ปฏิบัติการผ่าคลอดรัฐใหม่ซูดานใต้

 เมืองคาร์ทูม สาธารณรัฐซูดาน

คาร์ทูม เป็นเมืองหลวงของรัฐคาร์ทูมและประเทศซูดาน ตั้งอยู่บริเวณที่มีการบรรจบกันของแม่น้ำไวท์ไนล์ ซึ่งไหลมาจากทะเลสาบวิกตอเรีย และแม่น้ำบลูไนล์ที่ไหลมาจากประเทศเอธิโอเปีย ตัวเมืองมีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 2,207,794 คน ปัจจุบัน ซูดานยังคงมีปัญหาความไม่สงบและมีการสู้รบกันภายในประเทศ เป็นเหตุให้มีประชาชนล้มตายเป็นจำนวนมาก

หมายเหตุ – ซูดาน เป็นประเทศที่มีพื้นที่มากที่สุดในทวีปแอฟริกา และมีพื้นที่มากเป็นอันดับที่ 10 ของโลก ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของทวีป มีพรมแดนทางทิศเหนือติดกับประเทศอียิปต์ ทิศตะวันออกเฉียงเหนือติดทะเลแดง ทิศตะวันออกติดกับเอริเทรียและเอธิโอเปีย ทิศตะวันออกเฉียงใต้ติดกับเคนยาและยูกันดา ทิศตะวันตกเฉียงใต้ติดกับคองโกและสาธารณรัฐแอฟริกากลาง ทิศตะวันตกติดกับประเทศชาด และทิศตะวันตกเฉียงเหนือติดกับลิเบีย ปัจจุบันซูดานกลายเป็นประเทศที่ขาดความมั่นคงตามดัชนีความเสี่ยงของการเป็น รัฐที่ล้มเหลว เพราะปกครองแบบเผด็จการทหารและมีการก่อสงครามในเขตดาร์ฟูร์ – วิกิพีเดีย

 แม่น้ำไนล์  ถือว่าเป็นแม่น้ำสายหลักของทวีปแอฟริกา  และเป็นแม่น้ำที่ยาวที่สุดในโลก  แม่น้ำสายนี้ไหลไปทางทิศเหนือนะครับ  ไม่เหมือนเจ้าพระยาบ้านเรา
แม่น้ำสายนี้มีแม่น้ำสาขาใหญ่ ๆ 2  สาย  คือ แม่น้ำสีขาว  และแม่น้ำสีน้ำเงิน ทำไม่ถึงเรียกว่าแม่น้ำสีขาว  และสีน้ำเงินก็ไม่รู้  ไม่เหมือนที่อุบลราชธานี  เราเรียกกันว่าแม่น้ำสองสี  เพราะมีสีขุ่นและสีใสนั่นเอง
แม่น้ำไนล์สีขาว  (White Nile)  มีต้นกำเนิดอยู่ที่ ทะเลสาบเกรท (Great Lake)  ซึ่งเป็นกลุ่มทะเลสาบขนาดใหญ่  ที่อยู่ใกล้กันในแถบแอฟริกาตอนกลาง  แต่ถ้าไล่ต้นกำเนิดกันจริง ๆ จะอยู่ที่ป่าทางตอนใต้ของประเทศรวันดาโน่น   ซึ่งไหลผ่านประเทศแทนซาเนีย  ทะเลสาบวิคตอเรีย  ประเทศอูกานดา  ประเทศซูดานทางตอนใต้
แม่น้ำไนล์สีน้ำเงิน (Blue Nile)  มีต้นกำเนิดอยู่ที่ทะเลสาบทาน่า (Lake Tana)  ในประเทศเอธิโอเปีย  ซึ่งไหลผ่านประเทศซูดานจากภาคตะวันออกเฉียงใต้  แม่น้ำทั้งสองสายนี้ใหลมาบรรจบใกล้ ๆ กับกรุงคาร์ทูม  เมืองหลวงของประเทศ  ซูดาน

 
 
รัฐบาลซูดานใต้ มีแผนสร้างเมืองเป็นรูปสัตว์ต่างๆ ด้วยงบประมาณ 32,000 ล้านบาท
 

     (22 ส.ค.)สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน รัฐบาลซูดานใต้ ซึ่งคาดว่าจะได้รับเอกราชในปีหน้า ตามแผนประชามติในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งได้รับคำมั่นสัญญาจากรัฐบาลกลางซูดาน ได้เปิดแผนพิมพ์เขียวสร้างเมืองต่างๆ ให้เป็นรูปสัตว์ ด้วยงบประมาณสร้างราว 10,000 ล้านดอลลลาร์(ประมาณ32,000 ล้านบาท) โดยภายใต้แผนที่วางนั้น จะมีการสร้างสรรค์เมืองหลวง 10 แห่ง เช่นการสร้างสวนสนุก เป็นรูปหูแรด และสร้างโรงแรมห้าดาวเป็นรูปตา,สร้างเมืองหนึ่งเป็นรูปยีราฟ ซึ่งมีสนามกอลฟ์บริเวณหน้าอก และโรงงานบำบัดน้ำเสียบริเวณหาง

     ไอเดียดังกล่าว ได้สร้างความฉงนสนเท่ห์ใจให้แก่ทั่วโลก นายเดเนียล วานี ปลัดกระทรวงการวางแผนด้านการเคหสถาน เปิดเผยว่า ไอเดียดังกล่าวถึงขณะนี้นับว่าได้รับผลตอบแทนในทางบวก หรือดีมาก และมีเสียงชื่นชมจากทั่วทุกหนแห่ง รายงานระบุว่า ซูดานใต้ ถือเป็นพื้นที่ยากจนที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยมีการจัดสรรงบประมาณประจำปี 2010 ไม่ถึง 2,000 ล้านดอลลาร์ โดยได้รายได้ส่วนใหญ่ของพื้นที่นี้มาจากน้ำมัน อย่างไรก็ตาม ด้านนักวิจารณ์ว่า ไอเดียสร้างเมืองอย่างมีสีสันและไอเดียนี้จะส่งผลให้ประเทศต่าง ๆ ผุดขึ้นอีกมากในโลก

เริ่มต้นปีใหม่ พ.ศ. 2554 ประเด็นการเมืองระหว่างประเทศที่น่าจับตามองที่สุด เห็นจะเป็นการหยั่งเสียงประชามติ ที่สาธารณรัฐซูดาน ที่จะมีขึ้นในวันนี้ (9 ม.ค.) ซึ่งผลลงเอยเชื่อว่า จะทำให้ซูดานต้องแบ่งแยกเป็น 2 ประเทศ เหนือ-ใต้

กลายเป็น “รัฐเอกราช” น้องใหม่ ประเทศที่ 193 ของโลก

ประชาคมโลกที่อยู่ห่างไกล ส่วนใหญ่จะคุ้นกับซูดาน จากข่าวสงครามยืดเยื้อ การรบราฆ่าฟันกันระหว่างทหารกองทัพรัฐบาลกับกลุ่มกบฏในเขตดาร์ฟูร์ ทางภาคตะวันตกของประเทศ ซึ่งปมปัญหาซับซ้อน และลามออกไปเกี่ยวพันกับหลายประเทศมหาอำนาจโลก

และจากตัวผู้นำคนปัจจุบัน ประธานาธิบดีโอมาร์ ฮัสซัน อัล-บาชีร์ ที่ถูกศาลอาญาระหว่างประเทศ (ไอซีซี) หรือศาลอาญาโลก ที่กรุงเฮก เนเธอร์แลนด์ ออกหมายจับเมื่อวันที่ 4 มี.ค. 2551 ในข้อหาอาชญากรรมสงคราม และอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ กลายเป็นประมุขของรัฐที่อยู่ในตำแหน่งรายแรกของโลก ที่ประเดิมหมายจับจากไอซีซี นับตั้งแต่องค์กรนี้ถือกำเนิด และเริ่มดำเนินการเมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2545

ไอซีซีออกหมายจับ อัล-บาชีร์ ครั้งที่ 2 เมื่อ 12 ก.ค. ปีที่แล้ว คราวนี้พ่วงข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ด้วย โดยข้อหาทั้งหมดเป็นผลสืบเนื่องจากความขัดแย้งที่ภาคใต้ของประเทศ
ทุกวันนี้ อัล-บาชีร์ ยังอยู่สุขสบาย บางครั้งยังลองของ เย้ยหมายจับไอซีซี บินออกนอกประเทศ ไปร่วมการประชุมที่ประเทศในภูมิภาค ซึ่งประเทศเจ้าภาพไม่ยอมจับกุมและส่งตัวให้ไอซีซีเสียด้วย ทำให้องค์กรใหม่ของยูเอ็นกลายเป็นเสือกระดาษ ในสายตาชาวโลกไปอีกรายในตอนนี้

ซูดานมีพื้นที่อาณาเขตกว้างใหญ่ที่สุด ในบรรดา 54 ประเทศ ของแอฟริกา และในโลกอาหรับ อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของทวีป แต่มีประชากรน้อยแค่ 44 ล้านคน ในอดีตรู้จักกันในนาม “ราชอาณาจักรนูเบีย” ยุค 2,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช มีประวัติศาสตร์เคียงคู่กันมายาวนานกับอียิปต์ ประเทศเพื่อนบ้านติดกันทางเหนือ

ชาวซูดานประกอบด้วยชนเผ่าต่าง ๆ ถึง 597 เผ่าพันธุ์ พูดภาษาแตกต่างกัน รวมถึงภาษาถิ่นกว่า 400 ภาษา แต่โดยรวมแล้วแยกออกเป็น 2 กลุ่มหลัก คือชาวซูดานภาคเหนือ ส่วนใหญ่เป็นคนเชื้อสายอาหรับ นับถือศาสนาอิสลาม กับซูดานภาคใต้ ซึ่งเป็นคนเชื้อสายแอฟริกา ส่วนใหญ่นับถือภูตผีเทวดาตามอย่างบรรพ บุรุษ และศาสนาคริสต์ ซึ่งตอนหลังแผ่ขยาย เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ

ต้นสายปลายเหตุ ที่นำมาสู่การแยกประเทศในวันนี้ ต้องย้อนกลับไปช่วงยึดครองซูดานครั้งใหม่ ของอังกฤษร่วมกับอียิปต์ในปี พ.ศ. 2442 พอถึงปี 2467 อังกฤษใช้นโยบาย “แบ่งแยกแล้วปกครอง” ขีดเส้นแบ่งซูดานตรงกลาง โดยออกกฎหมายห้ามชาวซูดานภาคเหนือ ข้ามเขต ลงมาเกินเส้นขนานที่ 10 ส่วนชาวซูดานภาคใต้ ห้ามขึ้นไปเกินเส้นขนานที่ 8

ทหารอังกฤษเป็นกันชน อยู่ระหว่างเส้นขนานที่ 8-10 ใช้กฎระเบียบปกครองฝั่งเหนือและใต้ต่างกัน ตามความเหมาะสม

เหตุผลของการแบ่งแยกซูดานตอนนั้น อังกฤษบอกว่าเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไข้มาลาเรีย และเชื้อโรคเขตร้อนอื่น ๆ ที่ทำให้ทหารอังกฤษล้มตายเป็นเบือ

แต่เหตุผลหลัก และเหตุผลแท้จริงคือ อังกฤษต้องการให้คณะมิสชันนารี เผยแพร่ศาสนาคริสต์ได้อย่างสะดวกในพื้นที่ภาคใต้ โดยไม่มีชาวมุสลิมในภาคเหนือคอยรังควาน หรือขัดขวาง ซึ่งก็ได้ผลดี ชาวคริสเตียนเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว ในภาคใต้ของซูดาน ในส่วนของผู้ที่ยังนับถือเทวดาภูตผีแบบดั้งเดิม ก็ดำเนินชีวิตร่วมกับชาวคริสต์ในพื้นที่ อย่างสามัคคีปรองดอง โดยไม่มีปัญหา

ซูดานได้รับเอกราชจากอังกฤษกับอียิปต์ เมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2499 แต่ช่วงไม่กี่เดือนก่อนหน้านั้น สงครามกลางเมืองระเบิดขึ้น ระหว่างชาวซูดานภาคเหนือกับภาคใต้ สู้รบกันยืดเยื้อยาวนานถึง 17 ปี จนกระทั่ง “สภาคริสตจักรโลก” ต้องเป็นคนกลางวิ่งเต้นยุติศึก นำตัวแทน 2 ฝ่ายไปเจรจากันที่เอธิโอเปีย ประเทศเพื่อนบ้านติดกันทางตะวันออก กลายเป็น “ข้อตกลงแอดดิสอาบาบา” เมื่อปี 2515

ข้อตกลงแอดดิสอาบาบา ทำให้ซูดานเงียบสงบลง และภาคใต้กลายเป็น “เขตปกครองตนเองซูดานใต้” มีรัฐบาลบริหารปกครอง แต่สงบอยู่ได้แค่ 10 ปี สงครามกลางเมืองครั้งใหม่ก็ระเบิดขึ้นอีก โดยในเดือน มิ.ย. 2525 ทหารฝ่ายใต้จับอาวุธต่อต้าน การรุกคืบทางการเมืองของฝ่ายเหนือ และ 3 เดือนต่อมาสถานการณ์ย่ำแย่ลงอีก เมื่อประธานาธิบดีกาอาฟาร์ ไนเมรี ของฝ่ายเหนือ (กรุงคาร์ทูม) ประกาศใช้กฎหมายอิสลามทั่วประเทศซูดาน ซึ่งรวมถึงภาคใต้ที่ไม่ใช่ชาวมุสลิมด้วย

30 มิ.ย. 2532 พ.อ.โอมาร์ ฮัสซัน อัล-บาชีร์ นำคณะนายทหารในกองทัพซูดาน (เหนือ) ก่อรัฐประหาร ยึดอำนาจรัฐบาลผสมของนายกฯ ซาดิก อัล-มาห์ดิ ได้สำเร็จโดยไม่เสียเลือดเนื้อ พอขึ้นเป็นผู้นำคนใหม่ อัล-บาชีร์ สั่งยกเลิกพรรคการเมืองทุกพรรค และประกาศใช้กฎหมายอิสลามทั่วประเทศซูดานอีกรอบ

กองทัพซูดานของ อัล-บาชีร์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนทั้งเงินทุนและอาวุธอย่างเต็มที่จากโลกอาหรับ เปิดฉากลุยภาคใต้ ตีแตกเป็นระลอก จนถึงภาคใต้สุดจรดเขตแดนยูกันดากับเคนยา ขณะที่กองกำลังฝ่ายใต้ ซึ่งได้รับการสนับสนุน (อย่างลับ ๆ) จากชาติตะวันตก แยกกันเป็นหลายกลุ่ม ร่วมกันสู้รบแบบกองโจรกับทหารฝ่ายเหนือ

การสู้รบ และกวาดล้างในภาคใต้ซูดานตั้งแต่ปี 2525 ทำให้มีผู้เสียชีวิตทั้งทางตรงและทางอ้อมเกือบ 2 ล้านคน ประชาชนบ้านแตก กลายเป็นผู้ลี้ภัยอีกหลายล้านคน อันนี้เป็นตัวเลขจากการประเมินของสหประชาชาติ และกรณีนี้ทำให้ศาลอาญาโลกออกหมายจับ อัล-บาชีร์ ตามที่กล่าวถึงข้างต้น

เมื่อชาวคริสต์ในภาคใต้ซูดานถูกกวาดล้างหนัก ชาติตะวันตกจึงวิ่งเต้นหาทางสงบศึก การเจรจาระหว่างตัวแทนกลุ่มกบฏภาคใต้ กับรัฐบาลซูดาน กลายเป็น “ข้อตกลงสันติภาพไนโรบี” เมื่อวันที่ 9 ม.ค. 2548 โดยภายใต้ข้อตกลง ภาคใต้ซูดานจะมีสถานะเป็น “เขตปกครองตนเอง” เป็นเวลา 6 ปี พอครบกำหนด จะมีการหยั่งเสียงประชามติ ถามความเห็นชาวซูดานภาคใต้ จะแยกตัวเป็นประเทศใหม่ หรือยังคงเป็นส่วนหนึ่งของซูดาน

คำตอบคงเดาได้ไม่ยาก

ประชากรซูดานภาคใต้ จากการสำรวจล่าสุดพบว่า มีอยู่ประมาณ 8 ล้านคน มีสิทธิออกเสียงประมาณครึ่งหนึ่ง หรือ 4 ล้านคน ซึ่งจดแจ้งลงทะเบียนขอใช้สิทธิไว้แล้ว การลงประชามติครั้งนี้ ต้องมีผู้ใช้สิทธิไม่ต่ำกว่า 60% จึงจะใช้ได้

สรุปใจความ สาเหตุหลักของการแยกประเทศซูดาน คือ “ความขัดแย้งทางด้านศาสนา” ซึ่งจะเห็นได้ว่า สาเหตุและที่มาที่ไปคล้าย ๆ กันกับติมอร์ตะวันออก ประเทศเกิดใหม่แยกตัวจากอินโด นีเซีย และเตรียมจะเข้าเป็นสมาชิกใหม่กลุ่มอาเซียนในปลายปีนี้

กรณีของติมอร์ตะวันออก โปรตุเกสนำศาสนาคริสต์มาเผยแพร่ ในช่วงแสวงหาทรัพยากร และล่าอาณานิคมแถบตะวันออกไกลในสมัยก่อน พอศาสนาลงหลักปักฐานและเริ่มขยายตัว จึงเกิดความขัดแย้งกับชาวมุสลิมที่อยู่รอบด้าน กลายเป็นการรบราฆ่าฟันกันนองเลือด จนชาติตะวันตกต้องเข้าไปแทรกแซง และช่วยดำเนินการให้แยกตัวตั้งเป็นประเทศใหม่ ผ่านการหยั่งเสียงประชามติ

ที่เหมือนกันอย่างยิ่งคือ ทั้งติมอร์ตะวันออกและซูดานใต้ ต่างก็กลายเป็นประเทศใหม่ เพราะสถานการณ์ทางการเมืองบังคับ ยังไม่มีความพร้อมในทุกด้านทั้งคู่ ติมอร์ตะวันออกได้รับเอกราช อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2545 ถึงวันนี้เกือบ 9 ปีแล้ว แต่ยังต้องอยู่ภายใต้การดูแลของสหประชาชาติ

เชื่อว่า ซูดานใต้ในอนาคตอันใกล้นี้ก็เช่นกัน หรืออาจจะแย่ยิ่งกว่า

เพราะเดิมสภาพพื้นที่โดยรวมก็แบบชนบททั่วไป ขาดการพัฒนาจากรัฐบาลคาร์ทูมที่อยู่ฝั่งเหนือ ยิ่งเกิดสงครามสู้รบ ยิ่งแย่หนัก ระบบ สาธารณูปโภคพื้นฐานพังพินาศ จากการสำรวจล่าสุดพบว่า ทั่วภาคใต้มีถนนลาดยางมะตอย รวมระยะทางแค่ 60 กม. เท่านั้น ส่วนถนนลูกรังที่ซ่อมแซม หลังข้อตกลงสันติภาพปี 2548 รวมระยะทางประมาณ 6,000 กม.

ชาติตะวันตกเชื่อว่า การลงประชามติในวันนี้ จะทำให้ซูดานภาคใต้กลายเป็นประเทศใหม่แน่ ช่วง 6 ปีที่ผ่านมา เงินบริจาคจึงไหลเข้าพื้นที่ หลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ เริ่มสร้างและซ่อมแซมระบบสาธารณูปโภคไว้รองรับ

ภาคใต้ซูดานเป็นแหล่งน้ำมันดิบ แหล่งใหญ่ของประเทศ ที่ผ่านมาผู้บริหารเขตปกครองตนเองซูดานใต้ ต้องอาศัยเงินรายได้จากน้ำมันดิบถึง 98% ใช้ในการดูแลเขต และตามข้อตกลงกับฝั่งเหนือที่ผ่านมา เงินรายได้จากน้ำมันดิบของภาคใต้ จะแบ่งกันคนละครึ่งคือ 50 : 50 แต่หลังจากแยกประเทศ เชื่อว่าตัวเลขส่วนแบ่งของฝ่ายใต้จะมากกว่าเดิม ส่วนจะมากแค่ไหน ต้องมีการเจรจากันอีกครั้ง.

สุพจน์ อุ้ยนอก

ที่มา  thairecent

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2553 คณะเยี่ยมชมจาก การไฟฟ้าซูดาน (NEC) ได้เข้าเยี่ยมชมการดำเนิน
งานของสถาบันไทย-เยอรมัน 

โดยมีวัตุประสงค์ เพื่อหารือในเรื่องของรายละเอียดการฝึกอบรม ซึ่งทางสถาบันฯ เป็นผู้จัดการฝึก
อบรมให้ รวมทั้งเพื่อดูสถานที่และอุปกรณ์ที่ใช้ในการเรียนการสอนด้วย โดยมี
อ.มงคล อาทิภานุ 
ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอัตโนมัติ เป็นผู้ให้การต้อนรับ ดังภาพด้านล่าง

คณะเยี่ยมชม จาก การไฟฟ้าซูดาน(NEC)

เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐซูดานประจำประเทศไทย ถิ่นพำนัก ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรีในโอกาสเข้ารับหน้าที่ใหม่

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2553 นายนาดีร์ ยูซิฟ เอลทาเยบ บาบิเกร์ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐซูดานประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และแสดงความขอบคุณที่รัฐบาลไทยให้การสนับสนุนในด้านต่าง ๆ พร้อมยืนยันว่า จะทำงานอย่างเต็มที่ และสนับสนุนการเพิ่มพูนความสัมพันธ์ระหว่างไทย-ซูดาน และหวังว่า ประเทศไทยจะช่วยแบ่งปันประสบการณ์ด้านการเกษตร สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะทางด้านการเกษตร ซึ่งซูดานหวังจะพัฒนา เพราะขาดแคลนอาหาร จึงอยากเรียนรู้จากประเทศไทยที่มีความอุดมสมบูรณ์

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในส่วนของประเทศไทยพร้อมที่จะสร้างความเชื่อมโยงในระดับประชาชนกับซูดานให้มากขึ้น และยินดีที่จะกระชับความร่วมมือทางด้านวิชาการ โดยจะจัดงาน African Week เพื่อสร้างความเชื่อมโยงด้านการศึกษา และวัฒนธรรมระหว่างกันในเดือนสิงหาคมนี้

สำหรับในด้านเศรษฐกิจ ซูดานคาดหวังที่จะเพิ่มพูนการค้า และการลงทุนกับไทยให้มากขึ้น ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเห็นว่า เศรษฐกิจไทย และซูดานมีความคล้ายคลึงกันในหลายสาขา และสามารถแบ่งปันความรู้ และประสบการณ์เพื่อประโยชน์ร่วมกัน นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวถึงถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้ว่า รัฐบาลได้ดำเนินการตามแผนการปรองดอง เพื่อปฏิรูปฟื้นฟูการเมืองไทย และขอยืนยันว่าการใช้กำลังของรัฐบาลไทยเป็นไปตามมาตรฐานสากล

on 27 May 2010

คณะวิศวกรจากประเทศซูดานมาศึกษาดูงาน ศวฝ.

ทางศูนย์เชี่ยวชาญพิเศษเฉพาะด้านทางเทคโนโลยีไฟฟ้ากำลัง คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ขอความอนุเคราะห์มายังศูนย์วิจัยและฝึกอบรมด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อนำคณะวิทยากรและวิศวกรจากประเทศซูดาน จำนวน 10 ท่าน มาศึกษาในหัวข้อเรื่อง “Wastewater Treatment Analysis” ณ ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมด้านสิ่งแวดล้อม ในวันที่ 22 มกราคม 2552 เวลา 14.00 – 16.00 น.

ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s