผู้ไกลจากกิเลสแล้วมิได้แกล้งปลงฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ด้วยคำสัตย์นี้ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่าน
 ขอความสวัสดีจงมีแก่ครรภ์ ของเจ้าเถิด)…
การที่ผู้สวดไม่เจริญ ไม่บรรลุธรรม เพราะความรุ้ความเข้าใจไม่เเม่นยำ ทำตามๆๆกันมา …ซึ่งคนรุ่นศากยบุตรศาสนาพุทธ…ได้ลงมาสาธยายธรรมและต่อให้ครบองค์รวมของแม่บทสวด ที่ถูกต้องให้แล้ว… ที่จริงเป็นแค่คำพูดธรรมดาๆๆเท่านั้น คือเสด้จไปเยี่ยมไข้แล้วพูดคุย เตือนในการบำเพ็ญเพียร ธรรมในพระพุทธศาสนาของพระศาสดานั้น ระลึกความดีงามของตนเอง พ้นทุกข์แล้วดีอย่างไร เบา โล่ง ดับเย็นเป็นสุข เพราะเราเจริญตามพระองค์ใช่ใหม่ แล้วเป็นสุขใหม เป็นการตอกย้ำความสุขที่แท้จริงเป้นเช่นนี้เอง คิดตามพระองค์คล้อยตามไป ก็เพลิดเพลิน วิปัสนาในกายได้คล่องปรือตามพระองค์ ทำให้ธาตุในกายและใจเกิดสมดุล ใจอิ่มเอิบ ก็หายป่วยเป็นปลิดทิ้งเลย อีกทั้งการได้เจริญธรรมร่วมกับพระองค์ นั้นมันปลื้มแสนปลื้ม  ก่อให้เกิดพละกำลัง มีมานะที่จะสืบสานธรรมโปรดเวไนยสัตว์ได้อีกยาวนาน เพราะรู้หลักการพุทธศาสนาที่แท้จริง การถ้อถอยในการสอดส่องธรรม ธรรมวิจัยธรรม ได้รู้อะไรใหม่ๆๆในอนาคตนั้น ท้าทายและเป็นที่ทำให้พระอรหันต์ทุกๆๆ พระพุทธสาวกรุ่นต่อไปในอนาคต สู้ๆๆ กับมารรูปแบบต่างๆๆ แม้จะมีรึไม่มีพระพุทธเจ้าได้นะเอง…
 แต่รุ่นหลังๆๆนำมาประยุกต์ใช้ เพื่อให้ไม่หลงลืม เทวดาจะได้จำได้ในยุคสมัยนั้นเคยมีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น และได้บันทึกเรื่องราวไว้ เพื่อให้ชนรุ่นหลังรึเทวดาร่วมสมัย ได้บรรลุธรรมเร็วขึ้น เพราะอยู่ในสวรรค์นานหลายกัลป์หลายกัลป์นะเอง…บางทีต้องใช้สื่อต่างๆๆร่วมยุค กระตุ้นเตือน..บางทีเด็กรุ่นหลังอาจมีเเล๊ป…ก็อาจเป็นได้ หากทำให้คนบรรลุธรรมได้ เหล่าศาสนชนก็ยินดีอย่างสูง..ที่จะจัดให้…ไม่มีใครผิด.ทางเข้าประตูนิพพานมีหลายช่องทาง หลายครูบาอาจารย์ให้เลือกใช้ได้ตามสดวก.
 
การขาดหายไปของบทความ เหล่านี้จะไม่มีหนังสือเล่มใดกล่าว เกริ่นไว้ก่อนเลย  จะรื้อฟื้นได้เมื่อมีพระอารยะมาต่อยอดธรรม แล้วมาเสริมให้เข้าใจในเรื่องราว ความเป็นไปต่างๆๆ ซึ่งบทกาลามสูตรนั้น เหตุการณ์จริงนั้นคือ มีวิชาการหลากหลายมากในชมพูทวีป คนยุคนั้นหาธรรมที่ดับ เย็น ไม่เป้นทุกข์ หลุดพ้นได้ชัดเจน พอมาพบพระพุทธองค์ จึงกล่าวกับผู้มาถาม ธรรมกับพระองค์ ที่พอได้ฟังจากพระองค์แล้ว ก็เข้าร่วมเป็นสาวกในพระพุทธศาสนา และเรียนรู้หลักธรรมเพิ่มเติม คือธรรมที่ผ่านมาจากเจ้าลักธิอื่นนั้น ใช้กาลมสูตร10 แต่กับพระองค์ให้เอาไปพิสูจน์ ฟังและนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งพระองค์โปรดธรรมสิ่งใด ไม่มีผิดมีพลาด ขาดการตรวจเช็ค ไตร่ตรอง นั้นเป็นไม่มี สมัยนี้เรียก อันว่าคำโกหก ตอแหล หวังลาภจากผู้อื่นเป็นไม่มีในศาสนานี้ มีแต่ให้นะเอง พร้อมแล้ว ลุยตามมาโลด ประมาณนี้…
ตามหลักการ พระศาสดาของเรา…ก่อนประทานคำสอน พระองค์จะเกริ่นก่อนเพื่อตั้งสติทุกๆๆคน เหมือนปัจจุบัน
 พระตีกลองเรียกสงฆ์ ฆารวาสก็ช้อนเคาะแก้ว หรือ กระเเอม …เทสๆๆ
รึตอนให้ไปเรียกพระเรวัสตะ ที่มี1000ร่างในป่ารกร้าง
(คุณสมบัติพิเศษเฉพาะตน เป็นเองจึงต้องไปอยู่คนเดียวไม่มีใครเข้าไปพบได้)
ว่า…. พระเรวัสตะ พระศาสดาทรงเรียก แค่เนี่ย..เดียวท่านมาเอง
    เป็นการกล่าวบทอังคลุลีมาล ก่อนเพื่อเตือนสติพระเถระทั้ง2 หลังจากสำเร็จอรหัตผล เสวยผลนิพพาน ก็เคร่งเครียด  เช่นกินอาหาร ตามที่ปชชถวาย (อาหาร5หมู่ เพื่อสังเคราะห์สัตว์โลก มิใช่กินผัก เจ )หญ้าต้องเหยียบ และช่วยสานธรรมมะในรูปแบบต่างๆๆ ก็ทำให้ธาตุไฟกำเริบ เหมือนกลัวทำศาสนาเสื่ยมเสีย กระทำตนไม่ดีไม่งาม รึตนเองจะเอาคำสอนไปออกนอกรีต ปชชครหาได้ทุกเรื่อง
   
   พระองค์จึงยกคาถาอังคุลีมาล ที่พระองค์ประทานให้  นำไปใช้ช่วยหญิงมีครรภ์ แม้ฆ่าคนมามากมาย แต่พอเข้าสู่ ชาติอาริยะแล้ว ก็มีจิตปรารถนา ต้องการช่วยให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ ทำงานเผยแพร่คำสอนไป ไม่ผิด ตราบใดที่ใช้ อริยสัจ4 มรรค8  ก็คือศาสนาของพระองค์ที่ประกาศแล้ว
วิิธีสวดได้ผล ตั้งนโม ตัสสะ ภควโต3จบ
   
  ในบทโพชฌงค์ปริต กล่าวว่าด้วยคำพูดสรุปสั้นๆๆว่า.
—ฟังนะตั้งสติให้ดี
—เราใช้ธรรมวิจัยงานต่างๆๆ
—ด้วยความวิริยะ
—จนเกิดปิติสุข(อิ่มเอิบใจซาบซ่าน ขนลุก น้ำตาไหล ) แล้ว
—เราก็มีปัทสัทธิ(ความสงบ กาย สงบใจ) รึไปมาหาสู่เยี่ยมเยียนกัน รักใคร่
 ปรึกษาการงานระหว่างกัน แล้วเราก็
— ดำรงด้วยสมาธิ ไม่ฟุ้งซ่าน และ
— จงมีอุเบกขา คือวางใจเป็นกลางเถอะ ปลง ปล่อยวาง
    ธรรมเหล่านี้อันพระ มุนีเจ้า ผู้เห็นธรรมทั้งสิ้น
ตรัสไว้ชอบแล้ว อันบุคคลผู้มาเจริญทำได้มากแล้ว
 ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความดับกิเลส เพื่อความตรัสรู้
ด้วยความสัตย์นี้ขอความสวัสดี จงมีแด้ท่านทุกเมื่อ
 
   เสวยผลนิพพาน คือปลื้มคำสอนในประไตรปิฏก เช่น
ที่มาคำนมัสการ จะตลก ปิติ และหัวเราะ
วีรกรรมพระสาวก และพระศาสดาท่านสุดยอด
ขำได้เลยและปิติ ขนลุกพอง น้ำตาไหล นี้ไม่ผิด
ทำให้วาโยธาตุในร่างกาย หายป่วยปลิดทิ้งเลย

—คำสอนศาสนาพุทธทั้งหมดอันงดงาม เบี้ยงต้น ท่ามกลาง และที่สุด 
Cquote1.svg

…ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเที่ยวจาริกไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนหมู่มาก เพื่อความสุขแก่ชนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เธอทั้งหลายอย่าได้ไปด้วยกัน ๒ รูป โดยทางเดียวกัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงแสดงธรรม งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง…

Cquote2.svg
สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ทุติยปาสสูตรที่ ๕
       ทุกนิกายในศาสนาพุทธ หลังพุทธกาลจะเก็บคำสอนไว้ คนละอย่าง
จีนนี้พระสังขจาย ท่านไปเผยแพร่ ญี่ปุ่นก็มีพระอรหันต์ ปัจจุบัน
และคำสอนพระพุทธเจ้าอมิตพุทธ  (ซึ่งแตกตับไปแล้ว
จักรวาลนี้มี7องค์ ยุคพระศรีอาริยะมี10องค์)
    แต่อย่างไรก็ต้องเครพธรรมยุติ เถรวาท ประเทศไทย
เพราะมีวิชาสูงสุด ภาวะผู้นำสูง 
 เขาไม่รู้ไม่เคารพก็ช่างแต่เราเมตตาเขาค่อยๆๆไป
ชอบแบบไหนก็วิจัยไป
หากทำตามคำสอนก็นิพานได้สบายทางตรง
เพราะเฉลยเคล็ดลับให้เเล้ว
บางทีต้องอาศัย หนุ่มสาว อิอิ 
(การตัดสินพระศาสดาเท่านั้น ผู้ใดเห้นธรรมผู้นั้นเห้นเราคถาคต)
สังโยชน์10
ซึ่งเฉพาะตน ใครทำใครได้ ไม่มีกล่อง รางวัล เงียบ ดับ เย็น เป้นสุข
นิ่ง ทำงานเผยเเพร่ มีแต่ช่วยคน เรียน เขียนอ่าน วิจัยธรรม นำมาช่วยมนุษย์
   ZEN นั้นนำวิญญาน จิต มาใช้มาก(แต่ไม่ใช่ทางตรงนิพพาน)
 รึวิจัยนาม(ทางพิเศษ กาย วาจา ใจ)
 ในไทยเน้น รูป ละเลยนาม4 เมื่อนำมาบวกแล้วเข้าใจนามมากขึ้น
นาลันทาโดนทำลาย ก็เก็บได้บางส่วน รักษาไว้ หากปัทสัทธิ
ไปมาหาสู่กันแบบปู่มั่น ปู่ดู่ ปู่เเหวน อาริยสงฆ์อิสานจะได้อะไรๆๆมาก
และมีความสุขในสมณะเพศ  
   ตัวอย่างภิกขุญี่ปุ่นZEN  มีภิกขุ2รูป ไปจาริก รึท่องป่า ปลีกวิเวก
ป่านี้ไม่มีคน วิเวกมาก พอเจอเเม่น้ำ มีหญิงสาว มาให้พระคุณเจ้าช่วยพาข้ามฝั่ง
องค์แรก เคร่งวินัย ไม่ช่วยนำส่ง แต่ภิกขุอีกรูป ให้ขี่หลัง ข้ามฝั่ง
ซึ่งต่อมาได้ตรวจสอบโดยคณะสงฆ์ ให้องค์ที่2เป็นเจ้าอาวาส
แล้ว2องค์ก็ไม่ได้พบกันอีกเลย จนองค์แรกเก้บความโกรธ เครียดแค้นในใจไว้
พอภิกขุ2ตรวจสอบด้วยญานทัศนะ จึงไปโปรด ว่าหญิงสาวที่พบในป่านั้นคือ
วิญญาน ที่มาทดสอบสงฆ์ ท่านจึงได้ตำแหน่งเจ้าอาวาส
 
   ที่เนปาล มีวิชา อริยสัจ4 มรรค8 แต่ยังไม่ถึงขึ้นอริยะ
ยึดเน้นสอนแบบชาวโลก มีเคารพวันทั้ง7รวมราหู8และ 12นักกษัตริย์
(ที่พระพุทธองค์โปรด สัตว์ ก่อนปัจจวัคคีทั้ง5)
ซึ่งในภาพวาด ชางกลีร่า นั้นเอง แปลภาพว่า
จงใช้อริยสัท4มรรค8 ดำเนินวัน เดือน ปี ไป
ด้วยความศัทธา ด้วยความเคารพยิ่ง ในปัญญาวิมุติ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
 ที่ตรัสรูแล้ว ด้วยปัญญาคุณ แล้วน้อมนำคำสอนไปอบรมมนุษย์ ตามอุปนิสัย
และเพื่ออนาคตวงค์พุทธองค์อื่นๆๆ มาตรัสรู้รุ่นต่อๆๆไป คือปรารภนาชอบ ทำเช่นนี้
เป้น เมตตาแบบโพธิสัตว์  ซึ่งยังไม่ไปไหน นำส่งนิพพาน พาขี่หลัง ต่อเรือ
ข้ามฝาก ลุยน้ำคลำพานำส่ง
  จึงให้เครพกัน รักในกันและกัน เติมสิ่งที่ขาดให้กัน
ชาติสุดท้าย ทุกคนก็ต้องเป้นภิกขุ ภิกขุนี ตามแบบในเถรวาท
นุ่งห่มตามพระศาสนาบัญญัติไว้ รึอุบาสก อุบาสิกา ก็ตามบรรพบุรุษ
ครู บรรลุตามสังกัด ทางนิพพานมีหลายทาง แล้วแต่ใครจะเจอ
ติวเตอร์ที่เร็ว ตรง ก็ไปได้เลยไม่ต้องรอ
วาสนา ย่อมบังเกิดหาก อธิษฐานเป็น 
ธรรมใดที่พระองค์ตรัสรู้ขอตรัสรู้ตาม
 — แผนผังบุญ-บาป
  
  ให้คนอื่นช่วยท่านบ้าง ท่านเมตตาคนอื่นบ้าง ใช้ทางสายกลางเจริญพรหมวิหาร4

 (ญี่ปุ่นการดำรงชีวิตเครียดมาก โชกุนเคร่งมาก
ต่อมามีคริตท์มาทำลาย โรนินซามูไลนักรบ ล้ม ราชวงค์เมจิ
พุทธศาสนาเลยปรับตนให้เหมาะ ให้อยู่ได้ ให้มีเมียก็มีแบบอุบาสก
อริยสงฆ์ ปรับตนรอดสายตา  ตามผู้มีอำนาจ ให้แย่ๆๆก็แย่ แต่คำสอนรักษาไว้
ไม่งั้นทำลายไปแล้ว ไม่ได้มีหลักฐานให้ได้ระลึกถึง หากไม่มีวัฒนธรรม
วัดร่มรื่น เผาแล้วทำวัดใหม่เหมือนเก่า
วัดเทนเรียวจิเผา8ครั้งก้บูรณะเหมือนเก่าทุกครั้ง
พระไม่เศรียรขาดเหมือนไทย  ส่วนที่ขาด
จึงพอเอามาปะต่อกันได้
 ทิเบตก็สู้ จนมาเนปาล ก็ยังสู้กะมารอยู่)
 
  สรุปว่า  พระพุทธเจ้าทุกๆๆพระองค์ก็รักกัน
พระปัจเจก อนุพุทธ สุตพุทธ
พระอรหันต์ พระเสขะ รักในกันและกัน  
  เราเป็นพุทธบุตร ก็ควรจะรักกัน ต่างนิกาย แต่ คำสอนไม่แตกต่าง
หากรู้หลัก ทุกข์ (รูป นาม) รู้กำเนิดชีวิต
ละโมหะ โทสะ โลภะ ราคะ มานะ
สังโยชน์10ตรวจสอบตน ก็จะสบายแล้ว
ไปไหนก็ไม่ต้องกังวล มีวิชากับตัวกลัวอะไร
พระพุทธเจ้าในอดีต ๒๗ พระองค์     
  พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ในอดีต ปัจจุบัน อนาคต
ก็ทรงทำ10ชาติ ประกาศเปล่งวาจา เดิน7ก้าวเหมือนๆๆกัน
ไม่มีแตกต่าง รักองค์พระสมณโคดม แล้ว จะรักอดีต
และชื่นใจที่จะมีพระพุทธเจ้าองค์อื่นๆๆ
 
  จงอย่ารอรี ไปได้ไปเลยนะจ๊ะ ถึงเวลารักตนเอง
ถึงเวลา เสวยผล คู่ควรแก่ การเครพของมนุษย์และเทวดา
จักวาลนี้ จักรวาลอื่น หมื่น โกฏิโลกธาตุ เทอญ
— ที่มาของคำบูชาพระบรมศาสดา ( นะโม ตัสสะ ฯ )

ณ แดนหิมวันต์ประเทศ มีเทือกเขาชื่อว่า สาตาคิรี เป็นที่ร่มรื่น รมณียสถาน
เป็นที่อยู่ของพวกยักษ์ที่เป็นภุมเทพยดา อันมีนามตามที่อยู่ว่า สาตาคิรียักษ์
มีหน้าที่เฝ้าทางเข้าหิมวันต์ ทางทิศเหนือ เป็นบริวารของท้าวเวสสุวัณ สาตาคิรียักษ์ได้มีโอกาสสดับ
พระสัทธรรมจากพระบรมศาสดา จนมีจิตเลื่อมใสศรัทธา เปล่งคำยกย่องบูชาด้วยคำว่า

“นะโม” หมายถึง พระผู้มีพระภาค ทรงเป็นใหญ่กว่า มนุษย์ เทพยดา พราหมณ์ มาร ยักษ์ และสัตว์ทั้งปวง

กล่าวฝ่ายอสุรินทราหู เมื่อได้สดับพระเกียรติศัพท์ ของพระบรมศาสดา ก็มีจิตปรารถนา
ที่จะได้ฟังธรรมของพระบรมศาสดาบ้าง แต่ด้วยกายของตนใหญ่โตเท่ากับโลก จึงคิดดูแคลน พระบรมศาสดา
ว่า มีพระวรกายเล็กดังมด จึงอดใจรั้งรออยู่ พอนานวันเข้า พระเกียรติคุณของพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ยิ่งขจรขจายไปทั้งสามโลก
จนทำให้อสุรินทราหูอดทนรออยู่มิได้ จึงเหาะมาในอากาศ ตั้งใจว่าจะร่ายเวทย่อกาย เพื่อเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ขอฟังธรรม
แต่พอมาถึงที่ประทับ อสุรินทราหู กลับต้องแหงนหน้าคอตั้งบ่า เพื่อจะได้ทัศนาพระพักตร์พระบรมศาสดา
พระผู้มีพระภาคจึงทรงแสดงพระสัทธรรม ชำระจิตอันหยาบกระด้าง ของอสุรินทราหู ให้มีความเลื่อมใสศรัทธา
แสดงตนเป็นอุบาสกผู้ถือพระรัตนตรัยตลอดชีวิต แล้วกล่าวสรรเสริญพระบรมศาสดาว่า

ตัสสะ แปลว่า ขอบูชา ขอนอบน้อม ขอนมัสการ เมื่อครั้งที่ท้าวจาตุมหาราช ทั้ง ๔ ผู้ดูแลปกครองสวรรค์ชั้นแรก มีชื่อเรียกว่า ชั้น กามาวจร มีหน้าที่ปกครองดูแลประตูสวรรค์ทั้ง ๔ ทิศ

พร้อมบริวาร ได้พากันเข้ามาเฝ้าพระบรมศาสดา แล้วทูลถามปัญหา พระบรมศาสดา ทรงแสดงธรรมตอบปัญหา แก่มหาราชทั้งสี่พร้อมบริวาร
จนยังให้เกิดธรรมจักษุแก่มหาราชทั้งสี่ และบริวาร ท่านทั้ง ๔ นั้น จึงเปล่งคำบูชาสาธุขึ้นว่า

ภะคะวะโต แปลว่า พระผู้มีพระภาค  ทรงเป็นผู้จำแนกธรรมอันยิ่ง อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า

อะระหะโต เป็นคำกล่าวสรรเสริญ ของท้าวสักกะเทวราช เจ้าสวรรค์ทั้ง ๖ ชั้น
ท่านสถิตอยู่ ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ท้าวสักกะเทวราช ได้ทูลถามปัญหา แด่พระผู้มีพระภาค
พระพุทธองค์ทรงตรัสปริยายธรรม และ ทรงตอบปัญหา จนทำให้ท้าวสักกะเทวราช ได้ดวงตาเห็นธรรม
บรรลุเป็นพระโสดาปัตติผล จึงเปล่งอุทานคำบูชาขึ้นว่า “อะระหะโต” แปลเป็นใจความว่า อรหันต์ เป็นผู้ไกลจากกิเลส ไกลจากเครื่องข้องทั้งปวง

สัมมาสัมพุทธัสสะ เป็นคำกล่าวยกย่องสรรเสริญ ของท้าวมหาพรหม
หลังจากได้ฟังธรรม จนบังเกิดธรรมจักษุ จึงเปล่งคำสาธุการ “สัมมาสัมพุทธัสสะ”
หมายถึง ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ด้วยพระองค์เอง ทรงรู้ดี รู้จริง รู้ยิ่ง กว่าผู้รู้อื่นใด

รวมเป็นบทเดียวว่า
“นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ”
แปลโดยรวมว่า
ขอนอบน้อมแด่ พระผู้มีพระภาค อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้น

Advertisements
ข้อความนี้ถูกเขียนใน สุขภาพและความสุขสมบูรณ์ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร