ลำดับ รูปนาม องค์ประกอบชีวิต ขันธ์5ทางเข้าสู่อริยมรรค

ทำความเห็นให้ตรง….ความหมาย

 อริยสัจ4

1 ทุกข์หมายถึงทุกชีวิตต้องรับความทุกข์

2.สมุทัยหมายถึง เหตุให้เกิดทุกข์

3.นิโรธหมายถึงความดับทุกข์โดยการเอาชนะกิเลส

4.มรรค หมายถึงข้อปฏิบัติในการดับทุกข์อันมี8ประการ

ละกุศลบท10

  • ที่เป็นกายกรรม มี 3 อย่าง คือ ไม่ฆ่าสัตว์ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม
  • ที่เป็นวจีกรรม มี 4 คือ ไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียดไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ
  • ที่เป็นมโนกรรม มี 3 คือ ไม่โลภอยากได้ของเขา ไม่พยาบาทปองร้าย เห็นชอบตามคลองธรรม (สัมมาทิฐิ)
  • ใช้มรรค8

มรรคแปดคือทางสายกลางที่พระพุทธเจ้าทรงยึดถือปฏิบัติในการนำไปสู่การตรัสรู้ ถือเป็นข้อปฏิบัติในการดำเนินชีวิต

1.สัมมาทิฐิ  เห็นชอบ คือมีการคิดเห็นต่อชีวิตที่ถูกต้อง เช่น มีความเข้าใจในอาริยสัจ4

2.สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ เช่น การตรึกตรองและความเมตตาต่อผู้อื่น แทนที่จะเห็นแก่ตัวและเอาชนะผู้อื่น

3. สัมมาวาจา เจรจาชอบ  คือ การหลีกเลี่ยง ความโกรธเคือง การเป็นศัตรู การพูดเกินกว่าเหตุ การโกหก และการนินทาว่าร้าย

4.สัมมากัมมันตะ  ปฏิบัติชอบ คือ การดำเนินชีวิต ด้วยความซื่อสัตย์และไม่ให้ร้ายใคร

5.สัมมาอาชีวะ เลี่ยงชีพชอบ คือ การหลีกเลี่ยงการทำงานที่มีผลร้ายต่อผู้อื่น

6.สัมมาวายามะ เพียรชอบ คือความพยามยามในทางที่ดี เพื่อทำให้จิตใจอยู่ในสภาพปกติสุข

7.สัมมาสติ ระลึกชอบ คือ การบำเพ็ญความเยือกเย์นใจจิตใจเพื่อไม่ให้เฉไฉไปในทางใด

8.สัมมาสมาธิ ตั้งใจชอบเป็นการนำไปสู่การหยั่งรู้ และนิพพาน

องค์ประกอบชีวิต (ขันธุ์5)มี2อย่าง รูปกับนาม

หลักการละลายรูป-นาม (รูป1นาม4)ดังนั้ เริ่มจากการคิดตามการกำเนิดชีวิตของ

ตัวเรานี้มาจาก การปฏิสนธิ เซลล์บิดา (sperm) เซลล์มารดา ( ovum) รวมเป็นเซลล์เดียวๆๆนั้นแบ่งสอง แล้วแบ่งทวีคูณโดยมียีน(gene)หรือโครโมโซม (chromosome)เป็นตัวถ่ายทอดลักษณะกรรมพันธ์ จนกระทั่งได้ตัวอ่อน(embryo)และในที่สุดเป็นตัวเราขึ้นมา แล้วเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจาก ได้รับอาหาร และอาหารเสริมสร้าง การเจริญเติบโตของร่างกายจึงทำให้ระบบต่างๆของร่างกายทำงานไปตามหน้าที่ เพื่อ ดำรงอยู่ของชีวิต และถ้าไม่มีอะไรมาขัดขวางหรือ รบกวนการทำหน้าที่ ของระบบต่างๆๆ เช่น ความเจ็บป่วย หรืออุบัติเหตุ … แล้วร่างกายก็ปรุงสังขารเรื่อยไปจนถึงขีดสุด แต่ในช่วงที่เติบโตนั้นก็มีการเกิดและตายของเซลล์ต่างๆอยู่ทุกวินาที เมื่อร่างกายเจริญจนถึงขีดสุดแล้วต่อจากนั้นจะเริ่มเสื่อมลงๆใบหน้าและรอยตีนกา หนังเหี่ยวย่น ผมเริ่มหงอก ฟัน หัก หลังคุ้มงอ และตายไปในที่สุด

1รูปคือส่วนประกอบร่างกาย

ก)ส่วนประกอบของแข็ง(ธาตุดิน)จับต้องได้ เช่น ขน ผม เล็บ ฟัน หนัง กระดูก และอื่นๆๆ…

ข)ส่วนของเหลว(ธาตุน้ำ)มีคุณสมบัติ เคลือนไหลไปมาได้ เช่น น้ำเลือด เหงือ น้ำตา น้ำลาย ปัสสาวะ และอื่นๆๆ…

ค)ส่วนมีภาวะขยายตัวไม่สิ้นสุด(ธาตุลม) เช่น ลมหายใจเข้าออก หรือลมในลำใส้เป็นต้น

ง)ส่วนที่ให้ความร้อนและพลังงานแก่ร่างกาย(ธาตุไฟ) เช่น อุณหภูมิคามอบอุ่นในร่างกายเป็นต้นซึ่งปกติวัดได้ 37องศาเซลเซียสนอกจากนี้ยังมีสิ่งที่ประกอบในร่างกายอันเป็นพฤติกรรมของร่างกาย ได้แก่ การเห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส และสัมผัสผิวกาย อาการแห่งความมัวเมา ความอ่อนสลวย ความหยาบกระด้าง ความคล่องแคล่ว ลักษณะแห่งความงอกงาม ความสืบเนื่อง ความเสื่อมตัว(ชรา) ความเปลี่ยนแปลงและอื่นๆๆชีวิต ส่วนที่เป็นร่างกายและพฤติกรรมทั้งหมดของร่างกาย เรียกว่า รูปขันธ์ มีคุณสมบัติ เป็นที่ตั้งอาศัยของจิต(นาม) และสิ่งที่เนื่องอยู่กับจิตด้วย

2) นาม คือ ส่วนที่ประกอบกันขึ้นเป้น ความรู้สึกของชีวิตหรือจิต(บางทีเรียกว่า นามธรรม หรือ นามขันธ์) ซึ่งจำเเหนกได้เป็น 4ส่วน

ก. เวทนาขันธ์ … ความรู้สึกสุข(ทนง่าย) ทุกข์ (ทนยาก) ไม่สุขไม่ทุกข์ข. สัญญาขันธ์ … ความจำได้หมายรู้ อะไรเป็นอะไร

ค. สังขารขันธ์ … ความคิดนึกปรุงแต่งให้คิดดี หรือคิดชั่ว หรือ เป็น กลางๆๆ

ง.  วิญญานขันธ์ … ความรู้แจ้ง หรือรู้สึก ทางประสาททั้ง5 ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจการเรียนรูปนาม รึเบญจขันธ์ รึขันธ์5นี้ คือ กายภาคศาสตร์ หรือ สรีรวิทยา เรียนง่าย แต่ เรื่องจิต นั้นยาก ซับซ้อน ที่ต้องเรียนให้ละ เพราะเป็นสิ่งกำหนดพฤติกรรมทั้งหมดทั้งสิ้นของมนุษย์ สุข ทุกข์ สัมผัสทางร่างกาย(โผฏฐัพพะ)และต้องฝึกรู้ด้วยใจให้เป็นธรรมมารมย์ ดำเนินวิปัสสนา( คือการทำปัญญาให้รู้แจ้งถึงความเป็นจริงว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั่น ไม่เที่ยง ไม่คงที่ไม่มีตัวตน) ละอวิชชา ทำจิตให้ขาวรอบเมื่อเข้าใจ ตัวเรา(รูป นาม)บริหารขันธ์ กิน อยู่ หลับ นอน และช่วยปชชตามสมควร แค่นี้ ก็มีบ้านที่สบายทั้งภพนี้ ภพหน้า ได้แน่นอน

ดำรงไตรลักษณ์

1)อนิจจัง ไม่เที่ยง เพราะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

2)ทุกขัง คงทนอยู่ไม่ได้ ต้องเสี่ยมโทรมไป สลายไปในที่สุด

3)อนัตตา มิใช่ตน ไม่สามรถควบคุมให้อยู่ในอำนาจเราได้เป็น ธรรมสัจจะ เจาะแทงแจ้งตลอด อาณาจักรโรมัน ยิ่งใหญ่ยังสลาย ตัวเราก็ดับขันธ์ ตาย ไปในที่สุด

ประโยชน์ในการดำรง ธรรมสัจจะ และสัจจะธรรม ทำให้ กาย สอดคร้องธรรมชาติโลก …จิต สบาย….วิญญาน เรามีปัญญา รู้แจ้งแทงตลอดนิพพาน(พ้นทุกข์ การเกิด)ทั้งหมดเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข การเรียนทั้งหมด และมาบันทึกเผยเเพร่ความดีทั้งหมด คือ อริยทรัพย์ มรดก ของพระศาสดามอบให้ สาธุๆๆๆๆ ขอให้สาธุชน ได้นำไปใช้ เทอญ

กุลบุตร กุลธิดา สืบเจตนาพุทธธรรม

Posted  by mekaje

การแนะนำแบ่งปันธรรม ปัทสัทธิ รึกัลยาณธรรมในไทยสูญหายไปนับแต่เกจิอาจาร์ย ปู่มั่น ปู่ฝั้น ปู่ดุลย์ ปู่เเหวน ซึ่งรุ่นนี้จะพูดคุยธรรม ไปมาหาสู่กันเป้นประจำมีเรื่องบันทึกไว้มากมายให้ระลึกถึงด้วยความเคารพ ผู้ทำสำเร็จจึงต้องชี้ทางให้ชนรุ่นหลังได้ฝึกตาม โดยหน้าที่ทุกคน เป็นการแสดงความจริง ความรู้แจ้ง ตามวิธีแต่ละคน ไม่มีหวง เทพเทวดาร่วมเป็นพยานปกติ เก้บไว้สู่ห้องสมุดโลก ชั้น16 ทุกคนย่อมน้อบน้อม ปกติธรรม ไม่ยึดตน ตาม อริยมรรค8แบบโลกุตระ

ในภาคกลาง จะไม่ค่อยมีผู้บรรลุธรรม วิปัสนาชั้นสูงตามวัตถุประสงค์ของพระศาสดา เท่าใดนัก เพราะลาภ พัดยศที่สำนักราชวัง นำมาครอบงำสงฆ์ไทยอีกทั้งอนุรักษ์พระพุทธรูปเศรียรขาด เพื่อคงโมหะ โทสะสมัยเสียกรุงให้พม่าเครียดเเค้น ชิงชังอุบายมาร ซึ่งอริยมรรค(ศีล สมาธิ ปัญญา) จึงทำได้ยากในประเทศไทย

แนะนำให้ ใช้อริยสัท4 มรรค8แบบโลกีย์ไปก่อนศึกษาปริยัตฟัง คิด อ่าน จดบันทึก ตรึกตรอง(ไตรปิฏก =ธรรมวินัย สุตตันตะ อภิธรรม)ควรเข้าหาปชชทุกทาง ให้คบพระดีกว่าคนพาล สังเคระห์ปชชให้ธรรมชาติสงบ เย็นตามหากไม่ผิดวินัย ก็ควรเมตตาปราณีตธรรม ยากหยั่งถึง เรียนรู้ตาม สละเวลาฝึกได้ สะสมไว้สักวัน รึชาติอื่นๆๆทำต่อได้ ค่อยๆๆทำนะค่ะ สู้ๆๆ

— เหตุที่ทำให้โลกพินาศ

พระสงฆ์ไทยก็ภารกิจ ทางโลกมาก บ่าย ได้พัก อ่านตำรา พระไตรปิฏก เย็นทำวัตรเย็น ดึกสงัดวิปัสนา ก้ไม่ได้ ทั้งทีวี โทรทัศน์ อินเตอร์เนต     การทำสมาธิ ขอบารมีจูนคลื่นธรรม ต้องเวลาตรงกัน บ่าย และดึกจนรุ่งเช้า ….สำเร็จมรรคผลแล้ว ใช้สมาธิตรวจ ด้วยญานทัศนะ ใครลำบาก อย่างไร ช่วยแบบไหน ตรงไหน อย่างไร หากไม่มีก็ทำวัตรเช้า ต่อไป นี้คือหน้าที่…พุทธบุตรพ่ออย่างไรลูกทำตามไม่ผิดเพี้ยน

— จำแนกธรรมออกเป็นหมวด (ธรรมวิภาค)

— จิตและกลไกการทำงานของจิต

อริยมรรค 8 แบบโลกุตระธรรม

1) สัมมาทิฐิ นั้นอริยสัท4ทุกข์พิจารณารูปนาม

2)สัมมาสังกัปปะ( ดำริชอบ )คือตรึกตรองศึกษาในพระธรรมคำสอน(ธรรมวิจัย) และเมตตาผู้อื่น แทนที่จะมีมานะ ฉันโสดาบัน อนาคมีขั้นนั้นนี่ เธอปุถุชน ฉันกรรมฐาน เธอบริหารวัด เธอธรรมยุทธฉันมหายาน เธอพระลาว ฉันพระไทย ฉันเก่งที่สุด ธรรมสายฉันดี อันนี้ให้ละ

3)สัมมาวาจา (เจรจาชอบ)  การหลีกเลี่ยง โมหะ โทสะ โลภะ ราคะโกรธเคืองทั้งมวล การเป้นศัตรู การพูดเรื่องโกหก การเป็นศัตรูการนินทาว่าร้าย เพราะพุทธกาลมีหลายหมู่เหล่ารวมกันนินทาอริยพุทธโทษหนักแต่ก็ยังมี เช่น นางฟ้ากุฏิ ตามหลังพระจน มีข้อครหา หากวิปัสนา แล้วไปสวรรค์ พรหม และดาวอื่นๆๆ ปกติให้พูดตามจริง ที่ทำได้แล้ว  (บันทึก ฟัง สักวันบอกทางได้ เป็นสุตตะพุทธ)ใช้กาลมสูตร ไม่เชื่อไม่ได้นะจุดนี้ เรียนเพื่อบอกและละกิเลส)

4)สัมมากัมมันตะ (ปฏิบัติชอบ) คือ การดำเนินชีวิตสมณะเพศด้วยความซื่อสัตย์ในพระรัตนไตย ไม่ให้ร้ายใคร

5)สัมมาอาชีวะ (การเลี้ยงชีพชอบ) คือ ไม่เป็นพ่อหมอ ไสยาสาตร์ แนะนำให้ทหารตำรวจ ให้พรไปฆ่าคน โจรปล้นคนอื่น เป็นพระผู้นำโจรผู้ค้ายาเสพติด หวย เถื่อน นักการเมือง ทุศีล(ขั้นนี้ เทวดาศาสนาอื่นๆๆ ครูต้นสังกัด จะกันคนพาลเสร์จสรรพ หากมีอาจคู่เวร แต่ให้ดึงตนเองช่วยเท่าที่ทำได้ ไม่ทำผิดธรรม)เหมือนหลุดจากอบาย พบแต่กัลยาณธรรม(หลังพุทธกาล ฝึกเองแต่สำเร็จ เงียบ จูนคลื่นเทวดา แต่ทำประโยชน์มากอย่างเดียว เตมีย์)

6) สัมมาวายามะ (ความเพียรชอบ) คือ ความพยายามรักษาจิตใจให้มีสุขภาพดี ปกติสุข (ใช้โพชณงค์7 แก้ไขเช็คตน) อ่านพระไตรปิฏิกนำมาธรรมวิจัย ปัสสนาจิตตนเอง ระลึกอดีต ตายตอนนี้เกิดเป็นอะไรแล้ว อนาคตทำต่อยอด เพิ่มความรู้ ตามเจตสิก108อดีตทั้งหมดตัดละกิเลสตนในอดีตให้หมด ค่อยๆๆเป็นไป

7)สัมมาสติ คือ คุมสติให้ได้ นั่งหนอ ยืนหนอ นอนหนอ เดินหนอ ระลึกกายทำอะไรอยู่ ถอดจิต ไปปัสนาตามญานทัศนะ โปรดสัตว์สอดส่องธรรม ธรรมวิจัย สอนจิตตนเอง  อย่าเคลิ้มเคลิ้มหลงไหลในสิ้งเน่าเหม็น ปฏิกูล มูตร คูตร น่ารังเกียด ขอให้เราออกจากกองทุกข์ ขอให้พระพุทธเจ้ามาโปรด เมื่อดับขันธ์ นิพพาน อย่าให้หลงในรูปรสกลิ่นเสียงไม่ต้องการ รังเกียดการเกิด แก่ เจ็บตาย ขอให้จิตตั้งมั่น หลงก็ดึงกลับมา ฝึกไปๆๆจนกว่า จะนิ่ง ไม่สงสัยอีกเลย

8) สัมมาสมาธิ จิตตั้งมั่น เข้าสู่นิพพาน ดับกิเลสทั้งมวล ไม่ต้องการสิ่งใด

นิพพานคือ ความดับ สงบเย็น ไม่เป็นทุกข์ เด็ดขาดสิ้นเชิง มิใช่เมืองรึเกาะแก่ง แต่เป็น สภาวะระดับสูงสุดโปร้ง เบา ว่าง ไม่เป็นทุกข์เพราะละอุปทานได้เเล้ว ซึ่งเราสามารถฝึกตนได้ขณะมีชีวิตอยู่

อริยมรรค8 เรียกสั้นๆ ไตรสิกขา ศีล สมาธิ ปัญญา รึ อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ซึ่ง ใช้รึนิโรธสมาบัติ9ละก็ได้ อีกทาง เรียกว่าฝึกตายเป็น  รึธรรมวิจัยตาม ยอดพระกัณฑ์ไตรปิฏก

คุณสมบัติของผู้ที่จะสำเร็จนิพพาน มี14ข้อดังนี้

เป็นคนอาจหาญ คนตรง คนซื่อ ว่าง่าย อ่อนโยน ไม่เย่อหยิ่ง สันโดษ เลี้ยงง่าย มีกิจน้อย ประพฤติเบา อินทรีย์สงบ มีปัญญา ไม่คะนอง ไม่คลุกคลีในหมุ่คณะ

หลักการเข้าสู่พระธรรมคำสอน

1)ต้องมีความรู้( education)ระเบียบวินัยการปกครอง(ปริยัติ),การทำความดับทุกข์-ดับกิเลส(สุตตันตะ,คำอธิบายสุตตันตะ(อภิธรรม)

2)มีการปฏิบัติ(training)ด้วยไตรสิกขา(รักษาศีล,ทำสมาธิเพื่อให้เกิดปัญญา)

3)ได้รับผลของการปฏิบัติ(experience)เป็นความสงบเย็น ดับทุกข์ได้สิ้นเชิง(ปฏิเวท หรือโลกุตระธรรม เป็นภาวะที่อยู่เหนือความเป็นโลก)

หลังจากนั้นหมั่นฝึก7อย่างดังนี้มีศรัทราแก่กล้าใน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์  ,ดำรงไตรสิกขา3ศีล สมาธิ ภาวนา,มีสมาธิเข้าฌานสมาบัติ ฝึกเข้าง่ายออกง่าย ไม่จำกัดเวลา ,ไม่ประมาทในศีล(ทำผิดศีล)มีปฏิสันฐานต่อเทพเทวดาพรหมณ์ ในทุกศาสนา.

ซึ่งผู้ฝึกต้องรับประทานอาหาร 5หมู่ มีแม่ครัว ปรุงอาหาร แม่บ้าน กัลยาณมิตร จะดูแล อาหารตามหลักโภชนาการและเข้ากรรมฐาน กินผัก เจไม่ได้เพราะคนฝึกจะสวย งาม หล่อ หุ่นอรชร ตามลักษณะ32 ธรรมจะปรับธาตุตามสมัยพุทธกาล  เพราะใช้พลังงานเยอะ ขันธ์5รวมเป็นหนึ่ง…กราบครู เทพเทวดา คารวะ บอกกล่าวน้อมนอบในวิชาให้ท่านช่วยดูแล ป้องกันร่าง โทรศัพท์ปิดหมด วิเวก สัปปายะ ปิดประตู หน้าต่าง ห้ามใครกวน        ขันธ์5สัตว์โลก สัตวฺกุ้ง หอย ปู ปลา ไก่ หมู จะได้มีบุญไปเกิดเป็นคนเพราะเป็นอาหารให้พระอาริยะ ฝึกตนพ้นทุกข์ เหมือน ดาวลูกไก่ หากมีหมาแมว ในวัด นก ก็ต้องสอนธรรม เว้นอาหารที่พระองค์ห้ามก้ทำตามคำสอน ศึกษาทำตามพระชาดก มงคล38 มี18วิชาต้องเรียน ฟังเสียงสัตว์ โดยปกติ จะหุทิพย์ ตาทิพย์ รู้จิตคนอื่น แต่คนอื่นจะไม่รู้จิตพระอาริยะจะมองสอดส่องทั้งโลกและจักรวาลไม่เห็น เพราะละลายรูป นามแล้วตายทางโลก เข้าสู่อริยธรรม เผยแพร่ศาสนา เกื้อกุลต่อโลกต่อไป ช่วยชาวโลกและสัตว์ เทวดาให้เลื่อนระดับชั้น

ลำดับศาสนา โลกแตก จักวาลใหม่ มีแต่ชั้นพรหม กินง้วนดินเป็นมนุษย์มีศาสนาฮินดู พุทธ คริตน์ มุสลิม ตามลำดับ ศาสนาหลักใหญ่ๆๆ ศาสนาท้องถิ่นไม่นับเพราะไม่อาริยชน พระพุทธเจ้าทุกๆๆองค์ ก็ต้องเป็นแบบนี้ทุกองค์เป็นพุทธเจ้า แล้วปรินิพพาน         คนเป็นศาสดาศาสนาคริต์ ก็คือพระพุทธเจ้าองค์ลำดับ ต่อไปซึ่งพระศรีอาริยเมตไตย์ ทำแล้ว แต่ต่อไปก็บำเพ็ญตามบารมีตามใจฉัน แต่มีที่ยึดมั่น คือ พระศาสดาสมณะโคดม และพระพี่นาง เจ้าแม่กวนอิมจะประทานดูแลคุ้มครอง เกิดเป็นอะไรก็ร่าเริงในการเกิด เพราะมีศัทราในเสด็จพี่ทั้ง2ซึ่งต่างจากพระศานดาของเราไม่มีเส้น เป็นสายกษัตริย์นักบริหาร แต่พระศรีอาริย์พระองค์ทรงสร้างบารมีแบบ น้อง ศรัทธาวิมุธ คิดถึงพระพุทธองค์เรียนตามแบบอนุพุทธก็จะสำเร็จตาม

ฉะนั้นการศึกษาพุทธประวัติ จึงสำคัญ ปฏิบัติมงคล38ตามลำดับ ดูแลบุตรบริวาร ตน สังคม ประเทศชาติ  การได้พบเห็น พระอาริยบุคคลมาก่อน  จดจำเหตุการณ์ได้เร็ว อีกทั้งยังเคยศึกษา มาเป็นทุนเดิมจนอินทรีย์แก่กล้า มีความสมบรูณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ มีอาการครบ32จึงฝึกสำเร็จ   ส่วนกรณีพิเศษต้องสมัยพระพุทธองค์เท่านั้น(เช่นโรคเรื้ยน)      พระอรหันต์ในอดีตทุกๆๆองค์ก็ล้วนเคยเป็นพราหมณ์ กษัตริย์ มีการเป็นผู้นำที่ดี เป็นผู้ปกครองที่มีคุณธรรมได้เคยใช้หลักทศพิศราชธรรม รึภาวะผู้นำที่เราเรียนกัน  เคยเป็นพ่อค้าตามนิทานชาดกเป็นสัตว์น้อยใหญ่แต่คุณธรรมสูงและมีความดีเป็นที่ตั้ง   สาธุชนทั้งหลายจึงควรเอาแบบอย่างพุทธชาดก พุทธประวัติน้อมตนเข้าหาพระรัตนตรัย อย่าเคลิ้มไปกับการเกิด ทำครั้งเดียวดับ กิเลสได้        วิตกในธรรมไม่มี วิจารณ์ตน และคนอื่นไม่ได้ ไม่มีเลยปิติในธรรมและละ ไม่องค์ลง(พราหมณ์เรียกองค์ลง ร่ายรำ อันนี้ให้ละให้นิ่งดุจพระพุทธรูป) น้าตาไหลก็ละ ขนพองปิติก็ละสุข..ในธรรมก็ละ เป็นธรรมดา …ต่อไปเคารพอากาศ(ไม่ฆ่าเทวดา โดยทำฝนเทียม ต้องเมตตากัน)เทวดาอรูป วิญญาน พรหมชั้นต่างๆๆจน20 ละชั้นพรหม น้อบน้อมให้ท่านเมตตา เคารพท่าน ทุกๆๆพระองค์

หากใครเป็นศิษท์ รักพระนารายณ์  พระพรหม พระชายา ต้องชั้น21ชั้นนี้ยังกามาวจรต้องมีดนตรีนำ นักร้อง นักรำแบบแข่งขันระดับชาติ จึงไปชั้นนี้ได้ นักเรียนจอหงวน ปกติจะไปหาคู่เวร คู่กรรม เพื่อขมาลาโทษ สัญญาต่างๆๆที่ผูกมัด พ่อ แม่ ลูก กราบลา เข้าสู่โพธิญาน.…และแผ่เมตตาให้เขา หากมีชีวิตบนโลก จักวาลอื่นก็มีทุกข์ช่วยให้พ้นให้พรทรัพย์ ลาภ เราทำบุญทำทาน ไหว้พระ สวดมนต์ เสริมบารมีเรา บริวารอดีต ปัจจุบัน อนาคตก็พ้นตาม

โลกธรรม8สิ่งที่ควรละ

1)ลาภ(ได้ลาภ มีลาภ) ,2)อลาภ(เสี่อมลาภ) ,3)ยศ(ได้ยศ,มียศ) ,4)อยศ(เสื่อมยศ),5)สรรเสริญไม่ยินดีตาม แต่รู้และขอบคุณให้พรเขา),6)นินทา(ติเตียน), 7)สุข (ความสุข) ,8)ทุกข์(ความทุกข์)

ละทุกข์ คือ ละขันธ์5 รูป -นามทำให้ ทรมานกายทรมานใจ เพราะเห็นโทษการเกิดต่อไปเจริญสมถะฌานใช้ อุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิ ที่เรียกว่า ฌานเป็นยานพาหนะและขั้นต้องการนิพพาน  ใช้ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิ

สังโยชน์ คือ กิเลสที่ผูกมัดจิตใจไว้กับทุกข์หรือภพชาติ มี 10 ข้อ  คือ

1. ละสักกายทิฏฐิ – ความยึดเหนี่วในร่างกาย

2. ละวิจิกิจฉา – ความสงสัยในพระพุทธ ,พระธรรม ,พระสงฆ์

3. ละสีลัพพตปรามาส – สิ่งที่มิใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า

4. ละกามราคะ – โมหะ ,โทสะ,ราคะ

5. ละปฏิฆะ – ความคับแค้นใจ

6. ละรูปราคะ – ความติดใจในรูป

7. ละอรูปราคะ – ความติดใจในสิ่งที่ไม่ใช่รูป เช่นคำ สรรเสริญเยินยอ

8.ละ มานะ – ติดในยศศักดิ์

9. ละอุทธัจจะ – ความฟุ้งซ่าน

10. ละอวิชชา – ความไม่รู้ในอริยสัท4

พระโสดาบัน ละ สังโยชน์ 3 ข้อ แรกได้

พระสกิทาคามี ละสังโยชน์ 3 ข้อได้ และสามารถทำข้อ 4 และ 5 ให้เบาบางได้

พระอนาคามี ละสังโยชน์ 5 ข้อต้นได้หมด

พระอรหันต์ ละสังโยชน์ได้หมด 10 ข้อ

— ฌาน 4,5 และแนวทาง

พระพุทธเจ้าสอนให้เราเริ่มจาก ทาน ศีล สมาธิ ปัญญา
1. ทาน คือรู้จักการให้ เพื่อลดความตระหนี่ถี่เหนี่ยวหรือละความโลภก่อน
2. ศีล คือ การไม่เบียดเบียนกัน
3. สมาธิ คือ การฝึกจิตตั้งมั่นในการบำเพ็ญเพียรภาวนาจนเกิดฌาน
4. ปัญญา คือ การหยั่งรู้ แล้วจะเกิดฌาน

การจะรู้ถึง ฌาน เป็นอย่างไร สิ่งที่ควรรู้ก่อนคือ
– สมถะ แปลว่า ความสงบ กาย วาจา ใจ
– วิปัสสนา แปลว่า การทำปัญญาให้เห็นแจ้ง
– กรรมฐาน คือ การกระทำตั้งมั่นอยู่
รวมกันได้ สมถะวิปัสสนากรรมฐาน คือ การกระทำตั้งมั่นอยู่เพื่อเกิดความสงบทาง กาย วาจา ใจ เป็นการทำปัญญาให้เห็นแจ้ง

องค์ประกอบของฌาน ได้แก่
วิตก : คือ ยังภาวนาบทบริกรรมอยู่
วิจาร : คือ การคิดถึงบทบริกรรม และรู้ลมหายใจเข้าออกอยู่
ปิติ : มีอาการ 5 อย่างคือ ขนลุก น้ำตาไหล ตัวโยก ตัวลอย ตัวหรือส่วนใดๆของร่างกายขยายใหญ่ขึ้นหรือเล็กลง (อาจมีเพียงแค่อย่างใดอย่างหนึ่ง)
สุข : จิตที่อิ่มในอารมณ์
เอกัคคตารมณ์ : จิตที่มีอารมณ์เป็นหนึ่ง ไม่ฟุ้งซ่าน
อุเบกขา : การวางเฉย

ฌานนั้นมี 4 รูปฌาน และ 4 อรูปฌาน รวมกันเราเรียกว่า สมาบัติ 8 และอุปสรรคขวางกั้นฌานคือ นิวรณ์ 5

นิวรณ์ 5 คือ กิเลสที่เกิดขึ้นกับอายตนะ
อายตนะ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

นิวรณ์ 5 ได้แก่
1.หมกมุ่นกามารมณ์ ลุ่มหลงความรัก
2.โกรธเกลียด อาฆาต พยาบาทเครียดแค้น
3.ซึมเซา เหงาหงอย หาวนอน
4.ฟุ้งซ่าน เพ้อเจ้อ รำพึงรำพัน
5.ลังเล สงสัย เชื่อ ไม่เชื่อ

ฌานหนึ่งหรือปฐมฌาน มีองค์ประกอบ 5 อย่างคือ วิตก วิจาร ปิติ สุข เอกัคคตารมณ์

ฌานสองหรือทุติยฌาน จะมีเพียงแค่ ปิติ สุข และเอกัคคตารมณ์

ฌานสามหรือตติยฌาน จะมีเหลือเพียง สุข กับ เอกัคคตารมณ์

คนเราส่วนมากมักจะติดอยู่ในฌานสาม จะมีแต่สุขกับเอกัคคตารมณ์ หรือจิตที่มีอารมณ์เป็นหนึ่ง เมื่อสุขแล้วก็ไม่อยากคิดอะไร จึงติดอยู่ในสุขไปไหนไม่ได้ ฌานหนึ่งถึงฌานสามเรียกว่าสมถะกรรมฐาน คือ ความสงบในกาย วาจา ใจ ถือเป็นสมถะกรรมฐาน เราต้องใช้วิปัสสนาด้วย วิปัสสนาคือ การทำปัญญาให้เห็นแจ้ง เมื่อจิตสงบอยู่ในฌานสาม ให้รีบพิจารณา พิจารณาอะไร พิจารณาพระไตรลักษณ์ คือ ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา
ทุกขัง คือ ภาวะที่ทนได้ยาก หรือความเป็นทุกข์ หรือ เกิดทุกข์
อนิจจัง คือ ความไม่เที่ยง หรือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป
อนัตตา คือ ความไม่มีตัวตน 

พระพุทธเจ้าทรงถามพระอานนท์ว่า อานนท์เธอคิดถึงความตายอย่างไร พระอานนท์ตอบว่า คิดถึงทุกวันเลยพระองค์ท่าน พระพุทธเจ้าก็ทรงเฉย พระอานนท์ก็ตอบอีกว่า คิดถึงวันละ 3 เวลาเลยพระองค์ท่าน พระพุทธเจ้าทรงส่ายพระพักตร์ ตรัสว่า เธอควรคิดถึงความตาย ทุกลมหายใจเข้าออก เพื่อความไม่ประมาท 

ในเมื่อเรารู้แล้วว่า เราหนีความตายไปไม่พ้น ตายแล้วก็เอาอะไรไปไม่ได้สักอย่าง แล้วเราจะโลภ จะโกรธ จะหลงไปทำไม เมื่อจิตไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง ไม่อยาก ก็จะเข้าสู่อุเบกขา คือการวางเฉย

ฌานสี่หรือจตุตถฌาน มีองค์ประกอบอยู่ 2 อย่างคือ อุเบกขา และเอกัคคตารมณ์

ฌานห้าหรืออรูปฌานหนึ่ง เรียกว่า อากาสานัญจายตนะ ฌานที่ไม่มีรูป สังขาร ร่างเหมือนอากาศที่ว่างเปล่า เมื่อได้ฌานสี่หรือจตุตฌาน เราสามารถถอดกายได้ วิธีการถอดกายอย่าถอดกายออกจากฐานกระหม่อมเบื้องบน เพราะถ้ากายทิพย์ลอยออกจากกระหม่อม เราก้มลงมาเห็นกายหยาบนั่งอยู่จะตกลงมาทันที ให้พยายามถอดกายออกจากด้านข้าง หรือทางด้านหน้า ถอดออกแล้วอย่าไปไหน ให้พยายามมองดูตัวเองที่นั่งสมาธิอยู่ มองดูกายหยาบจนเห็นชัด เห็นแล้วให้รีบพิจารณาอสุภกรรมฐาน มองดูตั้งแต่ เส้นผม หนังศีรษะ กะโหลก มันสมอง เส้นขน ผิว หนัง เนื้อ กระดูก ซี่โครง หัวใจ ตับไต ไส้พุง มองพิจารณาให้เห็นเป็นอสุภกรรมฐาน มองจนสลายกลายเป็นเถ้าถ่านไป เรียกว่า ฌานห้าหรืออรูปฌานหนึ่ง

ฌานหกหรืออรูปฌานสอง เรียกว่า วิญญาณัญจายตนะ ให้พยายามมองดูที่ดวงจิตที่ใส เหมือนดวงแก้ว มองจนดวงจิตนั้นหายไปเรียกว่า วิญญานัญจายตนะ ไม่มีวิญญาณ

ฌานเจ็ดหรืออรูปฌานสาม เรียกว่า อากิญจัญญายตนะ ให้มองที่กาย มองดูที่จิตพร้อมกันทั้งสองอย่างมองจนกระทั่งหายไปทั้งกายและดวงจิต เรียกว่า อากิญจัญญายตนะ ไม่มีกาย ไม่มีจิต

ฌานแปดหรืออรูปฌานสี่ เรียกว่า เนวะสัญญานาสัญญายตนะ กายทิพย์นั้นจะกลับเข้าสู่ร่างเดิม แต่จะชาหมด ลมหายใจเหลือแผ่วๆ เบามากจนแทบไม่มีการหายใจ ไม่รับรู้อะไรทั้งหมด ชาไร้ความรู้สึกเหมือนท่อนไม้

ทั้งหมดเป็นของพระศาสดาองค์พระสัมมาสัมพุทธะสมณโคดม ทรงมอบมรดกธรรมไว้ เพื่อถ่ายทอดธรรมสานต่อคำสอนโดยพระอาจารย์มั่น  ศีล สมาธิ ปัญญา  ด้วยเดชและอำนาจครุครูบาอาจารย์ทุกๆๆพระองค์ ขอนมัสการและน้อมนำไปเผยเเพร่ แด่สาธุชน เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขเทอญ…สาธุ

Advertisements
ข้อความนี้ถูกเขียนใน หนังสือ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร