วิกิลีกส์: รายงานลับของสถานทูต เปิดโปงบทบาทของสหรัฐฯในการรัฐประหาร 2549

Wed, 2010-12-22 09:00

ภัควดี ไม่มีนามสกุล
แปลจาก John Chan, “WikiLeaks cable reveals US role in 2006 Thai coup,” World Socialist Web Site; 18 December 2010.

รายงานลับทางการทูตที่รั่วไหลออกมาผ่านทางวิกิลีกส์เปิดโปงให้รู้ว่า สหรัฐอเมริกาเห็นชอบกับการรัฐประหารของกองทัพ ซึ่งโค่นล้มรัฐบาลนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ถึงแม้หน้าฉากที่แสดงออกต่อสาธารณะนั้น สหรัฐฯ จะทำเหมือนวางระยะห่างจากการยึดอำนาจก็ตาม รายงานลับทางการทูตเผยให้เห็นพฤติกรรมต่อต้านประชาธิปไตยของสหรัฐฯ และประเทศมหาอำนาจอื่น ๆ ที่ซ่อนอยู่ในการดำเนินการทางการทูตแบบเร้นลับหลังฉาก

เอกสารเหล่านี้ชี้ให้เห็นด้วยว่า x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x โดยมีการปรึกษาหารือกันว่าจะจัดการอย่างไรกับฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาลทักษิณ

x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x รัฐบาลที่มีกองทัพหนุนหลังของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พยายามสกัดกั้นการเผยแพร่ของข้อมูล เมื่อวานนี้ บทความบทหนึ่งบนเว็บไซท์ของ บางกอกโพสต์ ถูกถอดออกหลังจากนำขึ้นเผยแพร่ได้ไม่กี่ชั่วโมง รายงานลับทางการทูตทำลายความเชื่อที่มีมานมนานว่า x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x

รายงานลับทางการทูตจากสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2549 บันทึกการสนทนาระหว่างนายราล์ฟ แอล. บอยซ์ กับพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร ทั้งสองพบกัน “เป็นการส่วนตัว” หลังจากกองทหารและรถถังเพิ่งเคลื่อนเข้ายึดเมืองหลวงและล้มรัฐบาลทักษิณในบ่ายวันที่ 19 กันยายน

บอยซ์ถามว่า นอกจากผู้นำคณะรัฐประหารแล้ว มีใครอีกบ้างที่เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช “เมื่อคืนนี้” สนธิตอบว่า พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นผู้นำตนและนายทหารคนอื่น ๆ เข้าไปในพระราชวัง ในรายงานทางการทูตของบอยซ์ระบุว่า พลเอกสนธิได้กล่าวว่า “x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x เขาไม่ได้ให้รายละเอียดนอกเหนือจากนี้” x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x

ความแตกแยกอย่างลึกซึ้งเกิดขึ้นในหมู่ชนชั้นปกครองไทย กลุ่มธุรกิจและการเมืองดั้งเดิมที่รวมศูนย์อยู่รอบสถาบันกษัตริย์ กองทัพและกลไกรัฐ ต่างหันมาเป็นปฏิปักษ์ต่อทักษิณ นายกรัฐมนตรีทักษิณ ซึ่งเป็นผู้ทรงอิทธิพลทางธุรกิจระดับพันล้าน ไม่ได้ปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาก่อนหน้านี้ที่ว่า จะปกป้องธุรกิจไทยจากมาตรการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเงื่อนไขของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจในเอเชีย พ.ศ. 2540-2541

กลุ่มธุรกิจที่เกิดความสั่นคลอนจากนโยบายของทักษิณ ได้ร่วมกันก่อตั้งกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยขึ้นเพื่อโค่นล้มรัฐบาล กลุ่มพันธมิตรฯ แสร้งวางตัวเป็นเสียงคัดค้านการปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจของทักษิณ โดยจัดระดมมวลชน “เสื้อเหลือง” ประท้วงในกรุงเทพฯ เพื่อช่วยสร้างเงื่อนไขให้กองทัพเข้ามารัฐประหาร

รายงานลับที่รั่วไหลออกมาชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลบุชทราบล่วงหน้าเกี่ยวกับการรัฐประหารมาตั้งแต่ช่วงเตรียมการและให้ความเห็นชอบเป็นนัยๆ ส่วนการแสดงออกต่อสาธารณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ แสดง “ความกังวล” นั้น เป็นเรื่องที่มีการตกลงกับผู้นำรัฐประหารล่วงหน้าก่อน

บอยซ์เขียนว่า “เมื่อกล่าวถึงปฏิกิริยาของสหรัฐฯ ผมเตือนเขา [สนธิ] ถึงการสนทนาของเราเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม เมื่อผมบอกเขาว่า ปฏิบัติการทางทหารใด ๆ ย่อมส่งผลให้มีการระงับโครงการความช่วยเหลือในทันที…..ผมบอกเขาว่า เขาต้องคาดหมายไว้ว่าเราจะประกาศมาตรการแบบนั้นออกมาโดยเร็ว เขาก็เข้าใจดี” บอยซ์เขียนต่อไปว่า “ผมเสริมต่อว่า การฟื้นฟูความช่วยเหลือต่าง ๆ จะเกิดขึ้นหลังจากรัฐบาลที่ได้รับเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยเข้ามาดำรงตำแหน่ง”

ก่อนเข้าพบทูตสหรัฐฯ พลเอกสนธิได้ประกาศแล้วว่าจะมีการร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราวและแต่งตั้งรัฐบาลพลเรือนภายในสองสัปดาห์ แน่นอน รัฐบาล “พลเรือน” ที่วางไว้ ไม่ได้เป็นอะไรมากกว่าฉากบังหน้าให้กองทัพ กระนั้นก็ตาม บอยซ์แสดงความคิดเห็นในเชิงชมเชยว่า นี่คือ “ตัวอย่างที่ดี”

ทำเนียบขาวของรัฐบาลบุชระงับความช่วยเหลือทางการทหารและการซ้อมรบร่วมกับประเทศไทยเพื่อแสดง “ความกังวล” แต่ไม่นานก็รื้อฟื้นความสัมพันธ์ตามปรกติกับกองทัพไทย รัฐบาลทหารจัดการเลือกตั้งในปลาย พ.ศ. 2550 ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย พรรคพลังประชาชนที่สนับสนุนทักษิณก่อตั้งขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 ถึงแม้วอชิงตันจะชื่นชมผลการเลือกตั้งว่าเป็น “การกลับไปสู่ประชาธิปไตย” แต่รัฐบาลที่มาจากพรรคพลังประชาชนย่อมไม่ใช่ผลลัพธ์ที่สหรัฐฯ มุ่งหวัง

เมื่อไม่สามารถสกัดกั้นการกลับมาของรัฐบาลที่สนับสนุนทักษิณ สถาบันอำนาจเก่าจึงร่วมมือกันรณรงค์เพื่อโค่นล้มรัฐบาล การประท้วงของพันธมิตรฯ กลับมาอย่างรวดเร็ว ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2551 ศาลรัฐธรรมนูญของประเทศไทยก็ลงมติถอดถอนนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช ด้วยข้ออ้างขี้ปะติ๋วว่า เขาละเมิดกฎหมายด้วยการออกรายการทำอาหารทางทีวี

จากรายงานทางการทูตที่รั่วไหลออกมาอีกฉบับหนึ่ง นายสมัครกล่าวแก่เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ นายเอริก จอห์น ในเดือนตุลาคม พ.ศ.2551 ว่า x x x x x x x x “มีส่วนรู้เห็นกับการรัฐประหาร 2549 รวมทั้งความปั่นป่วนวุ่นวายที่เกิดจากการประท้วงของพันธมิตรฯ ด้วย” ในตอนนั้น พันธมิตรฯ ยังดำเนินการประท้วงด้วยการยึดทำเนียบรัฐบาล เพื่อบีบให้นายกรัฐมนตรีสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ลงจากตำแหน่ง แต่สหรัฐฯ ไม่ได้แสดงความคิดเห็นใด ๆ ต่อสาธารณะในเรื่องนี้

บันทึกความจำของสหรัฐฯ อีกฉบับหนึ่ง ลงวันที่ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ยืนยันว่า x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x นี่เป็นอีกครั้งที่สหรัฐอเมริกาไม่แสดงท่าทีคัดค้านใด ๆ เลย ทั้ง ๆ ที่มีข้อมูลวงใน

อีกเพียงหนึ่งเดือนต่อมา ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2551 การที่กลุ่มพันธมิตรฯ ยึดสนามบินสองแห่งในกรุงเทพฯ ช่วยสร้างเงื่อนไขความปั่นป่วนวุ่นวาย พร้อม ๆ กับศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคพลังประชาชนด้วยข้อหาที่ปั้นแต่งขึ้นมาว่าโกงการเลือกตั้ง จากนั้นกองทัพก็เกลี้ยกล่อมพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านอื่น ๆ ให้จับมือกับพรรคประชาธิปัตย์ของอภิสิทธิ์และก่อตั้งรัฐบาลใหม่ขึ้นมา

รายงานทางการทูตยืนยันเรื่องที่เห็นกันชัด ๆ อยู่แล้ว กล่าวคือ การที่สหรัฐฯ มีปฏิกิริยาผ่อนปรนต่อการรัฐประหาร 2549 เป็นการเดินตามแนวทางที่ชี้นำจากผลประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ เอง สหรัฐฯ มีสายสัมพันธ์ยาวนานกับกองทัพไทย ย้อนกลับไปตั้งแต่ทศวรรษ 1960 และ 1970 เมื่อวอชิงตันหนุนหลังระบอบเผด็จการทหารของไทย และใช้ประเทศไทยเป็นฐานทัพสำหรับปฏิบัติการทางทหารระหว่างสงครามเวียดนาม

สหรัฐฯ จะประณามหรือประนอมกับรัฐบาลทหาร ขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ทางการเมืองของตน ข้ามชายแดนไทยไปที่ประเทศพม่าเพื่อนบ้าน สหรัฐฯ ยังคงคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อระบอบเผด็จการทหารและวางท่าเป็นผู้ปกป้องสิทธิตามระบอบประชาธิปไตยของชาวพม่า สิ่งที่วอชิงตันคัดค้านจริง ๆ ไม่ใช่การละเมิดสิทธิประชาธิปไตยขั้นพื้นฐาน แต่ไม่พอใจต่อความสัมพันธ์แนบแน่นระหว่างรัฐบาลทหารพม่ากับจีนต่างหาก ทั้งนี้เพราะจีนเป็นคู่แข่งรายใหญ่ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้

การผลักดันรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่ไม่ได้มาตามการเลือกตั้งขึ้นสู่อำนาจในประเทศไทย เป็นชนวนให้เกิดการประท้วงของมวลชนที่นำโดยแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปช.) ที่สนับสนุนทักษิณ ขบวนการ “เสื้อแดง” นี้มีแนวโน้มที่จะขยายกลายเป็นขบวนการสังคมที่กว้างขวางมากขึ้น ทั้งนี้เพราะกลุ่มเกษตรกร กลุ่มนักธุรกิจรายย่อยและแรงงานในเมืองเริ่มส่งเสียงแสดงความไม่พอใจจากปัญหาของตัวเองเช่นกัน นายกฯ อภิสิทธิ์ตอบโต้ด้วยการกดขี่ปราบปราม จนลงเอยด้วยการที่กองทัพเข้าสลายการชุมนุมอย่างนองเลือดในวันที่ 19 พฤษภาคม ซึ่งกองทหารติดอาวุธหนักยิงใส่ผู้ประท้วง มีประชาชนเสียชีวิตอย่างน้อย 91 คนจากการปะทะในเดือนเมษายนและพฤษภาคม

เช่นเดียวกับในเดือนกันยายน 2549 สหรัฐฯ ไม่ได้กล่าวประณามการกระทำของรัฐบาลอภิสิทธิ์หรือกองทัพไทยแม้แต่น้อย

WikiLeaks cable reveals US role in 2006 Thai coup

By John Chan
18 December 2010

Diplomatic cables leaked by WikiLeaks reveal that the US essentially approved the military coup that toppled Thai Prime Minister Thaksin Shinawatra on September 19, 2006, while publicly distancing itself from the takeover. The cables shed further light on the anti-democratic activities of the US and other major powers behind the cloak of secret diplomacy.

The documents also show that US officials have worked closely with the military and the Thai monarchy in the period since the 2006 coup, discussing how to deal with subsequent pro-Thaksin governments.

Within Thailand, the revelations are so damaging for the royal family that the present military-backed government of Prime Minister Abhisit Vejjajiva has sought to block their publication. Yesterday an article on the web site of the Bangkok Post was removed within hours of being posted. The cables shatter the long-cultivated myth that the monarchy is neutral and above politics—a myth that has enabled the monarchy to directly intervene in crucial periods of political crisis.

A cable from the US Embassy in Bangkok on September 20, 2006 recorded a conversation between US Ambassador Ralph L. Boyce and General Sonthi Boonyaratglin, the army chief who carried out the coup. They met “privately” just after Thai troops and tanks had moved into the capital and overturned Thaksin’s government during the afternoon of September 19.

Boyce asked who had attended the coup leader’s audience with the King Bhumibol Adulyadej “last night”. Sonthi replied that Prem Tinsykanonda, the president of the king’s advisory Privy Council had brought him and other military heads to the palace. Boyce’s cable said Sonthi had commented that “the king was relaxed and happy, smiling throughout. He provided no further details.” The reference to a “happy” king indicated that the monarch backed the military’s actions.

Deep divisions had emerged within Thai ruling circles. Sections of business and the traditional political establishment centred on the monarchy, the military and the state apparatus had turned against Thaksin. The prime minister, a billionaire business tycoon himself, had backed away from his earlier promises to protect Thai businesses from the restructuring measures demanded by the International Monetary Fund following the Asian economic crisis of 1997-1998.

Business people threatened by Thaksin’s policies established the People’s Alliance for Democracy (PAD) to unseat his government. Posturing as opponents of Thaksin’s autocratic rule, PAD organised mass “Yellow Shirt” demonstrations in Bangkok that helped create the conditions for the military coup.

The leaked cable indicates that the Bush administration knew well in advance of the coup of the preparations and had given a nod of approval. The US public expressions of “concern” had already been worked out in advance with the coup leader.

Boyce wrote: “Turning to the US reaction, I reminded him [Sonthi] of our conversation, August 31, when I told him any military action would result in immediate suspension of assistance programs … I told him he could expect us to announce such a measure shortly. He understood.” Boyce continued: “I added that the restoration of such assistance could only come after a democratically elected government took office.”

Sonthi had already announced, before attending the US embassy, that an interim constitution would be drafted and a civilian government installed within two weeks. Clearly, the planned “civilian” administration would be nothing more than a front for the military. Nevertheless, Boyce approvingly commented that this was a “good example”.

The Bush White House suspended military aid and joint exercises with Thailand to show its “concern”, but soon restored business as usual with the Thai military. The junta held elections in late 2007 under a new anti-democratic constitution and the pro-Thaksin Peoples Power Party (PPP) was formed in February 2008. While Washington hailed the result as “a return to democracy”, a PPP government was certainly not its intended outcome.

Having failed to prevent the return of a pro-Thaksin government, the traditional establishment launched a concerted campaign to remove it from power. PAD demonstrations quickly resumed. In September 2008, the Thai Constitutional Court, dismissed Prime Minister Samak Sundaravej on the flimsy pretext that he had breached the law by participating in a TV cooking show.

According to a further leaked cable, Samak told US Ambassador Eric John in October 2008 that the king’s wife, Queen Sirikit, was “responsible for the 2006 coup d’etat, as well as the ongoing turmoil generated by PAD protests.” At the time, PAD continued its demonstrations, besieging government buildings, to force Samak’s successor, Somchai Wongsuwat, to step down. The US, however, made no public comment.

Another US memo, dated November 2008, confirms that discussion was taking place in ruling circles about another military coup. The queen publicly identified with PAD by appearing at the funeral of a PAD Yellow Shirt demonstrator killed in clashes with police. But the cable reported: “King Bhumibol explicitly told Army Commander Anupong Paojinda not to launch a coup,” citing an unnamed advisor to Queen Sirikit. The US, which again had inside information, raised no opposition.

Just a month later, in December 2008, PAD’s occupation of Bangkok’s two airports helped create conditions of chaos in which the Constitutional Court dissolved the PPP on trumped-up charges of electoral fraud. The military then persuaded the PPP’s coalition partners and a dissident faction to join Abhisit’s Democrats and form a new government.

The cables confirm what was evident at the time: the muted US response to the 2006 coup was guided purely by US economic and strategic interests. The US has longstanding connections to the Thai military going back to the 1960s and 1970s when Washington backed military dictatorships and used the country as a base for US operations during the Vietnam War.

Whether the US condemns or condones a junta is based on political expediency. Over the border in neighbouring Burma, the US had maintained an economic blockade of the military dictatorship and postures as a defender of the democratic rights of the Burmese people. What Washington objects to is not the suppression of basic democratic rights but the close ties between the Burmese junta and China, the main US rival in the region.

The installation of the unelected Abhisit government in Thailand triggered mass protests led by the pro-Thaksin United Front for Democracy against Dictatorship (UDD). This “Red Shirt” movement threatened to unleash a broader social movement, as sections of farmers, small business people and urban workers began to voice their social grievances. Abhisit responded with state repression culminating in a bloody military crackdown on May 19, in which heavily armed troops fired on protesters. At least 91 people were killed in clashes in April and May.

As in September 2006, the US did not condemn the actions of the Abhisit government or the military.

ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง, หนังสือ, Books คั่นหน้า ลิงก์ถาวร