การปะทะกันระหว่างอารยธรรม และการจัดระเบียบโลกใหม่( The Clash of Civilizations and the Remaking of World Order)

 globus11

23 กค 2559ผลพวงในการจัดระเบียบโลกใหม่หลังค.ศ2012 ประเทศไทยปกครองโดยฟลาสซิสต์ทหารเป็นผู้มีอำนาจเต็มแบบมีระบบยุติธรรมร่วมขบวนการสมคบคิดการใช้อำนาจรัฐจากนักวิชาการ ดารานักร้อง สื่อมวลชนไทย ทุนผูกขาดประเทศไทยรวยแต่ผู้เดียวจัดฉากสร้างละครแบบให้มีรัฐประหารและจำกัดประชาชไม่ให้มีอาวุธ

-ประเทศตุรกี จากรัฐอืสลามเป็นรัฐประชาธิปไตยมีอิสระภาพเสรีศาสนาแยกจากการปกครองบ้านเมือง เพราะประชาชนมีอาวุธ ทหารมีนิวเคลียร์โดยทหารเรือและทหารอากาศยืนยันอยู่ในระบอบประชาธิปไตยซึ่งหายากในชาวมุสลิมที่มากล้นในโลกใบนี้ ภารดรภาพ เสรีภาพ เสมอภาค ที่นำหน้าเข็มแข็งมากที่สุดคือประเทศระวันดาไอดอลของชาวโลกไร้พรมแดน
 Samuel P. Huntington

การปะทะกันระหว่างอารยธรรม และการจัดระเบียบโลกใหม่( The Clash of Civilizations and the Remaking of World Order)

ประวัติ
เซ มวล พี ฮันติงตั้น (Samuel P. Huntington) นักรัฐศาสตร์(ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ)เกิด เมื่อวันที่ 18 เมษายน 1927 จบ ปริญญาตรี จากมหาวิทยาลัยเยล ปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยชิคาโก้และเอกจากฮาวาร์ดในปี 1951 ปัจจุบันเป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด และยังเป็นผู้อำนวยการสถาบัน จอห์น เอ็ม โอลิน แห่งการศึกษากลยุทธ และประธานของวิทยาลัยภูมิภาคและนานาชาติศึกษาแห่งศูนย์ความสัมพันธ์ระหว่าง ประเทศ

 “การประทะกันระหว่างอารยธรรมและการจัดระเบียบโลกใหม่” (The Clash of Civilization and the remaking of the New World Order) ถูกตีพิมพ์ในปี 1996 และได้รับการแปลถึงยี่สิบสองภาษา ก่อนหน้านี้ ฮันติงตั้นได้เขียนเป็นบทความในหัวข้อนี้ก่อนในปี 1993 สองปีหลังจากสหภาพโซเวียตล่มสลายและเป็นการโต้ตอบกับหนังสือ “จุดสุดท้ายของประวัติศษสตร์และมนุษย์คนสุดท้าย (End of History and the Last Man) ของฟรานซิส ฟูกูยาม่า (Francis Fukuyama) ซึ่งมองโลกหลังยุคสงครามเย็นในด้านดีนั้นคือโลกคือชัยชนะของประชาธิปไตยแบบ เสรีประชาธิปไตย

แนวคิดของเขาที่ว่าหลังสงครามเย็นแล้ว สิ่งที่คงเหลืออยู่ของความขัดแย้งระหว่างอารยธรรมสำคัญ ๆของโลกโดยเฉพาะอารยธรรมคริสต์เตียน (ตะวันตก)กับมุสลิม (ซึ่งตะวันตกมองว่าไม่เป็นประชาธิปไตย) และเหตุการณ์ก่อการร้าย 9/11 ก็ได้ทำให้แนวคิดของเขาโด่งดัง แต่เขาก็ถูกโจมตีอย่างหนักหน่วงจากนักวิชาการต่างๆ เช่นเอ็ดวาร์ด ซาอิด (Edward Said) ว่าเป็นแนวคิดที่มุ่งเน้นให้เกิดความขัดแย้งระหว่างตะวันตกกับตะวันออก หลังจากที่บทความของผมส่วนใหญ่แปลจากนักคิดฝ่ายซ้าย แนวคิดของเขาจัดเป็นนักคิดฝ่ายขวา

แน่นอนว่าถ้าคุณได้คุยกับคนอเมริกันที่ชื่นชมประเทศของตัวเองก็จะมีแนวคิด คล้ายๆ กับฮันติงตั้นอยู่มาก

 “การประทะกันระหว่างอารยธรรมและการจัดระเบียบโลกใหม่” ซึ่งถูกตีพิมพ์เมื่อสิบปีที่แล้ว

ความล่มสลายจากการพ่ายแพ้สงครามเย็น ของฝ่ายคอมมิวนิสต์ทำให้สหรัฐอเมริกา ก้าวขึ้นเป็นอภิมหาอำนาจแต่เพียงผู้เดียว และเป็นปัจจัยทำให้สถานการณ์โลกวิวัฒน์ไปในอีกแนวหนึ่ง ซึ่งสร้างความสนใจให้ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ และการเมืองระหว่างประเทศอย่างยิ่ง หลายคนเขียนหนังสือออกมาเพื่อเสนอกรอบอ้างอิงสำหรับใช้อ่านสถานการณ์โลก หนึ่งในจำนวนนั้นได้แก่ Samuel P. Huntington อาจารย์ในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ผู้มีความเชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เขาพิมพ์หนังสือชื่อ The Clash of Civilizations and the Remaking of World Order ซึ่งคงแปลว่า “การปะทะของอารยธรรมและการจัดระเบียบโลกใหม่” ออกมาเมื่อปี 2539 แม้จะพิมพ์ออกมา 10 ปีแล้ว หนังสือเรื่องนี้ยังมีความทันสมัยในหลากหลายด้านโดยเฉพาะสำหรับผู้ต้องการใช้เป็นเทียนส่องทาง เพื่ออ่านเหตุการณ์ปัจจุบันเกี่ยวกับด้านความขัดแย้งรุนแรงระหว่างโลกมุสลิมกับสหรัฐอเมริกาและพันธมิตร

เนื้อหาของหนังสือมีจุดมุ่งหมายเพื่ออธิบายข้อเสนอที่ว่า โลกแห่งอนาคตจะถูกกำหนดด้วยวัฒนธรรม และอารยธรรม เนื่องจากอัตลักษณ์ทางอารยธรรมเป็นปัจจัยทั้งในการเชื่อมความผูกพันและในการก่อความแปลกแยกระหว่างสังคมมนุษย์ เนื้อหาแยกออกเป็น 5 ตอนเริ่มด้วย (1) การทบทวนวิวัฒนาการด้านอารยธรรม นำไปสู่ (2) การเปลี่ยนสมดุลระหว่างอารยธรรม ทำให้เกิด (3) การจัดระเบียบ และ (4) การปะทะกันของอารยธรรม(5) อนาคตของโลก

ย้อนไปหลายพันปีมนุษย์มีอารยธรรมใหญ่ๆ อยู่ในหลายส่วน อารยธรรมเหล่านี้มีการติดต่อกันเพียงจำกัดจนกระทั่งเมื่อประมาณ 500 ปีที่ผ่านมาเมื่อความก้าวหน้าด้านการคมนาคมทำให้การติดต่อเป็นไปได้ง่ายขึ้น หลังจากนั้นความสัมพันธ์ของรัฐต่างๆ เป็นไปใน 2 มิติคือ มิติแรกเกี่ยวกับอารยตะวันตกซึ่งครอบคลุมรัฐต่างๆ ของฝรั่งในยุโรปและอเมริกา ในระหว่างรัฐเหล่านี้มีทั้งการร่วมมือกัน การชิงดีชิงเด่นกันและการทำสงครามกัน มิติที่ 2 เกี่ยวกับการขยายตัวของรัฐในอารยธรรมตะวันตกไปรุกราน และยึดอารยธรรมอื่นเป็นเมืองขึ้นของตน การเมืองระหว่างประเทศเป็นไปในรูปของ 2 มิติดังกล่าวจนกระทั่งถึงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2เมื่อสงครามเย็นก่อตัวขึ้น

ในระหว่างสงครามเย็นโลกแบ่งออกเป็น 3 ส่วนและ 2 ขั้วอำนาจ นั่นคือ ส่วนแรกเป็นประเทศที่รวมตัวกันเป็นขั้วอำนาจ อันประกอบด้วยสังคมประชาธิปไตยนำโดยสหรัฐอเมริกา ส่วนที่ 2 เป็นขั้วอำนาจของประเทศที่ปกครองด้วยระบบคอมมิวนิสต์ นำโดยสหภาพโซเวียต สองขั้วอำนาจนี้แข่งขันกันอย่างเข้มข้นเพื่อหวังแผ่ขยายไปสู่โลกส่วนที่ 3 ซึ่งมักเป็นประเทศด้อยพัฒนาและประเทศเกิดใหม่ การแข่งขันนั้นบางครั้งนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงในโลกส่วนที่ 3 ถึงขนาดต้องทำสงครามกัน และดำเนินไปเช่นนั้นจนกระทั่งสงครามเย็นยุติลงเมื่อสหภาพโซเวียนล่มสลายในปี2534

ในระหว่างสงครามเย็นนั้นชาวโลกแยกกันออกตามความแตกต่างของอุดมการณ์ทางการเมืองและระบบเศรษฐกิจ เมื่อระบบคอมมิวนิสต์พ่ายแพ้ชาวโลกเลิกยึดอุดมการณ์ดังกล่าว และมองหาสิ่งใหม่ มาใช้เป็นกรอบอ้างอิงทางด้านอัตลักษณ์ของตน ยังผลให้ชาวโลกหันกลับไปใช้สิ่งที่พวกเขาเคยใช้มาในอดีต นั่นคือ เชื้อชาติ ศาสนา ภาษา ประเพณี เผ่าพันธุ์และแนวการดำเนินชีวิตซึ่งประกอบกันเป็นวัฒนธรรมและอารยธรรม เมื่อเป็นเช่นนั้นการเมืองระหว่างประเทศจึงดำเนินไปมิใช่เพื่อแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์ดังแต่ก่อนเท่านั้น หากยังเพื่อเสริมสร้างอัตลักษณ์ของกลุ่มชนและรัฐให้เด่นชัดขึ้นอีกด้วย หลังจากสงครามเย็นยุติไม่นานชาวโลกก็แยกกันออกเป็น 8 กลุ่มใหญ่ๆ ตามแนววัฒนธรรมดังนี้ นำไปสู่

-วัฒนธรรมจีน ซึ่งมีประวัติไปหลายพันปีและปัจจุบันนี้ประกอบด้วยจีนบนผืนแผ่นดินใหญ่ ชุมชนจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และวัฒนธรรมใกล้เคียงได้แก่ เกาหลีและ เวียดนาม

– วัฒนธรรมญี่ปุ่น ซึ่งแยกออกมาจากจีนเมื่อเกือบ 2,000 ปีมาแล้ว

– วัฒนธรรมฮินดู ซึ่งมีประวัติประมาณ 4,000 ปีและครอบคลุมพื้นที่ในเอเชียใต้ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่อินเดีย

– วัฒนธรรมอิสลาม ซึ่งมีประวัติราว1,400 ปี และมีศูนย์กลางอยู่ที่คาบสมุทรอารเบียและแผ่ขยายไปถึงหลายทวีป

– วัฒนธรรมคริสต์ตะวันออก ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ในรัสเซีย

– วัฒนธรรมตะวันตก ซึ่งเริ่มเมื่อราว 1,300 ปีที่แล้วและมีศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกและโปรเตสแตนต์เป็นหลักยึด ประกอบด้วยยุโรป อเมริกาเหนือ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์

– วัฒนธรรมละตินอเมริกา ซึ่งแยกออกมาจากยุโรปและมีศูนย์กลางอยู่ในอเมริกาใต้และอเมริกากลาง

– วัฒนธรรมแอฟริกา ซึ่งครอบคลุมผืนที่ส่วนใหญ่ในทวีปนั้น อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญส่วนมากไม่ยอมรับว่าแอฟริกาส่วนนี้ มีความโดดเด่นจนสามารถจัดเป็นอารยธรรมได้

ในจำนวนกลุ่มต่างๆ นี้ กลุ่มตะวันตกมีพลังทางเศรษฐกิจและทางทหารสูงที่สุด อย่างไรก็ตามวิวัฒนาการในช่วงเวลา 50 ปีที่ผ่านมาทำให้พลังทางเศรษฐกิจและทางทหารของกลุ่มนี้ในเชิงเปรียบเทียบกับกลุ่มอื่นลดลงเพราะกลุ่มใหญ่ๆ เช่น จีนและอินเดียประสบความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจสูง นอกเหนือจากนั้นกลุ่มเหล่านี้ ยังเริ่มมีพลังทางทหาร อันมีอาวุธทำลายล้างสูงไว้ในครอบครอง ในขณะเดียวกันกลุ่มที่มีศาสนาอิสลามเป็นแกนนำมีความร่ำรวยจากการขายน้ำมัน พร้อมกับการเพิ่มจำนวนของประชากรอย่างรวดเร็ว ความร่ำรวยและการเพิ่มของประชากร ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในด้านโครงสร้างทางเศรษฐกิจ และทางสังคมอย่างใหญ่หลวง ยังผลให้ประชาชนส่วนหนึ่ง ซึ่งต้องการหาที่พึ่งทางจิตใจหันไปยึดศาสนาเป็นหลักแบบตกขอบ

เนื่องจากอารยธรรมต่างๆ เป็นอารยธรรมเก่าแก่โดยเฉพาะจีน อินเดีย และอิสลาม คนรุ่นหลังในอารยธรรมเหล่านี้ ซึ่งมีความเข้าใจความเป็นไปในอารยธรรมตะวันตกอย่างถ่องแท้ เริ่มมองเห็นว่าวัฒนธรรมของตนนั้น ไม่ด้อยค่ากว่าของกลุ่มตะวันตกเลย ทั้งที่กลุ่มตะวันตกมีความก้าวหน้ากว่าในหลายด้าน นอกจากนั้นพวกเขายังมองอีกว่า บางด้านของวัฒนธรรมตะวันตกเป็นสิ่งชั่วร้าย ในขณะเดียวกันบางส่วนของกลุ่มตะวันตก ยังดึงดันที่จะบอกว่า วัฒนธรรมของตนนั้นเหนือกว่าของผู้อื่น ความเห็นที่ต่างกันนี้นำไปสู่วิวัฒนาการของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทั้งในแนวของการรอมชอม และแนวของการต่อต้านวัฒนธรรมตะวันตกอย่างรุนแรง โดยเฉพาะจากบางส่วนของกลุ่มอิสลาม วิวัฒนาการเหล่านี้จะมีผลกระทบใหญ่หลวงต่อเสถียรภาพของโลกแห่งอนาคต


The Clash of Civilizations and the Remaking of World Order การปะทะของอารยธรรม และการจัดระเบียบโลกใหม่ (จบ)

คอลัมน์ ผ่ามันสมองปราชญ์ โดย ดร.ไสว บุญมา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 03 สิงหาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3815(3015)

หลังจากที่โลกแบ่งออกเป็น 8 กลุ่มใหญ่ตามแนววัฒนธรรมแล้ว ชุมชนและประเทศที่มีวัฒนธรรมคล้ายกัน เริ่มเกาะกันเป็นกลุ่มก้อนรอบแกนนำที่มีพลังทางทหารและเศรษฐกิจสูง กลุ่มของวัฒนธรรมตะวันตกแยกแกนนำออกเป็น 2 ขั้วซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่สหรัฐอเมริกาและที่ตลาดร่วมยุโรปอันมีเยอรมนีและฝรั่งเศสเป็นหัวจักร พร้อมกับมีอังกฤษเป็นส่วนประกอบสำคัญของทั้ง 2 ขั้ว กลุ่มอื่นที่มีแกนนำประเทศเดียว ได้แก่ จีน อินเดีย รัสเซีย และญี่ปุ่น 

ส่วนอีก 3 กลุ่มที่ยังไม่มีแกนนำชัดเจน ได้แก่ กลุ่มอิสลาม ละตินอเมริกา และแอฟริกา ผู้เขียนคาดว่า ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มเหล่านี้จะเป็นไปในรูปของคู่ปรปักษ์ มากกว่าความร่วมมืออย่างใกล้ชิด และจะนำไปสู่ความขัดแย้งใน 2 ระดับ คือ ระดับปลีกย่อยหรือระดับท้องถิ่น และระดับรวม ในระดับท้องถิ่นความขัดแย้งที่รุนแรงที่สุด จะเป็นความขัดแย้งที่ชุมชนมุสลิมทะเลาะกับเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นสมาชิกของกลุ่มตะวันตก กลุ่มรัสเซีย กลุ่มอินเดีย และกลุ่มแอฟริกา ความขัดแย้งนี้อาจขยายกว้างขึ้น หากมหาอำนาจไม่พยายามยับยั้งแต่กลับเข้าถือหางฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ส่วนในระดับรวมความขัดแย้งที่รุนแรงที่สุดจะเป็นความขัดแย้งซึ่งเกิดจากฝ่ายกลุ่มตะวันตก กับฝ่ายที่มีกลุ่มอื่นรวมกันและจะเป็นปัจจัยสำคัญของการเมืองระหว่างประเทศ 

ปัจจัยที่จะทำให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงระหว่างกลุ่มตะวันตกกับกลุ่มอื่น ได้แก่ ความพยายามของกลุ่มตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาที่จะแพร่ขยายวัฒนธรรมของตนออกไปครอบงำกลุ่มอื่น การเอาชนะระบบคอมมิวนิสต์ ได้ทำให้สหรัฐอเมริกาคิดว่า อุดมการณ์ของตนมีค่าสูงสุดที่ผู้อื่นควรนำไปใช้ จริงอยู่ภายในกลุ่มอื่นทั้ง 7 กลุ่มนั้นมีคนส่วนหนึ่งเห็นด้วย 

แต่คนส่วนใหญ่ไม่เห็นว่าวัฒนธรรมตะวันตกเหมาะสมสำหรับสังคมของตน และเห็นว่าสหรัฐอเมริกากำลังล่าอาณานิคมในอีกรูปแบบหนึ่งเท่านั้น 

ชาวโลกที่เห็นเช่นนี้ชี้ให้เห็นว่าสหรัฐอเมริกามักพูดอย่างทำอย่างเสมอ เช่น พยายามผลักดันให้บางประเทศ เป็นประชาธิปไตย แต่ไม่ยอมผลักดันประเทศที่มีน้ำมันมาก เช่น ซาอุดีอาระเบีย หรือ ต้องการประชาธิปไตย ตราบใดที่ผู้ปฏิบัติตามศาสนาอิสลามแบบตกขอบ ไม่ชนะการเลือกตั้ง หรืออิสราเอลมีอาวุธนิวเคลียร์ได้แต่ห้ามมิให้อิหร่านมี หรือผลักดันการค้าเสรีแต่ไม่ยอมเปิดตลาดการเกษตรให้แก่ประเทศอื่น  

ความขัดแย้งรุนแรงระหว่างกลุ่มตะวันตกกับกลุ่มอื่นนั้นที่สำคัญที่สุดจะเป็นความขัดแย้งกับกลุ่มอิสลามและจีน ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มตะวันตกกับอิสลามมีประวัติมาตั้งแต่ครั้งศาสนาอิสลามเริ่มแพร่ขยายออกไปจากคาบสมุทร อารเบียเมื่อราว 1,300 ปีที่แล้ว ชาวมุสลิมยกทัพบุกเข้าไปในยุโรปของชาวคริสต์ และยึดครองเนื้อที่ซึ่งเป็นประเทศสเปนในปัจจุบันอยู่เป็นเวลานาน หลังจากนั้นชาวคริสต์ก็ตอบโต้จนเกิดสงครามศาสนา โดยเฉพาะการยกทัพของชาวยุโรป ไปรุกรานในย่านตะวันออกกลางในนามของ สงคราครูเสดหลายต่อหลายครั้ง 

ต่อจากนั้นชาวคริสต์ก็ต่อสู้กับอาณาจักรออตโตมาน ซึ่งนับถือศาสนาอิสลาม จนกระทั่งถึงสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่ออาณาจักรออตโตมานพ่ายแพ้แก่กลุ่มตะวันตก อังกฤษ ฝรั่งเศส และอิตาลีเข้าไปยึดครองแผ่นดินในย่านตะวันออกกลาง ของชาวมุสลิม ความขัดแย้งรุนแรงนี้มีรากเหง้ามาจากความเชื่อของทั้งสองฝ่ายว่า ศาสนาและวัฒนธรรมของตนนั้น เหนือชั้นกว่าศาสนาและวัฒนธรรมของคนอื่น และในปัจจุบันแสดงออกมาในรูปต่างๆ อันเป็นการกระทำของกลุ่มตะวันตกเป็นส่วนใหญ่ เช่น การกดดันให้เกิดประชาธิปไตยในดินแดนมุสลิม การเข้าไปยึดครองทรัพยากรน้ำมัน และการเข้าไปยุ่งเกี่ยวในเรื่องภายในของสังคมอื่น ทางฝ่ายอิสลามตอบโต้ด้วยการก่อการร้าย 

ทางด้านความสัมพันธ์และความขัดแย้งกับจีนนั้นมีรากฐานมาจากจีนเป็นวัฒนธรรมเก่าแก่ และมีความเชื่อมั่น ในวัฒนธรรมของตนสูง หลังจากซบเซามาเป็นเวลาหลายร้อยปี จีนสามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจของตนได้ และต้องการขยายอิทธิพลของตน ไปครอบงำสังคมอื่นโดยเฉพาะในเอเชียตะวันออก นอกเหนือจากนั้น จีนยังต้องการแสวงหาทรัพยากรไปป้อนเศรษฐกิจ  และการบริโภคของตน ซึ่งขยายตัวในอัตราสูงที่สุดในโลกมาเป็นเวลาราว 20 ปีแล้ว เนื่องจากจีนมีประชากรเกิน 1,200 ล้านคน ความต้องการของจีนจึงมีจำนวนมหาศาล แม้ทั้งสองฝ่ายจะค้าขายแลกเปลี่ยนกันอย่างเปิดเผย แต่ลึกๆ แล้วทั้งคู่ไม่ไว้ใจกันและถือว่าอีกฝ่ายหนึ่ง คือปรปักษ์สำคัญในอนาคต 

หลังจากพิจารณาว่าความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มต่างๆ จะวิวัฒน์ไปทางไหนได้บ้าง ผู้เขียนสรุปว่า กลุ่มตะวันตกจะมีความสัมพันธ์ในขั้นขัดแย้งรุนแรงสูงสุดกับจีน และกลุ่มอิสลาม- จีน(อุยกูร์)จะมีความขัดแย้งในขั้นรุนแรงสูงสุด กับอินเดีย และกลุ่มตะวันตก  อีกทั้งกลุ่มอิสลามยังจะขัดแย้งในขั้นรุนแรงสูงสุดกับกลุ่มตะวันตก อินเดีย รัสเซีย และกลุ่มแอฟริกา ส่วนรัสเซียจะมีความขัดแย้งขั้นรุนแรงสูงสุดกับญี่ปุ่น(ทาสสหรัฐอเมริกา)  ความขัดแย้งขั้นรุนแรงเหล่านี้จะเป็นฐานของการหาพันธมิตร กับกลุ่มอื่นไว้เป็นฝ่ายของตน ทำให้การเมืองระหว่างประเทศวิวัฒน์ไปอย่างสลับซับซ้อนมากขึ้นกว่าในสมัยสงครามเย็น 

ณ วันนี้แม้กลุ่มวัฒนธรรมตะวันตกจะมีพลังทางเศรษฐกิจและทางทหารมากที่สุด แต่พลังนั้นลดลงในเชิงเปรียบเทียบ กับของกลุ่มอื่นเพราะฝ่ายหลังกำลังก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เนื่องจากประวัติศาสตร์บ่งว่าไม่มีมหาอำนาจไหนอยู่ได้ค้ำฟ้า ฉะนั้นหากยึดเอาประวัติศาสตร์เป็นเกณฑ์กลุ่มตะวันตกจะเสื่อมลง และมีกลุ่มอื่นขึ้นมาแทน 

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันนี้มีชาวตะวันตกส่วนหนึ่งมองว่าวิวัฒนาการเช่นนั้นจะไม่เกิดขึ้นอีก และกลุ่มตะวันตกจะสามารถเอาชนะกลุ่มอื่นได้และอยู่ไปชั่วนิรันดร์ แต่ผู้เขียนเห็นว่าถ้ากลุ่มตะวันตก ดำเนินนโยบายไปตามแนวคิดนั้นโลกจะมีปัญหาใหญ่หลวง เขาเห็นว่าทางออกมีทางเดียวนั่นคือ กลุ่มตะวันตกจะต้องป้องกันความเสื่อมทางสังคมของตน ซึ่งกำลังกำเริบอยู่ในขณะนี้มิให้เลวร้ายขึ้นไปอีก และยอมรับความสำคัญของวัฒนธรรมอื่น พร้อมกันนั้นกลุ่มอื่นก็จะต้องยอมรับความสำคัญของวัฒนธรรมตะวันตกเช่นกัน 

ข้อสังเกต-วิวัฒนาการที่เกิดขึ้นในช่วง 10 ปีหลังจากหนังสือเล่มนี้พิมพ์ออกมาคงแสดงให้เห็นอย่างแจ้งชัดแล้วว่า ข้อเสนอหรือความหวังของผู้เขียนนั้นไม่มีใครให้ความสนใจและนำไปใช้เป็นแนวปฏิบัติเลย เราจึงเห็นเหตุการณ์ใหญ่ๆ เกิดขึ้น เช่น ชาวมุสลิมจี้เครื่องบินโดยสารเพื่อใช้เป็นอาวุธถล่มตึกใหญ่ๆ ในสหรัฐอเมริกาเมื่อวันวันที่ 11 กันยายน 2544 และใช้การก่อการร้ายเป็นอาวุธทำลายผลประโยชน์ของกลุ่มตะวันตกเป็นระยะๆ สหรัฐอเมริกาใช้ข้ออ้าง ซึ่งปราศจากฐานความเป็นจริงพาพรรคพวกยกกองทัพไปบุกและยึดครองอิรัก และยังพยายามเพิ่มแสนยานุภาพต่อไปอย่างไม่หยุดหย่อน สมาชิกในกลุ่มอื่นก็ทำเช่นเดียวกัน การเพิ่มกำลังทางทหารอย่างไม่หยุดหย่อนเช่นนี้ชี้ให้เห็นว่าผู้เขียนอ่านสถานการณ์ถูก 

นั่นคือความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มต่างๆ ส่วนใหญ่จะวิวัฒน์ไปในรูปของความขัดแย้งมากกว่าความเป็นมิตร ในสภาพเช่นนี้ประเทศเล็กๆ ที่ไม่มีอำนาจและบทบาทในการกำหนดชะตาของโลกดังเช่นมหาอำนาจจะทำอย่างไร ? นั่นเป็นการบ้านที่ทุกสังคมต้องขบคิด 

สำหรับประเทศที่มีชนกลุ่มน้อยที่มีวัฒนธรรมแตกต่างจากชนกลุ่มใหญ่ รวมทั้งสังคมไทยด้วย หนังสือเรื่องนี้มีข้อคิดว่าถ้าชน กลุ่มใหญ่ไม่ยอมรับความแตกต่างของชนกลุ่มน้อยและพยายามจะครอบงำวัฒนธรรมของเขา ความขัดแย้งจะรุนแรงย่างไม่มีที่สิ้นสุด 

ในขณะเดียวกันชนกลุ่มน้อยก็ต้องยอมรับสภาพของความเป็นจริง การจับอาวุธขึ้นต่อสู้กับชนกลุ่มใหญ่ เพื่อจะแยกตัวออกไปต่างหากมักไม่เป็นผล ทางออกได้แก่ทั้งสองฝ่ายจะต้องให้ความสำคัญต่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ประวัติศาสตร์บ่งว่าการอยู่ด้วยกันอย่างสันติมิใช่สิ่งที่อยู่ไกลเกินเอื้อม มันเกิดขึ้นได้หากทั้งสองฝ่าย หันหน้าเข้าหากันด้วยความจริงใจ สิ่งที่จะก่อให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวง เมื่อสองฝ่ายไม่ยอมหันหน้าเข้าหากัน คือการฉวยโอกาสเข้าแทรกแซงของผู้อื่น

 18 -8- 2006

ฮันติงตั้นอายุ79ปีได้ให้สัมภาษณ์ขณะนั่งอยู่ใต้ต้นแอ็บเปิ้ลในสวนหลังบ้านพักตากอากาศของเขา

ผู้สัมภาษณ์  มาร์ก โอ คีฟเฟอร์ รองผู้อำนวยการและบรรณาธิการ แห่ง Pew Forum on Religion & PublicLife

คีฟเฟอร์

คุณ ได้รับการยอมรับในหลายทศวรรษว่าเป็นหนึ่งในนักรัฐศาสตร์ชั้นนำของประเทศนี้ ภายหลังสงครามเย็น คุณเริ่มเน้นไปที่ศาสนามากขึ้น อะไรทำให้มีการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ครับ ?

ฮันติงตั้น

ศาสนา เป็นแง่มุมหนึ่งของความสนใจอันยวดยิ่งที่ผมเริ่มมีมากขึ้นในช่วงสงครามเย็น ในการมองเห็นว่าสังคมที่แตกต่างกันนั้นวิวัฒนาการไปในทางไหน ผมก็ได้ข้อสรุปว่าศูนย์กลางสำหรับการกำหนดทิศทางของพวกมันก็คือวัฒนธรรมอัน หมายถึงค่านิยมและทัศนคติของตัวศาสนาเอง วัฒนธรรมวิวัฒนาการและเปลี่ยนแปลง แต่พวกมันแทบจะรวมไปถึงองค์ประกอบใหญ่ของจารีตทุกครั้งไป ดังนั้นผมจึงเริ่มต้นมองไปที่วัฒนธรรมที่แตกต่างกันทั่วโลก แน่นอนว่ามีวัฒนธรมต่างๆ จำนวนมหาศาล แต่สำหรับผมแล้วมันดูจะมีวัฒนธรรมสำคัญแปดหรือเก้าวัฒนธรรมนั่นคือ ตะวันตก ออร์โทด็อกซ์ ฮินดู อิสลาม ซินนิก (จีน) พุทธ ลาตินอเมริกา แอฟริกาและญี่ปุ่น

ผมเริ่มหันมามองโลกโดยผ่านคำเหล่านั้น ซึ่งนำผมไปสู่ทฤษฎีการปะทะกันระหว่างอารยธรรมและความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน ของวัฒนธรรมต่าง ๆ แน่นอนว่าผมไม่คิดว่าผมเสนอความคิดว่าวัฒนธรรมเป็นเพียงสิ่งเดียวที่สามารถ นำมาอธิบาย แต่มันเป็นเรื่องสำคัญเพราะพวกมันได้เป็นตัวเติมแต่งพื้นฐานของมนุษย์ในการ เริ่มคิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความสัมพันธ์ที่พวกเขามีต่อ กันอย่างไร ผมคิดว่าพวกเราต่างรู้สึกสบายๆ กับคนที่มีวัฒนธรรม ภาษาและค่านิยมคล้ายคลึงกันมากกว่าที่แตกต่างกัน

มีวัฒนธรรมอยู่ มากมายในโลกใบนี้ พวกมันเกือบทั้งหมดเกี่ยวข้องกับคนกลุ่มเล็ก ๆ แต่ผมเห็นว่ามีอยู่แปดหรือเก้าวัฒนธรรม ดังนั้นผมจึงสนใจที่พวกมันว่าพวกมันเปลี่ยนแปลงอย่างไร พวกมันต่างมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกันอย่างไรในบัดนี้และความแตกต่างทาง วัฒนธรรมได้แตกต่างจากวิถีที่รัฐต่างๆ มีปฏิสัมพันธ์ต่อกันอย่างไร

คุณเห็นว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างเหนียวแน่นระหว่างวัฒนธรรมและศาสนา คุณสามารถอธิบายได้ไหมครับ ?

ศาสนา คือองค์ประกอบหนึ่งของวัฒนธรรมของมนุษย์ มีสิ่งอื่น เช่นภาษาซึ่งก็สำคัญที่สุด แต่ศาสนาก็สำคัญยิ่งยวดเพราะมันได้นำสิ่งกรอบแนวคิดให้กับการมองโลกของ มนุษย์ ภาษาทำให้พวกเขาสามารถสื่อสารกับโลกได้ แต่ศาสนาให้กรอบแนวคิดในเกือบทุกกรณี

กอง บรรณาธิการของนิตยสารฟอเร็น แอ็ฟแฟร์ส์ได้บอกว่าบทความของคุณคือ “การปะทะกันทางอารยธรรม ?” ซึ่งแน่นอนว่านำไปสู่หนังสือชื่อเดียวกันคือหนึ่งในผลงานที่ทรงอิทธิพลที่ สุดในประวัติศาสตร์ของนิตยสาร จะเป็นรองก็แค่บทความของจอร์จ เคนเนนที่อิงอยู่บน”โทรเลขฉบับยาว”ต่อลัทธิการโอบล้อมศัตรู (containment) ซึ่งเป็นตัวกำหนดพื้นฐานของนโยบายสหรัฐฯในช่วงสงครามเย็น ทำไมคุณถึงคิดว่าบทความนี้จึงทำให้คนจำนวนมากไม่พอใจ ?

ผม ยินดีที่มันทำให้คนจำนวนมากไม่พอใจ ผมออกจะรู้สึกประหลาดใจเมื่อมันถูกตีพิมพ์ แต่ในการมองกลับไปที่สิ่งต่าง ๆที่ผมเขียนและสิ่งต่าง ๆที่คนอื่นเขียน ผมคิดว่าขอบเขตของบางสิ่งนั้นมีผลกระทบที่ขึ้นอยู่ในบางส่วนกับหลักตรรกะของ แนวคิดของมันและหลักฐานที่มันนำเสนอ แต่มันก็ยังขึ้นอยู่กับจังหวะอย่างยิ่ง คุณต้องเสนอแนวคิดนั้นในเวลาที่ถูกต้อง ถ้าคุณดันไปเสนอเร็วไปห้าปี หรือช้าไปห้าปี ก็จะไม่มีใครสนใจมัน………

แน่นอนว่าคุณไม่ได้พยากรณ์เหตุการณ์ 9/11 แต่เราสามารถกล่าวได้ว่าคุณได้พยากรณ์ต่อบริบทที่ทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้

อันนี้คงไม่ต้องพูดถึงครับ

ใน ผลกระทบโดยทันทีของเหตุการณ์ 9/11 คุณคิดว่าการโจมตีคือความพยายามของโอซาม่า บิน ลาเดน ในการที่จะนำสหรัฐฯ และตะวันตกไปสู่การปะทะขั้นสูงสุดของอารยธรรมกับอิสลาม ดังที่เราได้จัดงานระลึกครบรอบห้าปีของโศกนาฎกรรมครั้งนี้ คุณคิดว่าเขาทำสำเร็จไหม ?

ผมไม่คิดว่าผมจะให้เครดิตแก่เขา แต่แน่นอนมันดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ระหว่างอิสลามและตะวันตก ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเกิดความยุ่งยากขึ้นต่างๆ นาๆ ในมุมกว้างๆ แล้ว ความยุ่งยากเหล่านั้นคือผลลัพธ์ของขอบเขตที่โลกมุสลิมได้รับผลกระทบจากลัทธิ ล่าอาณานิคมของตะวันตก ประชาชนในพื้นที่เหล่านั้นเริ่มที่จะสร้างพื้นที่ให้กับตัวเอง ดังนั้นคุณจึงมีความตึงเครียดและความขัดแย้งซึ่งเกิดขึ้นระหว่างอำนาจของ จักรวรรดินิยมที่ค่อยๆ ล่าถอยทีละน้อยกับพลเมืองโลกที่สามที่กำลังสู้เพื่อตัวเอง

จะกล่าวได้ไหมว่าบัดนี้เรากำลังอยู่ในช่วงการปะทะกันขั้นสูงสุดของอารยธรรม ?

ไม่ ใช่แค่การปะทะกันแค่ครั้งเดียว แต่การปะทะกันหลายต่อหลายครั้งของวัฒนธรรมได้เกิดขึ้น และนี้ไม่ได้หมายความ ดังที่ผมคิดว่าได้ย้ำไปแล้วในบทความที่ว่า ไม่มีการปะทะกันภายในตัวอารยธรรมเอง แน่นอนว่ามันมี ในระดับกว้างมาก ความขัดแย้งและสงครามเกือบทั้งเมืองเกิดขึ้นระหว่างผู้คนที่อยู่ในอารยธรรม เดียวกัน ลองไปดูประวัติศาสตร์ยุโรปสิ ชาวยุโรปต่อสู้กันเองตลอดเวลา

แต่ บัดนี้ เพราะการเแปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญทั้งหลายในการสื่อสารและการเดินทาง ผู้คนจากอารยธรรมต่างๆ ล้วนมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันบนพื้นที่เท่าเทียมกันมากขึ้น ในอดีต ผู้คนในอารยธรรมหนึ่ง ๆ ยกตัวอย่างเช่นจีนหรือยุโรป ได้ขยายตัว เอาชนะและมีอิทธิพลต่อพลเมืองจากอารยธรรมอื่น ๆ

พวกเรามีโลกซึ่งมี อารยธรรมสำคัญเป็นจำนวนมาก มันเป็นโลกแห่งพหุลักษณ์ และขณะที่ไม่ต้องสงสัยว่าสหรัฐฯยิ่งใหญ่กว่าประเทศอื่น จึงเป็นเรื่องไร้ประโยชน์อย่างสิ้นเชิงที่จะคิดถึงสิ่งนี้อย่างหยาบๆ ในรูปแบบของการจัดอำนาจให้กับโลกแบบเรียงลำดับชั้น(ว่าสหรัฐฯครอบงำโลกอยู่ ชั้นบนสุด-ผู้แปล) สหรัฐฯ เช่นเดียวกับสหภาพยุโรป ญี่ปุ่นและตัวแสดงสำคัญอื่นๆ ล้วนก็ต้องพิจารณาต่อผลประโยชน์ต่างๆ และบางทีการตอบสนองต่อตัวผู้แสดงอื่น จากสิ่งที่พวกเขาทำ ผมคิดว่าแน่นอนศาสนามีบทบาทอย่างสำเร็จอย่างยิ่งยวด มันถูกสะท้อนให้เห็นอย่างกว้างๆ แต่ไม่ใช่เพียงอย่างเดียวในการผงาดขึ้นของสำนึกทางศาสนาของโลกมุสลิม

เราจะสามารถถอดชนวนความตึงเครียดกับโลกมุสลิมได้อย่างไร ?

ผม คิดว่าเราต้องมีทัศนคติที่เยือกเย็นกว่านี้และพยายามที่จะเข้าใจว่าความวิตก ของพวกเขาคืออะไร ผมคิดว่า เราต้องตระหนักว่ามีการแบ่งชั้นอย่างมหึมาในอิสลามและรัฐต่างๆ มันเป็นโลกแห่งพหุลักษณ์ เราควรที่จะตระหนักถึงสิ่งนั้น และเข้าไปจัดการกับส่วนที่เป็นปัจเจกชนและพยายามเอื้อต่อผลประโยชน์บาง ประการของพวกเขาในขอบเขตที่เราสามารถทำได้

คุณ ได้ให้คำปรึกษาต่อสหรัฐฯ และตะวันตกให้ต่อสู้กับการก่อการร้ายอย่างกร้าวร้าวแต่ปราศจาการการล่วง ละเมิดความมั่งคงของโลกอิสาม หรืออีกแง่มุมหนึ่ง คือการทำราวกับว่าสหรัฐฯ ไม่ได้โจมตีตัวอิสลามเอง คุณจะประเมินการปฏิบัติงานของรัฐบาลบุชได้แง่ดีอย่างไร ?

ผม เป็นพวกเดโมแครตนะครับ แต่ผมคิดว่าพวกเขาทำได้ดีทีเดียวในแง่มุมนั้น คุณใช้คำว่า “โลกอิสลาม” แต่โลกอิสลามนั้นมีการแบ่งแยกและมหลากหลายอย่างยิ่งของตัวศาสนาและรัฐ เป็นการหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่คุณจะต้องมีความสัมพันธ์ชนิดต่างๆ กับกลุ่มที่แตกต่างกันเช่นนั้น แน่นอนเราไม่ได้มีการปะทะกันอย่างรุนแรงหนักหน่วงของอารยธรรม มีการปะทะกันมากมาย และบางกรณีมีการคลี่คลายปัญหาได้สำเร็จกว่ากรณีอื่นๆ ผมเดาเอาว่าผมพึงพอใจอย่างยิ่งต่อสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะผมสามารถคาดเดาได้ว่า มันอาจเป็นเรื่องเลวร้ายได้มากกว่านี้อย่างไร

เรื่องราวที่เลวร้ายกว่านี้จะเป็นอย่างไรกันครับ ?

การ พัฒนาของพันธมิตรสำคัญๆ ของแต่ละฝั่ง หากประเทศของมุสลิมได้มารวมกลุ่มกันอย่างมีประสิทธิภาพและพยายามที่จะทวง อำนาจคืนต่อพื้นที่ของตะวันตกซึ่งพวกเขาเคยยึดครองเมื่อพันปีก่อน นั้นคือเคยครอบครอบสเปนทั้งหมดและส่วนดีๆ ของทางตะวันตกของฝรั่งเศส ในด้านทฤษฎี สิ่งนั้นอาจจะเกิดขึ้นในอนาคต แต่แน่นอนว่าตอนนี้ยังไม่เกิดหรอก

คุณ เขียนในหนังสือเล่มล่าสุดที่ชื่อ “Who Are We ?” ว่าสหรัฐฯ ตรงแก่นของมันนั้นคือวัฒนธรรมแองโกล-โปรเตสแตน ถ้าหากสิ่งนี้จริง แกนของการเป็นมิชชันนารีนั้น ถ้าหากผมใช้คำนี้นะครับ มีผลอย่างไรต่อการปะทะทางอารยธรรมกับอิสลาม ?

พวกเรามี วัฒนธรรมแบบแองโกล-โปรแตสแตน อันนี้ชัดแจ๋วเลย คุณใช้คำว่ามิชชันนารี ผมไม่คิดว่ามันจำเป็นต้องเป็นวัฒนธรรมแบบมิชชันนารีหรอก แต่ความจริงแล้วมันเป็นในบางช่วงเวลาเพราะอาณานิคมตรงชายฝั่งตะวันออกใน ศตวรรษที่สิบเจ็ดและสิบแปดนั้นถูกก่อตั้งโดยกลุ่มศาสนา ดั้งเดิมของพวกเราคือชาติศาสนา เราได้ส่งมิชชันนารีไปทั่วโลกจากลุ่มทางศาสนาโปรแตสแตน ,คาทอลิคและอื่นๆ ตั้งแต่การขยายตัวของอิสลามในศตวรรษที่เจ็ด ผมไม่คิดว่าจะมีกลุ่มใดนอกจากชาวคริสต์เตียนตะวันตกจะดำเนินงานการเปลี่ยน ศาสนาแม้แต่ชาวคริสต์นิกายออร์โธด็อกซ์ในรัสเซียก็ตาม ศาสนาของตะวันตกคือศาสนาของมิชชันนารี

คุณ ได้เห็นความพยายามของเราในการส่งออกค่านิยมแบบประชาธิปไตย ดังที่มีบางคนบอกว่าเป็นคุณค่าแบบอเมริกันในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของแรงจูงใจ แบบมิชชันนารีหรือแบบแองโกล-โปรแตสแตนหรือเปล่า ?

ในประเด็น ของสหรัฐฯ นั้นแรงจูงใจแน่นอนว่าได้มาจากมรดกแบบแองโกล-โปรแตสแตน แต่นี้ไม่ใช่แหล่งเพียงแหล่งเดียว คาทอลิคก็ถูกขับดันจากแรงจูงใจนั้นเช่นกัน มีบุคคลในทุกๆ ศาสนาผู้ซึ่งมีแรงจูงใจร่วมกันในการออกไปและพยายามให้คนอื่นเปลี่ยนมานับถือ ศาสนาตน แต่ในประวัติศาสตร์อเมริกันก็มีแน่นอนถ้าไม่ใช่แรงจูงใจที่ทรงพลังก็เป็น ลักษณะแกนกลาง เมื่อนักตั้งรกรากขยายไปทางตะวันตก พวกเขามักจะสังหารหมู่พวกอินเดียนแดงหากไม่ฆ่าก็จะบังคับให้เปลี่ยนศาสนา

คุณ ได้วิจารณ์ความคิดที่ว่าค่านิยมแบบอเมริกันนั้นเป็นสากล และคุณค่าเหล่านั้นควรที่จะถูกส่งออกไปยังประเทศอื่นผ่านประชาธิปไตย คุณช่วยอธิบายจุดนี้หน่อยได้ไหมครับ ?

ผมเสนอว่ามีวัฒนธรรม และระบบคุณค่าอันหลากหลายในโลก พวกมันมีองค์ประกอบที่คล้ายคลึงกัน แต่พวกมันก็มีมิติที่แตกต่างกัน วัฒนธรรมตะวันตกโดยเฉพาะอย่างยิ่งวัฒนธรรมอเมริกันมุ่งเน้นไปที่ลัทธิปัจเจก ชนนิยมอย่างมากกว่าวัฒนธรรมใด ๆที่ผมเคยรู้จักมา วัฒนธรรมอื่นๆ มุ่งเน้นไปที่ชุมชน,ครอบครัวและสังคม ในขณะที่เราพูดถึงสิทธิของปัจเจกชน เมื่อเราไปต่างประเทศและต้องขยายอิทธิพล เป็นธรรมชาติอย่างมากที่เราจะนำเอาคุณค่าและวัฒนธรรมไปกับเราและพยายามที่จะ แนะนำหรือบางครั้งบังคับให้คนอื่นยอมรับมัน

มัน ได้ทำให้คุณประหลาดใจหรือเปล่าที่ว่าเมื่อการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยได้ถูก จัดขึ้นในประเทศมุสลิมบางประเทศเมื่อไม่นานมานี้และที่ว่าพรรคแบบอิสลามถูก เลือกจากประชาชน ?

ผมสามารถตอบได้อย่างซื่อสัตย์ว่า”ไม่” มันไม่ได้ทำให้ผมประหลาดใจเลย ในต่างกรรมต่างวาระ ผมได้แสดงคำเตือนต่อคนที่ออกไปเผยแพร่ประชาธิปไตยว่าไม่ควรจะทึกทักว่ามัน เกิดจากรัฐบาลที่ได้อำนาจผ่านการเลือกตั้งที่ยุติธรรมในระดับหนึ่ง มันจะต้องเป็นการเสริมสร้างคุณค่าแบบเดียวกันที่เรามีและเป็นมิตรกับเรา

แต่ รัฐบาลที่ชนะโดยการเลือกตั้งต้องทำตามกระแสของสังคมและโดยมากคือกระแสชาติ นิยมของประชาชนตัวเองและมักจะเป็นการต่อต้านตะวันตกเสียด้วย

คุณคิดว่ารัฐบาลของบุชคิดผิดในการไม่ได้คาคว่าพรรคฮามัสจะก้าวขึ้นไปมีอำนาจโดยการเลือกจากชาวปาเลสไตน์หรือเปล่า ?

ผม คิดว่ามีความผิดพลาดธรรมดากับคนอเมริกันจำนวนมาก นี่รวมถึงคนทำงานในรัฐบาลของบุช ในการชื่นชมต่อความเป็นไปของสิ่งที่เกิดขึ้นและเสน่ห์แรงจูงใจทางศาสนา อีกครั้งที่เรามีแนวโน้มในการทำให้มันดูเหมือนว่าศาสนาเป็นสิ่งในอดีต

มอง ไปที่อนาคต คุณได้คาดว่าจะมีการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยในประเทศอิสลามและเราจะเห็นแนว โน้มของพรรคอิสลามก้าวขึ้นมามีอำนาจใช่ไหมครับ ?

ผมจะไม่ได้พยากรณ์เช่นนั้นแต่สำหรับผม มันดูเหมือนว่ามีความเป็นไปได้อย่างมหาศาลและอาจจะเกิดขึ้นในสังคมบางสังคม

คุณวิจารณ์ไม่เห็นด้วยกับการที่สหรัฐฯ เข้าไปในอิรักใช่ไหม ?

ครับใช่

ตอนนี้ยังคงไม่เห็นด้วยหรือเปล่าครับ ?

ครับ ผมไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องเข้าไป แน่นอนว่าอิรักเป็นผู้ผลิตน้ำมันสำคัญ และมันชัดเจนที่ว่าเราต้องการมีเสถียรภาพในพื้นที่อ่าวเปอร์เซีย เราต้องการต่อต้านการแผ่ขยายของอิทธิพลของพวกอิหร่านหัวรุนแรง แต่ผมไม่เห็นความจำเป็นสำหรับเราที่ต้องเข้าไปในอิรัก

คุณเห็นทางสำหรับเราในการออกจากอิรักหรือเปล่าครับ ?

มี ทางมากมายที่จะออกไป คำถามก็คือจะออกไปอย่างไรด้วยท่าทางที่ดูดีด้วยความรับผิดชอบซึ่งจะไม่ทำให้ เกิดผลร้ายยิ่งขึ้นไปกว่าตอนที่เราประจำการอยู่ที่นั่น และมันไม่ง่ายเลย แต่ผมคิดว่าการจัดตารางซึ่งไม่จำเป็นต้องประกาศล่วงหน้าในการถอนทหารทีละ เล็กทีละน้อย แล้วพยายามโยกย้ายความรับผิดชอบบางประการเกี่ยวกับอิรักไปประเทศต่างๆ หรือประเทศแถวอ่าวเปอร์เซียอื่นๆ หรือสหภาพยุโรปก็ถือได้ว่าเป็นการเริ่มต้น

คุณ เคยเป็นที่ปรึกษาของกระทรวงการต่างประเทศในช่วงทศวรรษที่หกสิบของรัฐบาล จอห์นสัน แต่ต่อมาคุณก็สรุปว่าปัญหาสำคัญกับนโยบายการต่างประเทศของเราคืออุดมคติของ เรา เช่นเดียวกันคุณเห็นว่าอุดมคตินี้เป็นตัวผลักดันนโยบายในอิรักของเราหรือ เปล่า ? นี่เป็นปัญหาหรือเปล่า ?

จุดศูนย์กลางซึ่งเป็นตัว ผนึกปัจจัยต่างๆ ในประเทศนี้คือชุดของความเชื่อและอุดมการณ์ทางการเมือง แทบจะโดยอัตโนมัติ เมื่อเราไปต่างประเทศ เราพยายามที่จะกล่อมเราให้ผู้คนเชื่อในความดีงามของความเชื่อและอุดมคติ เหล่านั้นเราพยายามที่จะสร้างสถาบันทางประชาธิปไตยตามแบบของอเมริกันใน อาณานิคมโดยตรงซึ่งเรามีเพียงน้อยนิด และนี่คือสิ่งที่เป็นธรรมชาติอย่างมาก ประเทศทุกประเทศได้ทำเช่นนั้นเมื่อพวกมันแพร่ขยายอิทธิพล

แต่ผม ประทับใจกับขอบเขตที่วัฒนธรรมและคุณค่าของเราแตกต่างจากส่วนสำคัญอื่นๆ ของโลก เราต้องตระหนักต่อขอบเขตของสิ่งที่เราทำ ถ้าคุณมองไปยังสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในสังคมเอเชียและยูเรเซีย ในประเด็นของอิทธิพลจากตะวันตก จำนวนของชนชั้นนำเพียงน้อยนิด นั้นคือปัญญาชนและผู้นำทางการเมืองซึ่งส่วนมากเคยเรียนในอ็อกฟอร์ด ,เคมบริดจ์หรือฮาร์วาร์ดได้ซึมซับค่านิยมและทัศนคติแบบตะวันตกและกลับไปยัง สังคมของพวกเขา แต่มักจะไม่ค่อยประสบความสำเร็จทางการเมืองนักแต่นักการเมืองที่อยู่ใน ประเทศของตัวเองและสร้างกระแสชาตินิยมได้มักจะมีแนวโน้มต่อความสำเร็จ มากกว่า….

คุณบอกว่าการตื่นตัวอย่าง มหาศาลในศตวรรษที่สิบแปดคือการฟื้นฟูทางศาสนาที่ถูก”มอบให้กับชาวอเมริกัน ด้วยความเชื่อที่ว่าพวกเขากำลังเข้าเกี่ยวข้องกับความพยายามทางคุณธรรมในการ นำความดีชนะความชั่ว” เรายังเป็นประเทศเปี่ยมด้วยความพยายามด้านคุณธรรมโดยเฉพาะทางศาสนาเช่นนั้น หรือเปล่า ?

ผมไม่รู้ว่าจะอธิบายมันโดยใช้คำถูกต้องหรือเปล่า ในตอนนี้ แต่ผมคิดว่าเราแตกต่างจากสังคมอื่น รวมไปถึงสังคมแบบยุโรป ต่อขอบเขตที่เราพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะอธิบายเป้าหมายของเราตามแบบของ คุณธรรมซึ่งในเกือบทุกกรณีบนรากฐานทางศาสนา และสิ่งนี้ได้สร้างนโยบายต่างประเทศของเราทั้งการปฏิบัติและแน่นอนในมุมมอง ของเราต่อคนอื่นๆ มันเป็นเรื่องทางศีลธรรมอย่างสูง

คุณ บอกว่าอเมริกาเป็นเพียงสิ่งที่น่าผิดหวังเพราะมันคือความหวังในด้านอุดมคติ ดังที่คุณเห็นในอนาคต อะไรทำให้คุณมีความหวังมากที่สุดสำหรับประเทศของเราและความสัมพันธ์ของมัน กับโลกทั้งหมด ?

ผมคิดว่าสิ่งอันยิ่งใหญ่เกี่ยวกับอเมริกาคือ ความเป็นพหุลักษณ์ของมันและความหลากหลายของกลุ่มต่างๆ ไม่ว่าชนเผ่า ,เชื้อชาติและกลุ่มทางศาสนากับการเมือง ซึ่งเรามีในประเทศนี้ อาจจะยกเว้นก็เพียงสงครามกลางเมือง เราต่างอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์ กับคนอื่น ๆและพัฒนาสังคมใหญ่ที่ทรงอิทธิพลที่สุดและเจริญอย่างสูงสุดในโลกนี้ สังคมซึ่งมีแกนหลักคือสังคมประชาธิปไตยซึ่งปกป้องเสรีภาพของการแสดงออกและ การนับถือศาสนา นี่คือความสำเร็จที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ของมนุษย์เป็น

 

 

 

 

ข้อความนี้ถูกเขียนใน หนังสือ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s