รัฐบาลคมช สุรยุทธ จุลนานนท์ กับซูดานแยกประเทศ

 

กำลังพลของกองทัพไทยที่ปฏิบัติงานใน Darfur  ประเทศซูดานในปัจจุบัน      

         

                   จากมติ ครม. เมื่อ 9 ต.ค.2550(สุรยุทธ์ จุลนานนท์) อนุมัติให้เจ้าหน้าที่ทหารไทย จำนวน 1 พัน.ร.ผสม เข้าร่วมปฏิบัติการผสม
สหประชาชาติและสหภาพแอฟริกันในดาร์ฟูร์ (UNAMID) และส่งเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ และบุคคลกรในด้านอื่นๆ
เพิ่มเติมในอนาคตเมื่อมีคำขอของสหประชาชาติในเรื่องเดียวกันนี้ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงการจัดกำลังที่เกี่ยวข้อง
กับการปฏิบัติภารกิจการสับเปลี่ยนกำลังตามวงรอบจนกว่าจะสิ้นสุดภารกิจหรือตลอดห้วงที่สหประชาชาติยังคงร้องขอ
การสนับสนุนจากไทยในภารกิจเดียวกัน โดยมีกำลังพลกองทัพไทยปฏิบัติหน้าที่ฝ่ายอำนวยการ และนายทหารติดต่อในปฏิบัติการผสม UNAMID ณ ประเทศซูดาน มีวาระการปฏิบัติหน้าที่ 1 ปี  

กรณีศึกษา   ความไม่สงบซูดาน (คล้ายทิศทางไทย)

sudan

สถานการณ์ความไม่สงบในซูดาน

                   สถานการณ์ความไม่สงบในซูดานจะแบ่งออกเป็น ๓ พื้นที่ คือในภาคตะวันออก ภาคใต้ และ ภาคตะวันตก
อย่างไรก็ตามความไม่สงบที่ส่งกระทบต่อผู้คนจำนวนมากมีเพียง ๒ พื้นที่ คือในพื้นที่ภาคใต้ และภาคตะวันตกในเขตพื้นที่ดาร์ฟูร์
รายละเอียดของสถานการณ์ในทั้ง ๒ พื้นที่มีดังนี้
                  สถานการณ์ความรุนแรงในภาคใต้ของซูดาน : มีความรุนแรงในระดับสงครามกลางเมือง ๒ ครั้ง โดยในครั้งแรกมีสาเหตุมาจากความพยายามที่จะแยกตัวเป็นอิสระของประชาชนในภาคใต้ของซูดาน ซึ่งมีความแตกต่างกับประชาชน
ในภาคเหนือทั้งในด้านเชื้อชาติและศาสนาโดยก่อนที่ซูดานจะได้รับเอกราช ประชาชนในภาคใต้ต่างคาดว่าจะได้รับเอกราช
และแยกตัวเป็นอิสระ หลังจากซูดานได้รับเอกราชจากอังกฤษแล้ว แต่กลับถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของซูดานหลังจาก
ได้รับเอกราชแล้ว ความขัดแย้งในครั้งนั้นจบลงด้วยข้อตกลงสันติภาพระหว่างรัฐบาลซูดานซึ่งคุมพื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศ
กับกลุ่มกบฏทางตอนใต้ในปี พ.ศ.๒๕๑๕
                    ในปี พ.ศ.๒๕๒๖ สงครามกลางเมืองระหว่างรัฐบาลซูดานกับกลุ่มกบฏทางตอนใต้ที่มีชื่อว่า  Sudan People
Liberation Movement (SPLM) ได้ปะทุขึ้นอีกครั้งหนึ่ง โดยมีมูลเหตุมาจากการที่นาย  Gaafav Nimievy ประธานาธิบดี
ในขณะนั้นได้ประกาศให้มีการบังคับใช้กฎหมายอิสลามทั่วทั้งประเทศ ซึ่ง  การกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดข้อตกลงสันติภาพ
ในปี พ.ศ.๒๕๑๕ กอปรกับการที่ชาวอาหรับทางภาคเหนือได้เข้ามาจับกุมประชาชนในภาคใต้เพื่อนำไปเป็นทาส และความรุนแรง
ได้ทวีสูงขึ้นเมื่อเริ่มมีการสำรวจพบแหล่งน้ำมันดิบในภาคใต้  เหตุการณ์ความรุนแรงดังกล่าว ได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง
เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว มากกว่า ๒๐๐,๐๐๐ คน จนกระทั่งรัฐบาลซูดาน และ SPLM ลงนามในข้อตกลง
สันติภาพเบ็ดเสร็จ (Comprehensive Peace Agreement : CPA) เมื่อ ม.ค.๔๘
                     สาระสำคัญของ CPA คือการที่ SPLM ได้รับสิทธิในการเข้าไปมีส่วนร่วมกับรัฐบาลซูดานใน ครม. และระบบรัฐสภา
ของซูดาน รวมทั้งได้รับสิทธิในการจัดตั้งรัฐบาลเพื่อปกครองตนเองในพื้นที่ภาคใต้เป็นเวลา ๖ ปี โดยจะมีการลงประชามติ
ในเรื่องการแยกตัวเป็นอิสระของซูดานภาคใต้อีกครั้งในปี พ.ศ.๒๕๕๔ โดยในระหว่างนี้ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะแบ่งปันผลประโยชน์
ที่ได้จากทรัพยากรน้ำมันในภาคใต้ของประเทศฝ่ายละครึ่ง สหประชาชาติได้เข้าให้การช่วยเหลือทั้ง ๒ ฝ่าย ในการปฏิบัติตาม CPA
ด้วยการที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้มีข้อมติที่ ๑๕๙๐ (๒๐๐๕)  ให้จัดตั้งภารกิจรักษาสันติภาพ
ของสหประชาชาติในซูดาน (United Nations Mission in Sudan : UNMIS)  อย่างไรก็ดีถึงแม้ว่าสงครามกลางเมือง
ระหว่างรัฐบาลซูดานและ SPLM จะสงบลงไปแล้วก็ตามแต่ก็ยังมีการปะทะกันด้วยกำลังติดอาวุธของเผ่าต่าง ๆ ในภาคใต้
รวมทั้งกลุ่มติดอาวุธที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดซึ่งยังไม่ได้ผ่านกระบวนการปลดอาวุธ ปลดประจำการ และกลับคืนสู่สังคม
ตลอดจนการขัดแย้งระหว่างรัฐบาลซูดานและ SPLM ในเรื่องเส้นแบ่งเขตแดนที่แบ่งภาคใต้ออกจากส่วนใหญ่ของประเทศ
ซึ่ง UNMIS ยังคงจะต้องใช้ความพยายามเพื่อให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าเจรจากัน และยุติปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี
                     
                     สถานการณ์ความรุนแรงทางด้านตะวันตกของซูดานในเขตพื้นที่ดาร์ฟูร์                     กำลังเป็นจุดสนใจของประชาคมโลก  อยู่ในปัจจุบัน เริ่มปะทุขึ้นจนถึงจุดวิกฤติใน ก.พ.๔๗ เมื่อ  กองทัพ/
กลุ่ม เคลื่อนไหวปลดปล่อยซูดาน (Sudan Liberation Army/Movement : SLA/M) และกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อความเท่าเทียม
และยุติธรรม (Justice and Equality Movement : JEM) ได้เริ่มการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธกับรัฐบาลซูดาน เพื่อต่อต้าน
ความไม่เท่าเทียมกันทางด้านการเมือง และเศรษฐกิจซึ่งได้ดำเนินมาเป็นเวลาหลายปี โดยรัฐบาลซูดานได้ตอบโต้ด้วยการ
ส่งกำลังทหาร เข้าไปปราบปรามรวมทั้งการจัดตั้งกองโจรอาหรับซึ่งรู้จักกันในชื่อ Janjaweed เข้าโจมตีเพื่อขับไล่
ให้ประชาชนซึ่งไม่ใช่ชาวอาหรับมุสลิมหลบหนีออกจากพื้นที่ ซึ่งนับเป็นการปฏิบัติที่สหประชาชาติจัด เป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
และศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court : ICC) ได้ตัดสินให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง มีความผิดไปแล้วหลายคน
แต่ไม่สามารถนำตัวผู้กระทำผิดเหล่านี้มาลงโทษได้เนื่องจากรัฐบาลซูดาน ยังไม่ยอมส่งมอบบุคคลเหล่านี้
                  
                     กำเนิดภารกิจรักษาสันติภาพของสหภาพแอฟริกัน (African Union Mission in Sudan :AMIS)
                    ในปี พ.ศ.๒๕๔๗ สหภาพแอฟริกันได้เข้ามาเจรจาไกล่เกลี่ย ส่งผลให้กลุ่มต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง
ได้ลงนามในข้อตกลงเพื่อมนุษยธรรม ทำให้องค์กรบรรเทาทุกข์พลเรือนต่าง ๆ สามารถเข้าไปให้ความช่วยเหลือ
ประชาชนซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ ซึ่งหลังจากการลงนามดังกล่าวแล้ว สหภาพแอฟริกัน
ก็ได้พยายามเจรจาเพื่อให้มีการลงนามในข้อตกลงสันติภาพถาวร ซึ่งในระหว่างการเจรจาดังกล่าวได้เกิดความแตกแยก
ขึ้นภายใน SLA/M จนทำให้เกิดการแบ่งเป็น ๒ ฝ่าย โดยฝ่ายที่เห็นด้วยกับการเจรจาดังกล่าวคือ SLA/M นำโดย
นาย Minni Minavi (SLA/M Minni) และฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการเจรจาคือ SLA/M นำโดยนาย Abdoul Wahid al-Nour
(SLA/M Wahid) ซึ่งควบคุมกำลังติดอาวุธเกือบทั้งหมดของ SLA/M และได้รับการสนับสนุนจากชาวเผ่า Fur ซึ่งเป็นเผ่าที่ใหญ่ที่สุด
ในเขตดาร์ฟูร์ ถึงแม้การเจรจาสันติภาพดังกล่าวจะดำเนินไปอย่างไม่ราบรื่น แต่จากความพยายามกดดันอย่างหนักจากสหรัฐฯ
ทำให้มีการลงนามในข้อตกลงดาร์ฟูร์ (Darfur Peace Agreement : DPA) ระหว่างรัฐบาลซูดานกับ SLA/M Minni เมื่อ ๖
พ.ค.๔๙ โดยสหภาพแอฟริกันได้จัดตั้งภารกิจรักษาสันติภาพของ สหภาพแอฟริกัน (African Union Mission in Sudan :AMIS)
เพื่อช่วยเหลือในการปฏิบัติตาม DPA

                     ฝ่ายต่อต้าน    
                     อย่างไรก็ดียังมีกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย ต่อต้านและไม่ยอมลงนามใน DPA อีก ๒ กลุ่ม คือ SLA/M Wahid  และ JEM
โดยทั้ง ๒ กลุ่มเรียกร้องให้มีการกำหนดประเด็นสำคัญ ได้แก่ การจ่ายเงินชดเชยให้แก่นักรบที่ยอมปลดอาวุธ การปลดอาวุธ
Janjaweed โดยทันที การกำหนดให้ตำแหน่ง รอง ปธน. เป็นของดาร์ฟูร์ และการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม
กับผู้ที่มีส่วนร่วมในปัญหาความรุนแรงไว้ใน DPA ซึ่งข้อเรียกร้องดังกล่าว ยังคงไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาลซูดาน
การปฏิบัติของ AMIS นับแต่เริ่มวางกำลังในประมาณปลายปี พ.ศ.๒๕๔๗ จนถึงประมาณกลางปี พ.ศ.๒๕๔๘ เป็นไป
อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สถานการณ์ความรุนแรงในดาร์ฟูรลดน้อยลงเป็นลำดับทั้งนี้ เนื่องมาจากการให้ความร่วมมือ
ของรัฐบาลซูดานและกลุ่มกบฏ โดยถึงแม้ Janjaweed จะไม่ค่อยให้ความร่วมมือกับ AMIS แต่เนื่องจาก Janjaweed
มักจะปฏิบัติการในเวลากลางคืนจึงไม่ค่อยเกิดการเผชิญหน้าโดยตรงกับ กกล.รักษาสันติภาพของ AMIS

                 การต่อต้าน AMIS
                  อย่างไรก็ดีสถานการณ์ความรุนแรงในดาร์ฟูร์ได้เริ่มเลวร้ายลงไปอีกครั้งนับตั้งแต่ประมาณปลายปี พ.ศ.๒๕๔๘
เนื่องจากเกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างฝ่ายที่ลงนามใน DPA (รัฐบาลซูดานและ SLA/M Minni) และฝ่ายที่ต่อต้าน DPA
(SLA/M Wahid และ JEM) กอปรกับการที่ AMIS พยายามกดดันให้ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับ DPA ยอมลงนามในข้อตกลงดังกล่าว
ทำให้ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับ DPA เริ่มมองว่า AMIS ไม่มีความเป็นกลางและเริ่มมีเหตุการณ์โจมตี จนท.พลเรือนไม่ติดอาวุธ
ของหน่วยงานบรรเทาทุกข์ต่าง ๆ รวมทั้งกำลังทหารของ AMIS ซึ่งออกปฏิบัติภารกิจเป็นหน่วยขนาดเล็กห่างไกลจากกำลัง
ส่วนใหญ่ ทั้งนี้ AMIS มีความจำเป็นที่จะต้องจัดหน่วยทหารขนาดเล็กกระจายกันออกปฏิบัติการถึงในพื้นที่ห่างไกลเนื่องจาก
การที่ AMIS มีกำลังไม่เพียงพอนั้นเอง
                 การถ่ายโอนภารกิจให้ UNMIS
                 ในขณะที่สถานการณ์ความรุนแรงเริ่มเลวร้ายลงในประมาณปลายปี ๒๕๔๗ นั้น นานาชาติได้เริ่มหารือถึงแนวทาง
ในการถ่ายโอนความรับผิดชอบในการปฏิบัติภารกิจรักษาสันติภาพจากสหภาพแอฟริกัน (AMIS) ซึ่งมีกำลังพลและงบประมาณ
ในการดำเนินการอยู่อย่างจำกัดไปให้สหประชาชาติ (UNMIS) ซึ่งสามารถขยายขนาดของ กกล.รักษาสันติภาพ
ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการในการปฏิบัติภารกิจได้ ซึ่งในที่สุดสหประชาชาติ สหภาพแอฟริกัน
และรัฐบาลซูดานก็ได้ข้อยุติในเรื่องแผนการโอนมอบภารกิจจาก AMIS ไปสู่ UNMIS ซึ่งเลขาธิการสหประชาชาติได้รายงาน
ต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเมื่อ ๒๘ พ.ย.๔๙  คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติจึงได้มีข้อมติที่
๑๗๐๖ (๒๐๐๖) ให้ขยายขนาด UNMIS และให้เข้ารับโอนภารกิจจาก AMIS  สรุปขั้นตอนการโอนภารกิจทั้ง ๓ ขั้นตอนดังนี้ 

    – ขั้นที่หนึ่ง ขั้นการให้การสนับสนุนในขั้นต้น (Light Support Package : LSP) – UNMIS จะให้การสนับสนุน ฝอ.
จำนวน ๑๐๕ นาย และยุทโธปกรณ์ที่ AMIS ขาดแคลน เช่น เครื่องหาพิกัดด้วยดาวเทียม อุปกรณ์การตรวจการณ์ในเวลา
กลางคืน และ รสพ. เป็นต้น การสนับสนุนดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางด้านการควบคุมบังคับบัญชา
และอำนวยการของ AMIS ทั้งนี้ เมื่ออยู่ในพื้นที่ปฏิบัติการแล้ว ฝอ. ทั้ง ๑๐๕ นาย จะมีสถานะเป็น จนท.ของสหประชาชาติ
และอยู่ภายใต้การควบคุมทางยุทธการของ  ผบ.กกล.รักษาสันติภาพของ UNMIS
    – ขั้นที่สอง ขั้นให้การสนับสนุนหลัก (Heavy Support Package : HSP) – UNMIS จะให้การสนับสนุนกำลังประเภทหน่วย
สนับสนุน เช่น หน่วยบินเฮลิคอปเตอร์ หน่วยทหารช่าง หน่วยสื่อสาร และหน่วยขนส่ง เป็นต้น โดยมีกำลังพลประมาณ ๓,๐๐๐ นาย
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มพูนขีดความสามารถของ AMIS ในด้านทางการช่าง และการส่งกำลังบำรุง ซึ่งกำลังในส่วนนี้จะเริ่ม
วางกำลังหลังจากการปฏิบัติในขั้นที่หนึ่ง เสร็จสิ้นแล้วโดยในขั้นนี้หน่วยกำลังรบทั้งหมดจะเป็นของสหภาพแอฟริกัน (AMIS)
ในขณะที่หน่วยสนับสนุนจะเป็นของ สหประชาชาติ (UNMIS)
     – ขั้นที่สาม ขั้นการปฏิบัติภารกิจผสม (Hybrid Mission) – UNMIS จะให้การสนับสนุนหน่วยเพิ่มเติมรวมทั้งหน่วยกำลังรบ
ให้แก่ AMIS การปฏิบัติในขั้นนี้จะเริ่มเมื่อการดำเนินการในขั้นที่สองแล้วเสร็จ และได้รับการยินยอมจากรัฐบาลซูดานแล้ว
ซึ่งการปฏิบัติในขั้นนี้จะนำไปสู่การโอนมอบภารกิจจาก AMIS ไปสู่ UNMIS อย่างสมบูรณ์ในท้ายที่สุด เนื่องจากข้อมติ
คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ ๑๗๐๖ (๒๐๐๖) ได้กำหนดให้การวางกำลังใด ๆ อันเป็นผลมาจากข้อมติฯ
ดังกล่าวนี้จะดำเนินการได้ก็ต่อเมื่อได้รับการยินยอมจากรัฐบาลซูดานแล้วเท่านั้น ซึ่งข้อจำกัดดังกล่าวได้ก่อให้เกิดปัญหา
เป็นอย่างมากในการดำเนินการให้เป็นไปตามข้อมติฯ เนื่องจากรัฐบาลซูดานพยายามประวิงเวลาการวางกำลังของสหประชาชาติ
ออกไปให้นานที่สุด โดยในตอนต้นรัฐบาลซูดานยินยอมให้สหประชาชาติดำเนินการตามขั้นตอนที่หนึ่ง ด้วยการให้การสนับสนุน
LSP แก่ AMIS เท่านั้น โดยยังไม่ยินยอมให้มีการวางกำลังประเภทหน่วยตามขั้นตอนที่สอง และสาม อย่างไรก็ดี
ผลจากการที่สหประชาชาติและองค์กรระหว่างประเทศอื่น ๆ เช่น สหภาพแอฟริกัน สหหภาพยุโรป และ League of Arab
รวมทั้งชาติมหาอำนาจ เช่น สหรัฐฯ อังกฤษ เยอรมนี ได้พยายามกดดันรัฐบาลซูดานอย่างต่อเนื่อง ทำให้ในที่สุดเมื่อ เม.ย.๕๐
รัฐบาลซูดานได้ยินยอมให้สหประชาชาติดำเนินการตามขั้นที่สองได้ ปัจจุบันสหประชาชาติกำลังประสานการปฏิบัติ
กับชาติสมาชิกเพื่อดำเนินการวางกำลังในส่วนของ HSP ต่อไป

                     การจัดตั้ง MINUTAC
                     อนึ่งเพื่อเป็นการช่วยเหลือการปฏิบัติตามข้อมติที่ ๑๗๐๖ (๒๐๐๖) ที่ได้กล่าวถึงแล้วข้างต้น รวมทั้งเพื่อเป็นการ
ป้องกันมิให้ปัญหาความไม่สงบในเขตพื้นที่ดาร์ฟูร์ขยายตัวเข้าไปในชาดและแอฟริกากลาง ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านของ ซูดาน
และมีพรมแดนติดกับเขตพื้นที่ดาร์ฟูร์ทำให้สหประชาชาติวางแผนที่จะจัดตั้งภารกิจรักษาสันติภาพ ในชาดและแอฟริกากลางอีก
๑ ภารกิจ โดยจะมี  การวางกำลังตามแนวชายแดนทั้ง ๒ ประเทศ ซึ่งติดกับเขตพื้นที่ดาร์ฟูร์ โดยเมื่อ ๒๓ ก.พ.๕๐ เลขาธิการ
สหประชาชาติได้เสนอรายงานต่อคณะมนตรีความมั่นคงฯ ในเรื่องสถานการณ์ในชาดและแอฟริกากลาง  สรุปได้คือ
เลขาธิการสหประชาชาติกำลังดำเนินการเพื่อจัดตั้ง Advance Mission ในชาดและแอฟริกากลาง ซึ่งจะมีชื่อว่า United Nations
Mission in Chad and Central Africa Republic (Mission des Nations Unies au Tchad et en Re’publique
Centrafricaine : MiNUTAC) ทั้งนี้เพื่อเตรียมการในการสถาปนา United Nations Multidimensional Presence in Chad
and Central Africa Republic โดยมีวัตถุประสงค์หลัก ๒ ประการคือการป้องกันพลเรือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ลี้ภัยและ
ผู้พลัดถิ่นฐานภายในประเทศ และการขัดขวางการโจมตีข้ามแนวชายแดนของ กกล.ติดอาวุธ ด้วยการแสดงกำลัง
ซึ่งเลขาธิการสหประชาชาติ

…………………………………………………………

 

21:36 น. “กษิต”ชี้ ทหารไทยไปซูดานครั้งนี้ท้าทายกว่าทุกภารกิจ

วันที่ 2010-12-04 23:51:53 โดย เนชั่น – Breaking News

4 ธค. 2553 21:36 น. สนับสนุนโดย NECTEC

นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวระหว่างเข้าร่วมพิธีส่งกองกำลังเฉพาะกิจ 980 ไทย/ดาฟูร์ จำนวน 812 นาย จากกองบิน บน.6 ดอนเมือง ไปร่วมปฏิบัติการผสมสหประชาชาติ-สหภาพแอฟริกา ในดาฟูร์ เพื่อยุติวิกฤติการณ์ด้านมนุษยธรรม ระหว่างรัฐบาลซูดาน กับกองกำลังต่อต้านรัฐบาล ตามมติ ครม. ว่า ประเทศไทยในฐานะสมาชิกประชาชาติมีบทบาทการรักษาภารกิจรักษาสันติภาพ โดยร่วมปฏิบัติภารกิจมาแล้ว 20 ครั้ง เช่น ติมอร์ ในลักษณะกองร้อยทหารช่าง กองร้อยทหารราบ แต่ภารกิจที่ดาฟูร์ ซูดาน มีความสำคัญแตกต่างจากอดีต ซึ่งถือเป็นการตอบสนองนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลชุดนี้ ที่จะขยายบทบาทเชิงรุกทั้งการส่งเสริมสันติภาพ การพัฒนาด้านมนุษยธรรม ซึ่ง ครม.ได้ให้ความเห็นชอบ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวด้วยว่า กองกำลังเฉพาะกิจนี้มีภารกิจที่แตกต่างและท้าทายมากกว่าการปฏิบัติภารกิจด้านสันติภาพอื่นๆที่ไทยเคยร่วม ทั้งสถานการณ์ที่ขัดแย้งรุนแรง ความแตกต่างด้านสภาพแวดล้อม ฉะนั้นการเข้าร่วมครั้งนี้จึงเป็นประวัติศาสตร์ของไทยและอัฟริกา นอกจากนี้กองกำลังเฉพาะกิจยังทำหน้าที่เป็นทูตสันถวไมตรีด้วย การส่งกองกำลังครั้งนี้ฝ่ายไทยมีการประสานตั้งแต่ต้นกับสหประชาชาติ และการเดินทางครั้งนี้รัฐบาลและประชาชนซูดานก็รับทราบแล้ว

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 

ข้อมูลขององค์กร

 หลายท่านอาจะพอทราบมาว่า มีแผนจะส่งทหารไทยไปซูดาน
แต่หลายท่านคงไม่รู้ว่า อุปกรณ์ที่เรานำไปบางส่วน ด้อยคุณภาพมาก
โดยเฉพาะในเรื่องอุปกรณ์ ปฐมพยาบาล และ แว่นนิรภัยที่ใช้ปกป้องดวงตา
กระทู้นี้ไม่ใช้บัตรสนเทศน์ แต่หากต้องการตรวจสอบ ก็สามารถติดต่อมาที่ผมได้ครับ

มีการจัดหา แว่น นิรภัย Revision ปลอมทำในจีนมาให้…ซึ่งต้องเข้าใจพอสมควร
เพราะ คุณลักษณะเฉพาะของกรมพลาธิการ มีเพียง แว่นกันฝุ่นกันลม และราคากลางของ กรมพลาธิการเรื่องแว่น ก็สามร้อยกว่าบาท
แต่ว่าภารกิจนี้ มีงบประมาณสนับสนุนมหาศาล และ กับการลงทุนด้าน สวัสดิภาพกำลังพลผู้ปฏิบัติงานค่อนข้างต่ำ
ก็อยากให้ใครที่มี ญาติผู้ใหญ่ หรือ ผู้ที่สนใจขุดคุ้ย ลองไปช่วยกันหน่อยครับ
นึกถึงเรื่องนี้ที่ไร ผมน้ำตาไหลทุกที เพราะ เราตีค่า ชีวิตของทหารต่ำมาก

กระทู้นี้เขียนตั้งแต่ช่วงเตรียมการ ตอนนี้ผลัดแรก เดินทางไปแล้วครับ บรรดาพี่น้องทหารที่เข้าใจควาสำคัญของอุปกรณ์ป้องกันสายตาก้ซื้อของแท้กันมาใช้เองบางคนไม่เอาของเทียมที่ซื้อให้ไปด้วยซ้ำ
ผมหวังว่าผลัดต่อไป ผบ.กองกำลังคงจะได้เข้าใจและแก้ไขในสิ่งที่เกิดขึ้นครับ

—  ทหารไทยเตรียมเดินทางไปปฏิบัติภารกิจ ที่ซูดาน มี.ค.- เม.ย. 53

กลาโหม 27 ส.ค.- พ.อ.ธนาธิป  สว่างแสง  โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงผลการประชุมสภากลาโหม ว่า ที่ประชุมรับทราบการเคลื่อนกำลังพลของกองกำลังเฉพาะกิจ 980 ไปปฏิบัติภารกิจสนับสนุนด้านมนุษยธรรม ที่เมืองดาร์ฟู ประเทศซูดาน  โดยจะเคลื่อนกำลัง 2 ห้วง คือ ห้วงที่ 1 จะเดินทางในเดือน มี.ค. 2553 เป็นกำลังจากทหารช่างและส่วนสนับสนุน ส่วนช่วงที่ 2 จะเดินทางในเดือน เมย. 2553 เป็นกำลังจากกองพันทหารราบจำนวน 18 กองร้อย.- สำนักข่าวไทย

ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง, หนังสือ, Books คั่นหน้า ลิงก์ถาวร