ตาบอดจาก 10เม.ษ 53 สลายการชุมนุมยิงดะและไม่รับผิดชอบใดๆๆจากรัฐบาล

ขอโทษที่ “ตาบอด”

ที่มา: มติชน

วันที่ 03 มกราคม พ.ศ. 2554 เวลา 17:00:59 น. // แบ่งปันข่าวนี้บน facebook ” target=”_blank”>Share 



“สันติพงษ์ อินจันทร์” หรือ “เบิ้ด”



โดย ชฎา ไอยคุปต์หลายคนเริ่มกลับไปทำงานหลังวันหยุดเทศกาลปีใหม่ บางคนเดินทางออกไปชาร์ทแบตให้ชีวิตในต่างจังหวัดบ้านเกิด บางคนจัดงานเฉลิมฉลองอย่างสนุกสนานรื่นเริงในบ้าน ที่ทำงาน เป็นช่วงเวลาการเปลี่ยนผ่านจากปีเก่าสู่ปีใหม่เปรมปรีด์มีความสุขกันถ้วนหน้าแทบทุกคน มอบคำอวยพร ของขวัญให้แก่กันในวันขึ้นปีใหม่มีหนุ่มตาบอดคนหนึ่งที่พลาดโอกาสทุกอย่างที่กล่าวมา นอกจากงานรื่นเริงแล้ว เขาไม่สามารถกลับไปทำงานได้อีกต่อไปแล้ว เขาไม่มีโอกาสร่วมฉลองปีใหม่กับใครต่อใครได้เหมือนกับทุกปีที่ผ่านมา เขาเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านเพื่อรักษาดวงตาที่บอดอันเกิดจากกระสุนยางวิ่งตรงกระแทกดวงตาจนเลือดอาบและมืดบอดในที่สุด เมื่อครั้งที่เขาและครอบครัวทำอาหารไปส่งให้ผู้ร่วมชุมนุมคนเสื้อแดงที่บริเวณสะพานผ่านฟ้า ดังเช่นที่เคยทำแต่วันนั้นไม่เหมือนวันอื่นๆ เป็นวันที่ 10 เมษายน เจ้าหน้าที่เข้าควบคุมพื้นที่การชุมนุมโดยการตีกรอบปิดล้อมระดมยิงกระสุน ที่ทางการอ้างว่าเป็นกระสุนกระดาษ กระสุนยาง  และเหตุการณ์ในครั้งนั้นก็ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมากทั้งจาก กระบอง กระสุนยาง กระสุนตะกั่ว ระเบิด ฯลฯ“สันติพงษ์  อินจันทร์” หรือ “เบิ้ด” อายุ 25 ปี เป็นลูกชายคนเดียวของครอบครัว “อินจันทร์” หลังจากเรียนจบจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงได้ไม่ถึง 3 เดือน ก็ต้องมาเสียดวงตาไป 1 ข้าง เพราะถูกกระสุนจากทางฝั่งเจ้าหน้าที่ยิงใส่จนตาจนพิการต้องผ่าตัดเปลี่ยนตาเทียมใส่แทน ในเหตุการณ์ขอคืนพื้นที่ 10 เมษายน หลังจากครอบครัว”อินจันทร์” นำอาหารกล่องที่ 3 คน พ่อ แม่ ลูกช่วยกันทำ  เพื่อไปส่งให้ผู้ชุมนุมเสื้อแดงที่สะพานผ่านฟ้า เพราะพวกเขาเห็นใจชาวบ้านที่ต้องจากบ้านจากเรือนทิ้งไร่นามานอนกลางดินกินกลางถนน เพื่ออนาคตลูกหลานของพวกเขาจะได้ดีกว่าที่เป็นอยู่ การมาเรียกร้องเป็นความหวังของพวกเขา ที่คิดว่าดีกว่าต้องนอนรอความตายทั้งเป็นอยู่ที่บ้าน ครอบครัวนี้จึงคิดว่าอะไรที่ช่วยเหลือได้ก็ช่วยกันไป เมื่อชาวบ้านยอมเสียสละออกมาใช้ชีวิตยากลำบากข้างถนนเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยแทนพวกเราที่ต้องใช้ความอดทนยาวนานได้ขนาดนี้วันสุดท้ายก่อนที่ “เบิ้ด” จะตาบอดเขานั่งดูข่าวว่ามีเจ้าหน้าที่เข้าสลายการชุมนุม ด้วยความเป็นห่วงชาวบ้าน เขาจึงชวนพ่อแม่ไปส่งข้าวและน้ำช่วยเหลือชาวบ้าน ไม่คิดว่าเหตุการณ์จะรุนแรงขนาดมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บถึงขั้นพิการไปหลายร้อยหลาย  ทุกวันนี้ “เบิ้ด” เริ่มชินกับการใช้ชีวิตด้วยดวงตาเพียงข้างเดียว เข้ารับการรักษาและผ่าตัดอยู่หลายครั้งสุดท้ายต้องควักลูกตาทิ้งไปข้างหนึ่งเพื่อใส่ตาเทียม หลังจากตาเทียมเริ่มเข้าที่แล้วเขาได้รับโอกาสเข้าทำงานกับสื่อแห่งหนึ่ง เริ่มทำงานวันแรกเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2553 ในฐานะผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ทำหน้าที่แปลข่าว ซึ่งถือว่าเป็นงานที่ไม่หนักมากสำหรับคนพิการทางสายตา 1 ข้าง  เขาเริ่มมีความหวัง ตื่นเต้นกับงานใหม่ที่ท้าทาย เรียนรู้สิ่งใหม่ๆในฐานะคนเริ่มทำงานอย่างสนุกสนานและเอาจริงเอาจังกับงานมาก สุดท้ายทุกอย่างพังทลายลงในพริบตา หลังจากที่ต้องใช้สายตาจับจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นระยะเวลานานด้วยตาซ้ายข้างเดียวหนักเกินไปที่สายตาจะรับไหว มันเริ่มมีอาการพร่ามัว ตาแห้ง ทนทำงานถึง 20 วัน ในที่สุดก็ต้องลาออก หลังจากแพทย์แนะนำให้หยุดทำงานที่ใช้สายตามาก เนื่องจากตรวจพบอาการกระจกตาแห้ง ต่อมน้ำตาตันและเกิดอาการอักเสบ ซึ่งเป็นสาเหตุมาจากการใช้สายตามากเกินไป หากยังฝืนทำต่อไปตาอีกข้างที่เหลืออยู่ก็จะบอดเช่นเดียวกัน ถึงแม้ทางบริษัทผู้จ้างจะให้ความช่วยเหลือลดปริมาณงานลง แต่ “เบิ้ด” บอกว่า ทนไม่ได้ที่จะเอาเปรียบเพื่อนร่วมงานและบริษัท เพราะรับเงินเดือนเท่าคนอื่นแต่งานลดลง จึงตัดสินใจลาออกดีกว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุด และยังเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีศักยภาพและร่างกายที่พร้อมกว่าได้เข้ามาทำงาน
 ระหว่างที่พูดคุยกันอยู่นั้น”เบิ้ด”หันไปหยิบแก้วน้ำที่ตั้งอยู่ทางด้านขวามือคว้าอยู่หลายครั้งเกิดอาการ“วืด” มักเกิดขึ้นเป็นประจำจน”เบิ้ด”เริ่มชินและบอกว่าเพราะสายตาไม่สม่ำเสมอมองได้แคบลง การใช้ชีวิตต้องช้าลงทั้งการเดิน นอน นั่ง ทุกอย่างเปลี่ยนไปแต่เขาย้ำว่า” ทุกอย่างในชีวิตผมเปลี่ยนไปแต่อุดมการณ์ในใจไม่มีวันเปลี่ยนไปแน่นอน ผมจำได้ดีว่าพวกเขาทำอะไรกับผมบ้าง ผมแค่ตาบอดมีอีกหลายคนที่ต้องพิการเป็นเจ้าชายนิทรา แขน ขา หัก และที่หนักสุด คือ ตาย แต่ครอบครัวพวกเขายังสู้ต่อไป ผมก็ไม่ยอมแพ้เช่นกันเพราะยังเหลือสายตาอีกตั้ง 1 ข้าง ต้องดูแลรักษาให้ดีเพื่อประคองชีวิตต่อไปได้”
 “เบิ้ด” กล่าวทิ้งทายด้วยอาการปลงว่า ในปัจจุบันงานแทบทุกอย่างมักจะใช้คอมพิวเตอร์เป็นหลัก ดังนั้นเขาจึงไม่มีตัวเลือกมากและคิดว่าคงมีเพียงการทำธุรกิจส่วนตัวหรือค้าขายที่ไม่ต้องนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ตลอดเวลา แต่เนื่องด้วยต้นทุนชีวิตที่ไม่สูงนัก ประกอบกับสภาพเศรษฐกิจในตอนนี้คงคิดและทำอะไรได้ลำบาก แต่ชีวิตก็ยังคงต้องดำเนินไป เพื่อหาลู่ทางหรือโอกาสต่อไปตราบที่ยังคงมีลมหายใจอยู่ขอโทษที่ผมแค่ “ตาบอด”   ***************  ชฎา ไอยคุปต์ :
 
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s