พระศรีอาริยเมตไตรยสัมมาสัมพุทธเจ้า

พระไตรปิฏก นิกายเถรวาท เล่ม11 พระสุตตันตปิฏก เล่ม3 ฑีฆนิกาย ปาฏิกวรรค จักกวัติสูตร

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๘๐,๐๐๐ ปี พระผู้มีพระภาคทรงพระนามว่าเมตไตรย์ จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก พระองค์เป็นอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ทรงรู้แจ้งโลก ถึงพร้อมด้วยวิชชาจรณะ เสด็จไปแจกแจงธรรม สั่งสอนมนุษย์ สรรพสัตว์และเทวดาทั้งหลาย จะเป็นผู้ครอบครองโลกและจักรวาล  ”

ยุคพระศรีอาริย์

หลวงพ่อโต (พระศรีอริยเมตไตรย)  วัดอินทรวิหาร

พระศรีอริยเมตไตรยจะมาเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งมาในอนาคต โลกนี้จะมีความสงบสุข และพระศาสนาจะมีความรุ่งเรืองกว่า พระศาสนาของพระพุทธเจ้าในองค์ปัจจุบันนี้ ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าจะมีพระอริยบุคคลมากกว่า และประชาชนจะมีความสุขอย่างยิ่ง คือจะไม่มีเรื่องร้อนใจเลย ทุกคนพอใจในความเป็นอยู่ ไม่มีการเบียดเบียน เป็นคนดีเสมอกัน ไม่มีคนพาล มีความคุณธรรมเท่ากัน สุภาพเรียบร้อย สวย หล่อ กลิ่นกายหอมดุจไม้จันทร์ คุณลักษณะอาการ 32ครบทุกประการต้องการอะไรก็อธิษฐานได้ จากต้นไม้เรียกว่า ต้นกัลปพฤกษ์ (เชอรี่ ซากุระ)

ซึ่งมีอยู่ทุกทิศ อยากได้อะไรก็อธิษฐานขอต้นไม้(จากชาวอุตตระทวีปเมตตาบันดาลให้) สะดวกสบาย การคมนาคม มีแม่น้ำทางไหลสดวกลงทะเล และอีกเส้นไว้สันจรไปมาหาสู่กัน เพื่อความสะดวกต่อการใช้เรือ สรุปว่าไม่มีความทุกข์ อยู่กันเป็นผาสุก ไม่มีอันธพาล ทุกอย่างได้อย่างใจ

มีแต่สันติสุขและจะไม่มีการรบราฆ่าฟันกันเพราะมีศีลธรรมประจำใจ

 

การปฏิบัตนเพื่อเข้าสู่ยุคของพระศรีอริยะเมตไตรโดยการฟังการเทสน์มหาชาติ อ่านและปฏิบัตตามพระพุทธชาดก  ทานบารมี10 บูชาเจดีย์ พระสารีริกธาตุ และพระอะรหันต์ ในยุคพระศาสดาและศานุศิษน์บุญบารมีทำได้หลายอย่าง หลักๆ คือ

  1. ทาน การให้ทานทุกชนิด
  2. ศีล การรักษาศีลให้บริสุทธิ์
  3. ภาวนา การคือไปปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ หรือภาวนาด้วยวิธีอื่นก็ได้
 ธรรมมะสำหรับการเตรียมตัว ซักซ้อมนำตนเองส่งสู่นิพพานดับทุกในขณณะมีชีวิตอยู่และย้อนกลับมาเกิดใหม่ยุคพระศรีอาริยเมตตรัย

ธรรมะของผู้นำ หรือนักบริหาร หรือนักปกครอง (สัปปุริสธรรม 7 )

สัปปุริสธรรม 7

  • ธัมมัญญุตา เป็นผู้รู้จักเหตุ
  • อัตถัญญุตา เป็นผู้รู้จักผล
  • อัตตัญญุตา เป็นผู้รู้จักตน
  • มัตตัญญุตา เป็นผู้รู้จักประมาณ
  • กาลัญญุตา เป็นผู้รู้จักกาล
  • ปริสัญญุตา เป็นผู้รู้จักบุคคล
  • ปุคคลัญญุตา หรือ ปุคคลปโรปรัญญุตา เป็นผู้รู้จักชุมชน
  • สรุปขั้นต้นไว้ก่อนหมวดธรรมนี้ ประกอบด้วยธรรม 7 ข้อ คือ:-1) รู้เหตุ 2) รู้ผล 3) รู้ตน  4) รู้ประมาณ 5) รู้กาล  6) รู้บุคคล 7) รู้ชุมชน ดังนี้

1) รู้เหตุ หมายถึง รู้ถึงสาเหตุที่เป็นเงื่อนไขให้เกิดสิ่งนั้นๆขึ้น เพราะการจะดำเนินการให้เกิดผลอย่างใด ต้องรู้สาเหตุที่เป็นเงื่อนไขของสิ่งนั้นก่อน และที่จะกระทำต่อไปก็คือ การสร้างเหตุนั้นๆ

2) รู้ผล หมายถึง รู้ว่าผลที่เกิดขึ้นนั้นๆเป็นอย่างไร จะก่อให้เกิดผลและมีผลกระทบต่อไปมากน้อยเพียงใด ก็จะสามารถที่จะรู้เท่าทัน และกระทำให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น ว่าควรรีบระงับ หรือส่งเสริมให้เกิดขึ้น

3) รู้ตน หมายถึง รู้ว่าตนเป็นใคร เช่น เป็น ชาย/หญิง , เป็นเด็ก/ผู้ใหญ่ , มีความสามารถ และ สถานภาพทางสังคม เป็นเช่นไร? เป็นต้น สิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนเป็นเงื่อนไขให้บุคคลสามารถเข้าไปดำเนินการได้มากน้อยเพียงใด

4) รู้ประมาณ หมายถึง รู้ว่าต้องเข้าไปดำเนินการเท่าใด จึงจะพอเพียงให้บรรลุผลที่ประสงค์ ลองนึกถึงเรื่องการเอาไม้มาสีกันเพื่อให้เกิดไฟก็ได้ หากสีน้อยไป ก็ไม่ถึงจุดที่ความร้อนจะสะสมมากพอจนทำให้เกิดประกายไฟ หากสีมากไป คือ เมื่อไฟติดแล้ว ก็ยังสีต่อไปอยู่นั่น ก็สิ้นเปลืองอะไรต่อมิอะไรไปเปล่าๆ

5) รู้กาล หมายถึง รู้เวลา ว่าตอนไหนควรทำ ตอนไหนไม่ควรทำ บางทีเร็วไปก็ไม่ได้ บางที่ช้าไป ก็ไม่ทันการ เป็นต้น

6) รู้บุคคล หมายถึง รู้ตัวบุคคลหรือตัวละครที่จะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ว่าเป็นใคร มีนิสัยอย่างไร ซึ่งประเด็นนี้จะเหมือนกับข้อรู้ตน เพียงแต่เปลี่ยนเป็นรู้คนอื่นในนัยะแบบเดียวกัน

7) รู้ชุมชน หมายถึง รู้กฎ กติกา มารยาท ขนบประเพณี วัฒนธรรม ความเชื่อของชุมชนนั้นๆ การกระทำอะไรที่ฝืนต่อสิ่งต่างๆที่กล่าวมากเกินไป หรืออย่างขาดศิลปะ ย่อมก่อให้เกิดแรงเสียดทานและต่อตาน ทำให้ประสบความสำเร็จได้ยาก

เทวทัณฑ์ใช้หลักจักรพรรดิ์ธรรมมะของพระจักรพรรดิ์ (ในพระไตรปิฏก) ตัดสิน โดยมีว่า..ให้อารักขาธรรมแด่

1)พลกาย (กองทหารที่อยู่ใกล้ชิด) ว่าอยู่ดีมีสุข กายใจครอบครัว และดูแลบ้านเมืองให้สงบสุขดีรึไม่

2)กษัตริย์ (ผู้ว่าราชการ) ดูแลปชชใช้อยู่ดีมีสุข เดือดร้อนอะไรไหม

3)ผู้ติดตาม อำมาตย์และผู้รับใช้ 3อำนาจทำให้ประเทศเป้นสุขไหม

4)พราหมณ์ คหบดี อยู่ในศีลธรรมช่วยปชชบ้างรึไม่

5)ชาวนิคมชนบท เดือดร้อนอะไรไหม

6)สมณพราหมณ์(พระสงฆ์) และในศาสนาอื่น อยู่ในศีลธรรม การเป็นอยู่เป็นอย่างไร โดนรังแกเดือดร้อนปัจจัยทั้ง5รึไม่

7)เนื้อ นก ยังมีอยู่อุดมสมบูรณ์ไหม มีลำบากการใช้ชีวิต มนุษย์รังเเก รึไม่ พร้อมเป้นอาหารอุดมสมบูรณ์รึเปล่า

8)ขัดขวางผู้ทำการไม่เป็นธรรม …ได้ทำตามทุกหมู่เหล่าตามหน้าที่กันรึไม่

9)เพิ่มทรัพย์แก่ผู้ไม่มีทรัพย์ ให้การศึกษา การดูแลปัจจัย4 การให้สัมมาอาชีพ การดำรงอยู่ได้ด้วยศักดิ์ศรีทรนงในสัมมาอาชีพและมีเกียรติปัจจัย5ในสังคม รึไม่

10)เข้าหาสมณพราหมณ์ สอบถามปัญหาบ้านเมือง และเเก้ไข ปัญหา ให้อาณาประชาราษฏร์มีสงบ สันติ และสุข

แก้ว 7 ประการ (รัตนะ7)

พระเจ้าจักรพรรดิเป็นผู้ครอบครองแก้ว 7 ประการ อันได้แก่

จักรแก้ว (จกฺกรตฺตนํ)

เมื่อผู้ที่จะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ พระองค์ทรงรักษาศีลอุโบสถ ชำระจิตให้สะอาดแล้วทรงทำสมาธิ จักรแก้วก็บังเกิดขึ้น ทำจากโลหะมีค่า ส่องแสงสว่างไสว แล้วพาพระเจ้าจักรพรรดิพร้อมเหล่าเสนาบดีลอยไปยังประเทศต่างๆ ในทวีปทั้ง 4 ประเทศต่างๆ ก็ยอมสวามิภักดิ์ ไม่มีการสู้รบกัน เมื่อจะถวายเครื่องบรรณาการพระเจ้าจักรพรรดิก็ไม่ยอมรับแต่พระราชทานโอวาทศีล 5 ให้

ช้างแก้ว (หตฺถีรตฺตนํ)

ช้างแก้วของพระเจ้าจักรพรรดิ เป็นพญาช้าง มีชื่อว่า อุโบสถ สีขาวเผือก สง่างาม มีฤทธิ์เดชสามารถเหาะได้ คล่องแคล่วว่องไว ฝึกหัดได้เอง สามารถพาพระเจ้าจักรพรรดิไปรอบชมพูทวีป จรดขอบมหาสมุทร ได้ตั้งแต่เช้ารุ่ง และกลับมาทันเวลาเสวยพระกระยาหารเช้า

ม้าแก้ว (อสฺสรตฺตนํ)

ม้าแก้วของพระเจ้าจักรพรรดิ เป็นพญา ม้า มีชื่อว่า วลาหกะ เป็นอัศวราชผู้สง่างาม ขนงาม มีหางเป็นพวง ตรงปลายคล้ายดอกบัวตูม มีฤทธิ์เดชเหาะเหินเดินบนอากาศได้ คล่องแคล่วว่องไง ฝึกหัดได้เอง สามารถพาพระเจ้าจักรพรรดิไปรอบชมพูทวีป จรดขอบมหาสมุทร ได้ตั้งแต่เช้ารุ่ง และกลับมาทันเวลาเสวยพระกระยาหารเช้า

มณีแก้ว (มณิรตฺตนํ)

มณีแก้วของพระเจ้าจักรพรรดิ เป็นแก้วมณีเปล่งแสงสุกสกาว ใสแวววาวยิ่งกว่าเพชร เปล่งรังสีแสงสว่างไสวโดยรอบถึง 1 โยชน์ คอยบันดาลความอุดมสมบูรณ์ทุกอย่างให้บังเกิดขึ้น ดึงดูดสมบัติทั้งหลายมาให้ สามารถเลี้ยงคนได้ทั้งชมพูทวีปโดยไม่ต้องทำมาหากิน เมื่อพระมหาจักรพรรดิทรงทดลองแก้วมณีกับกองทัพ โดยติดแก้วมณีไว้บนยอดธงนำทัพ แก้วมณีก็เปล่งแสงสว่างไสว ทำให้กองทัพเดินทางได้สะดวกสบาย เหมือนเดินทัพในเวลากลางวัน

นางแก้ว (อิตถรตฺตนํ)

นางแก้วของพระเจ้าจักรพรรดิ เป็นหญิงที่มีบุญญาธิการ รูปร่างน่าดูชม ผิวพรรณเปล่งปลั่งผ่องใส สวยงามกว่ามนุษย์ทั่วไป พูดจาไพเราะ ไม่โกหก มีกลิ่นดอกบัวหอมฟุ้งออกจากปาก มีกลิ่นจันทน์หอมฟุ้งรอบกาย นางแก้วเป็นผู้คอยปรนนิบัติพระเจ้าจักรพรรดิอย่างไม่ขาดสาย ตื่นก่อนนอนทีหลังพระเจ้าจักรพรรดิ คอยฟังรับสั่งของพระเจ้าจักรพรรดิ ประพฤติชอบต่อพระเจ้าจักรพรรดิเสมอ

ขุนคลังแก้ว (คหปติรตฺตนํ)

คฤหบดีแก้ว หรือขุนคลังแก้ว สามารถนำทรัพย์สินมาให้แด่พระเจ้าจักรพรรดิได้ ขุมทรัพย์อยู่ที่ไหน ขุนคลังแก้วเห็นหมด

ขุนพลแก้ว (ปริณายกรตฺตนํ)

ปริณายกแก้ว หรือขุนพลแก้ว คือพระราชโอรสองค์โตของพระเจ้าจักรพรรดิ เป็นขุนศึกคู่ใจ เป็นบัณฑิตนักปราชญ์ มีความฉลาดเฉลียว รู้สิ่งใดควรไม่ควร คอยให้คำแนะนำปรึกษาแด่พระเจ้าจักรพรรดิอยู่เสมอ

อานิสงส์ผลบุญที่ทำให้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ

  1. ทำบุญทำทานด้วยจิตใจงดงาม
  2. เป็นเจ้าในงานทอดกฐิน หรือเป็นเจ้าภาพในการสร้างวัด พระอุโบสถ พระวิหาร พระพุทธรูป ฯลฯ
  3. เป็นประธานในการเทศนาธรรม การสังคายนาพระไตรปิฏก ฯลฯ
  4. บูชาเจดีย์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ข้อความนี้ถูกเขียนใน หนังสือ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร