เดินหน้า “ปรองดองแบบอภิสิทธิ์” (อย่าให้คนเสื้อแดงชนะเราด้วยการเลือกตั้ง!)

“ผมไม่นึกไม่ฝันว่า เรามีรัฐที่ได้ทำร้ายประชาชนจนถึงขั้นเสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัสแล้ว เรายังมีรัฐที่พยายามยัดเยียดความผิดกลับไปให้ประชาชนอีก เป็นพฤติกรรมที่รับไม่ได้”

                                           (คำแถลงของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เรียกร้อง “ความรับผิดชอบ”
                                           จากรัฐบาล นายสมชาย วงสวัสดิ์
                                           เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2551 – มติชน,24 พ.ค.53 หน้า 3)

วาทะกรรม อภิสิทธ์ เวชชาชีวะ ไม่ปรองดองกับผู้ก่อการร้าย

วันที่ 13 มิ.ย. 2553 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงแผนปรองดองและผู้ก่อการร้าย ที่ยังไม่มีความชัดเจน ว่า

“จะมีความเข้าใจผิดสองส่วนอยู่ตลอดเวลา ฝ่ายหนึ่งบอกว่า ถ้าเกิดเราปล่อยให้คนใช้ความรุนแรง ก่อการร้าย สร้างความเสียหายให้ประเทศแล้วจะไปปรองดอง”

” เราก็ต้องทำความเข้าใจอยู่ตลอดว่า แผนปรองดองไม่ได้ละเว้นในการดำเนินการทางกฎหมายกับคนเหล่านี้

” ความปรองดอง ไม่ได้บอกว่า จะไปดีกับคนที่ทำร้ายประเทศ”

 ส่วนอีกด้านหนึ่ง ก็จะบอกว่า คำพูดปรองดอง แต่ทำไมยังมีการจับกุม ก็ต้องแยกให้ชัด

“ตนย้ำว่า การไล่ล่า หรือการใช้กฎหมายไปกวาดล้างทางการเมืองไม่มีเด็ดขาด”

ดังนั้น ตรงนี้เป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจอย่างต่อเนื่อง เพราะสองกลุ่มนี้ ยังเป็นกลุ่มที่ไม่ยอมรับในการเข้ามาร่วมแผนฟื้นฟูปรองดอง 

และยิ่งเป็นเรื่องเหลือเชื่อขึ้นไปอีก ที่ประชาชนในประเทศนี้ยังยินยอมให้อภิสิทธิ์เป็น “พระเอก” เดินหน้าต่อไปในการปราบผู้ก่อการร้าย ขบวนการล้มเจ้า และเป็นผู้นำในแผนปรองดอง 5 ข้อ หรือ “ปฏิรูปสื่อ” และ “ปฏิรูปประเทศไทย”

ทั้งที่เขา “อยู่ฝ่ายตรงกันข้าม” กับประชาชนอีกหลายล้านคน ทั้งที่เขาปิดสื่อมากกว่ารัฐบาลเผด็จการทหาร ทั้งที่เขาล้มเหลวในนโยบายสมานฉันท์ การแก้ปัญหาขัดแย้งทางการเมืองด้วยสันติวิธี และทั้งที่เขาเป็นผู้นำรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยที่ใช้กองทัพแก้ปัญหาการเมือง จนทำให้ความขัดแย้งทางความคิดของคนในชาติ “ยกระดับ” เป็นสงครามกลางเมือง (โดยที่คาดการณ์ล่วงหน้าอยู่ก่อนแล้วถึงแนวทางปฏิบัติของตนว่าจะนำไปสู่การ “ยกระดับ” ดังกล่าว)

ที่น่าอัศจรรย์ที่สุดคือ เสียงเรียกร้องจาก ปัญญาชน นักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย (แม่งไม่อยากพูดถึงเลย!) สื่อมวลชนในไทย (สื่อต่างชาติยังมี “ท่าที” เรียกร้องมากกว่า) และภาคส่วนอื่นๆ ของสังคม ให้อภิสิทธิ์ลาออกหรือยุบสภากลับค่อยๆ แผ่วลงและเลือนหายไป!

เสมือนว่า “ชนชั้นนำทางปัญญา” ของประเทศนี้ต้องมนต์สะกดของ “เสธ.ไก่อู” ว่า ขบวนการต่อสู้ของคนเสื้อแดงได้ยกระดับเป็น “ขบวนการก่อการร้าย” และเป็น “ขบวนการล้มเจ้า” อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว! และคนเสื้อแดงที่ตายไปนั้นก็เพราะถูก “กองกำลังก่อการร้ายของคนเสื้อแดงยิงคนเสื้อแดงด้วยกันเอง” (เท่านั้น?)

และที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่าความน่าอัศจรรย์ทั้งปวง คือ เป็นไปได้อย่างไรครับ ที่ความมั่นคงของรัฐบาลใน พ.ศ.นี้ จะอิงอยู่กับการ “ค้ำยัน” ของสถาบันกษัตริย์และกองทัพล้วนๆ?

ไหนพูดกันมาหลายสิบปีว่า ประเทศนี้ประชาธิปไตยก้าวหน้ามากขึ้นแล้ว การเมืองภาคประชาชน หรือการเมืองแบบตรวจสอบแบบมีส่วนร่วมเข้มแข็งมากขึ้นแล้ว  ณ วันนี้พลังการตรวจสอบจากภาคส่วนต่างๆ หายไปไหน?

หรือว่า “ชนชั้นนำทางปัญญา” ในประเทศนี้ ก็แค่เอาแต่ “พูดแบบอภิสิทธิ์” (หมายถึง วิธีพูดที่ดูดีมีหลักการแต่ความเป็นจริงกับสิ่งที่พูดตรงข้ามกันราว “หน้ามือกับหลังตีน”) เท่านั้น!

ต่อท้าย #1 25 พ.ค. 2553, 19:55:23
ในสายตาของคนเสื้อแดงมีแต่คนที่ “พูดแบบอภิสิทธิ์” เท่านั้น ที่เต็มใจเข้าร่วม “แผนปรองดองแบบอภิสิทธิ์” แล้วก็ร่วม “ปฏิรูปสื่อ/ปฏิรูปประเทศแบบอภิสิทธิ์” คนเหล่านี้แสดง “เมตตาธรรมแบบอภิสิทธิ์” ต่อคนเสื้อแดงว่า พวกเขามาชุมนุมเพราะมีปัญหาความยากจน และเขายากจนเพราะสังคมมีความเหลื่อมล้ำมานาน แต่ความเหลื่อมล้ำมันเป็นข้อเท็จจริงของทุกสังคม ไม่ใช่เรื่องที่จะนำมาสร้างเงื่อนไขความขัดแย้ง จะแก้ปัญหานี้จำเป็นต้องใช้เวลาอีกนานแต่คนเสื้อแดงไม่ต้องการ “เมตตาธรรมแบบอภิสิทธิ์” ซึ่งไม่รู้ว่ามันหมายความว่าอะไร? คำตอบของการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำคืออะไร? เกือบค่อนร้อยปีของพรรคประชาธิปัตย์ เคยมีนโยบายแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำไหม? นอกจากโดดเด่นเป็นพิเศษในเรื่อง “บังคับใช้กฎหมาย” ด้วยการไล่คนจนออกจากที่ทำกิน (ไม่เคยไล่นายทุนบุกรุกป่าแม้แต่รายเดียว) แจก สปก.4-01 ให้คนรวย และด้วยการรักษา “นิติรัฐ” จนคนตายเป็นเบือ เกิดความแตกแยกร้าวลึกถึง “จิตวิญญาณ” ของคนระดับล่างอย่างไม่ไม่เคยปรากฏมาก่อน!คนเสื้อแดงไม่ได้มาร้องขอ “เมตตาธรรมแบบอภิสิทธิ์” เขามาทวงคืนอำนาจที่เท่าเทียม สิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นคนที่เท่าเทียม เขาต้องการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำผ่านกระบวนการที่ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด นั่นคือ “กระบวนการเลือกตั้ง” ที่เขาจะสามารถเลือกพรรคการเมืองที่เห็นว่าเสนอนโยบายแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำได้ดีที่สุด เป็นไปได้ในทางปฏิบัติ และติดตามประเมินผลได้จากผลงานของรัฐบาลที่เขาเลือก

“เมตตาธรรมแบบอภิสิทธิ์” ที่แสดงออกด้วย “วิธีพูดแบบอภิสิทธิ์” เช่น “ขอคืนพื้นที่/กระชับพื้นที่/ปรองดอง สมานฉันท์” ด้วยการใช้ “กระสุนจริง” จนญาติพี่น้องมิตรสหายของเขาต้องตายเป็นเบือนั้น คนเสื้อแดงไม่ต้องการ!

เพราะจะให้พวกเขาเชื่อได้อย่างไรว่า เหล่าบรรดา “ผู้นำทางปัญญา” ของประเทศนี้ที่ล้วนแต่นิยมจริต “วิธีพูดแบบอภิสิทธิ์” ที่เข้าร่วมขบวนเมตตาธรรมและแผนปรองดองแบบอภิสิทธิ์นั้น ในที่สุดแล้วจะไม่ทำกันได้แค่ “ผสมพันทางความคิดแบบอภิสิทธิ์” แล้วก็คลอด “แผนแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำแบบอภิสิทธิ์” ที่ดูดีมีหลักการแต่ไร้ค่าในทางความเป็นจริง และทางการปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรม!

ผมไม่นึกไม่ฝันว่า ประชาชนจำนวนมากในประเทศนี้ โดยเฉพาะเหล่าบรรดา “ผู้นำทางปัญญา” ของประเทศนี้ จะยังหลับหูหลับตารับรองความชอบธรรมของ “รัฐบาลแบบอภิสิทธิ์” (รัฐบาลที่เป็นศัตรูกับประชาชนที่ต้องการฟื้นศรัทธาต่อ “ระบบการเลือกตั้ง”) ส่งเสียงเชียร์ และร่วมเดินหน้าไปกับ “แผนปรองดองแบบอภิสิทธิ์” อย่างว่านอนสอนง่าย!

ในขณะที่คนเหล่านั้นต่างชายตามองความพ่ายแพ้ของคนเสื้อแดงอย่างรู้สึกโล่งอก แกมสมเพช หรืออาจสะใจ แต่ยังอุตส่าห์แสดง “เมตตาธรรมแบบอภิสิทธิ์” ออกมาว่า พวกเราควรเห็นใจคนจน ต้องปฏิรูประเทศ แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ! (แต่อย่ารีบให้อำนาจคนเสื้อแดงเป็นอันขาด อย่าให้พวกเขาได้เลือกตั้งง่ายๆนะ “อย่าให้พวกเขาชนะเราด้วยการเลือกตั้ง!”)

ที่มา:  guru.

 
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง, หนังสือ, Books คั่นหน้า ลิงก์ถาวร