สมานฉันท์ความเข้าใจอิสลามกับสังคมไทย

posted Nov 17, 2010 12:00 PM by muslimchiangmai มุสลิมเชียงใหม่ดอท.เน็ต 

สมานฉันท์ความเข้าใจอิสลามกับสังคมไทย
ISLAM….อิสลามกับความเชื่ออื่น ถึงเวลาต้องทำความเข้าใจ
 
อิสลามกับความเชื่ออื่น  ถึงเวลาต้องทำความเข้าใจโดย กุดามะฮ  
สมาคมนิสิตนักศึกษาไทยมุสลิม(สนท.)

*****สถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นระหว่างมุสลิมกับอีกฝ่าย(หรือมากกว่า)กำลังเกิดขึ้นหลายพื้นที่ในโลก  เช่นในอัฟฆอนิสตาน ,อิรัก,ปาเลสไตน์,บอสเนีย.ซูดาน,โซมาเลีย,เลบานอน และระหว่างชนกลุ่มน้อยมุสลิมในประเทศต่างๆกับรัฐบาลประเทศนั้นๆ เช่นปัญหาเชชเนียในรัสเซีย ,แคชเมียร์ในอินเดีย ,กลุ่มโมโรในฟิลิปปินส์ นอกจากนี้ยังมีกลุ่มต่างๆที่ถูกระบุว่าเป็นกลุ่มก่อการร้าย เช่น กออิดะฮ์, เจ.ไอ. เป็นต้น

*****มีคนจำนวนไม่น้อยที่ใช้วิธีนับปรากฏการณ์แบบที่ผู้เขียนทำข้างบนนี้  ด้วยการนำไปสู่บทสรุปที่ว่า “พวกอิสลาม” อยู่ที่ไหนมีแต่ความวุ่นวาย และช่วยกันสรุปว่า ศาสนาที่พวกนี้นับถือสอนให้สร้างความรุนแรง

*****ความรุนแรงในภาคใต้ของประเทศไทยก็ได้เข้าไปเพิ่มตัวเลขเพื่อสนับสนุนความน่าเชื่อถือของประโยค “แขกอยู่ไหนก็มีแต่ความวุ่นวาย” ให้ดูหนักแน่นยิ่งขึ้นไปอีก

*****ท่าทีเช่นนี้น่าเป็นห่วงมาก  เพราะมนุษย์ทุกวันนี้กำลังพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น มองเห็นแต่ภาพ นับความจริงกันด้วยปริมาณที่มองเห็น แต่ได้ละทิ้งการตั้งคำถามถึงสิ่งที่อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์ต่างๆ เหมือนกับที่บางคนกำลังประณามพวกใส่สายเดี่ยว พวกชอบ กิ๊ก โสเภณี พ่อค้ายาบ้า ฯลฯ แต่ไม่เคยตั้งคำถามถึงสิ่งที่เป็นเนื้อหาในสมองของคนเหล่านั้นเลย เราก็พากันสะใจด้วยการฆ่าตัดตอน และคิดว่าการกำหนดเวลาสถานบริการเป็นการเพียงพอแล้วที่จะยุติปัญหาต่างๆเหล่านั้น

*****คนจำนวนมากกำลังเป็นเหมือนคนที่หวาดวิตกต่อคนป่วยและพากันพูดถึงอาการของมันอย่างกับแพทย์ผู้ชำนาญ แต่ไม่มีวิชาความรู้พอที่จะวินิจฉัยมันได้เลย มิต้องพูดถึงโปรแกรมเยียวยา

*****ความน่าเป็นห่วงอีกข้อหนึ่งก็คือว่า โลกให้ความสำคัญกับสิ่งที่คิดว่า “มีประโยชน์”  การศึกษาทางวิทยาศาสตร์ประยุกต์และความชำนาญในการทำธุรกิจจึงได้รับการส่งเสริมอย่างสุดขั้ว  การศึกษาและทำความเข้าใจในเรื่องความคิดทรรศนะคติ ความเชื่อ และวิธีการมองโลกของผู้คนที่อยู่บนโลกนี้กว่า 6 พันล้านคนจึงถูกละเลย ทั้งที่สิ่งนี้เป็นคำอธิบายการใช้ชีวิตแลุคำอธิบายชีวิตของมนุษย์แต่ละคนบนโลกใบนี้

*****ชาวพุทธจะรู้สึกเจ็บใจแค่ไหน หากศาสนาพุทธที่มีผู้นับถือในหลายประเทศ ด้วยประชากรหลายร้อยล้านคน แต่ถูกมองเพียงว่าเป็นปรัชญาที่สอนให้มองโลกในแง่ร้ายและถอยหลัง ด้วยคำสอนในเรื่องอริยสัจ 4 เนื่องจากมันเริ่มด้วยคำว่า “ทุกข์” และชาวมุสลิมรู้สึกเจ็บปวดสักเพียงใด ทั้งที่ศาสนาของตนมีผู้นับถือกว่าพันล้านคน แต่มีคนเข้าใจอยู่ตลอดว่าอิสลามสอนให้ใช้คมดาบเผยแผ่ศาสนา เนื่องด้วยมันมีคำว่า “ญิฮาด” อยู่ในคำสอน

*****การสร้างภาพที่ประทับอยู่ในห้วงลึกของจิตใจของมนุษย์ ไม่ว่าเราจะเรียกมันว่าความศรัทธาที่ใช้ในศาสนาต่างๆ  หรือจะเรียกมันว่าทฤษฎีที่ถูกนำไปกำหนดให้กับพื้นฐานของแนวคิดที่อยู่นอกระบอบศาสนา  เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน บางทีไม่อาจเข้าใจด้วยโลกวัตถุ  เพราะมันกำลังเล่นอยู่กับสิ่งที่ยุ่งยากที่สุดในตัวคน นั้นคือ “หัวใจ”  เป็นหัวใจชนิดที่สั่งให้ทหารญี่ปุ่นทำกามิกาเซ่  เป็นหัวใจที่ทำให้ลัทธิแปลกๆทั้งหลาย สามารถดื่มยาพิษปลิดชีวิตตัวเองได้  ในทำนองเดียวกันก็เป็นหัวใจชนิดที่กล้าสังหารชีวิตนับล้านๆคนในจีน อดีตสหภาพโซเวียต เขมร และอีกมากมาย

*****ในประวัติศาสตร์ของมนุษย์เท่าที่นับเวลากันได้  ศาสนามีบทบาทอย่างที่มิอาจหาระบอบใดมาเปรียบได้ในเรื่องศักยภาพ  ในการสร้างหัวใจที่เต็มไปด้วยจินตนาการต่อชีวิต มนุษย์ และจักรวาล ในประวัติศาสตร์มีผู้บังอาจ “เล่น”  กับหัวใจชนิดนี้มามาก และมักจบลงด้วยโศกนาฏกรรมของมนุษยชาติ

*****เพราะฉะนั้น การทำความเข้าใจความเชื่อ ความคิดที่แตกต่างกัน บนพื้นฐานของความพยายามในการอยู่ร่วมกัน “ต้อง”  เป็นภาระการเรียนรู้ของมนุษย์ที่ต้องอยู่ร่วมกันบนโลกที่เดียวดายใบนี้(อย่างน้อยเราก็ยังไม่พบมนุษย์ต่างดาวหรือสิ่งมีชีวิตอื่นนอกโลก เว้นแต่ใช้ความเชื่อมาอธิบายเท่านั้น)

*****ข้อเรียกร้องนี้เป็นมากกว่าการศึกษาศาสนาเปรียบเทียบ  อย่างแรกมันเรียกร้องให้ศึกษา  “ระบอบคิด”  ที่มีอิทธิพลกับมนุษย์ทั้งหมด  แม้ว่าจะไม่ใช่ศาสนา  ประการต่อมา  มันไม่ใช่วิชาการชนิด “เปรียบเทียบ” ซึ่งอาจนำไปสู่การถือว่าตน “ดีกว่า”  ได้ง่าย  แต่ศึกษาเพื่อให้มนุษย์แต่ละคนได้เข้าใจว่าตัวเองมองโลกแบบไหนและคนอื่นมองโลกอย่างไร  เพื่อการดำรงอยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจ ไม่ใช่เรื่องการชักจูง “เข้ารีต”

*****อย่างน้อยที่สุดการเข้าใจในเรื่องเหล่านี้ก็จะไม่ทำให้ ครูชาวพุทธของผู้เขียนไม่พอใจและหาว่าไม่มีมารยาทที่ผู้เขียนไม่ยอมคลานเข่าเข้าไปหา แค่นี้เอง

 
เราทำความเข้าใจกันได้ – เรื่องแรกที่ต้องทำความเข้าใจ*****มีคนจำนวนไม่น้อย  ไม่ว่าจะเป็นมุสลิมหรือไม่ใช่มุสลิม  ไม่เชื่อว่ามุสลิมสามารถทำความเข้าใจกับความเชื่ออื่นๆได้  ด้วยเหตุผลว่ามุสลิมมองอิสลามว่าเป็นสัจธรรมหนึ่งเดียวที่มิอาจ “สมยอม”  กับความเชื่ออื่นๆได้  ดังเช่นที่ปราชญ์ผู้เชี่ยวชาญอิสลามได้ออกฟัตวา (คำวินิจฉัย)  ปฏิเสธกลุ่มศาสนสัมพันธ์ต่างๆที่เรียกร้องให้มาสวดมนต์พร้อมๆกัน  หรือมาสร้างศาสนสถานร่วมกันในเนื้อที่เดียวกัน

*****การให้ความหมายของกลุ่มผู้หวังดีต่างๆ ที่แนะให้ศาสนาต่างๆสามัคคีกันนั้น  กลับขาดความเข้าใจในการศึกษาวิธีการมองโลกของศาสนาต่างๆตามที่ผู้เขียนกล่าวไว้ข้างต้น  จึงนับเป็นความหวังดีที่น่ากระอักกระอ่วนใจสำหรับมุสลิมเป็นที่สุดที่ถูกรับเชิญให้ไปกระทำเช่นนั้น  และไม่มีสำนักวิชาการใดของอิสลามที่ยินยอมให้มุสลิมไปกระทำเช่นนั้น  ปฏิเสธมิได้ว่า  อิสลามยึดถือแนวคิดว่า อิสลามคือสัจธรรมหนึ่งเดียว

*****ถามว่าสิ่งนี้คืออุปสรรคในการทำความเข้าใจระหว่างกันอย่างนั้นหรือ?  ไม่เด็ดขาด  เพราะการทำความเข้าใจมีวัตถุประสงค์เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ  ในแบบที่ไม่แทรกแซงกัน  ทุกฝ่ายสามารถรับรู้การมองโลกที่แตกต่างกันของแต่ละฝ่าย  เพื่อก่อให้เกิดศิลปะในการดำรงอยู่ระหว่างกันในสังคม

*****บางคนบอกว่าเป็นไปไม่ได้  เพราะมุสลิมแบ่งโลกออกเป็น  “มุสลิม” (ผู้ยอมจำนนต่อพระเจ้า) กับ “กาฟิร” (ผู้ปฏิเสธศรัทธา) หมายถึงคนไม่ใช่มุสลิม*****คนมุสลิมไม่สามารถรับประทานอาหารที่กาฟิรเชือดได้ ไม่สามารถแต่งงานกับกาฟิรได้ ฯลฯ

*****นี่คืออุปสรรคในการทำความเข้าใจระหว่างกันอีกอย่างนั้นหรือ?  ไม่อย่างแน่นอน  การทำความเข้าใจระหว่างกัน ไม่ใช่การให้มุสลิมไปกินหมู และให้ผู้หญิงมุสลิมไปแต่งงานกับคนไม่ใช่มุสลิม

*****ในคำสอนอิสลามนั้น “กาฟิร”  คือผู้พบว่าอิสลามเป็นสัจธรรมแล้วจึงปฏิเสธ  อย่างไรก็ตาม  นักวิชาการมุสลิมบางท่านมองว่า  คำนี้สามารถเรียกผู้มิใช่มุสลิมในปัจจุบันได้เต็มที่อย่างนั้นหรือ? เพราะเขาพบอิสลามก็จริง แต่เป็นอิสลามที่ไม่เหมือนกับอิสลามยุคแรก  เป็นอิสลามที่อยู่ในภาพมุสลิมที่เลวร้ายบางคน  เขาจึงไม่เห็นว่ามันเป็นสัจธรรม  นักวิชาการบางท่านเห็นว่าควรเรียกพวกเขาว่า Non-Muslim หรือ “ผู้มิใช่มุสลิม”  แม้ว่าไม่ใช้ศัพท์คำว่า กาฟิร  แต่ก็ไม่อาจใช้ศัพท์ว่า มุสลิม ได้เช่นกัน

*****ประการต่อมามุสลิมในยุคแรกต่างก็ยอมรับว่า  โลกมันไม่ได้เป็นสีขาวกับสีดำ  แม้จะมีการใช้คำว่า กาฟิรและมุสลิม  แต่ความจริงก็มีกาฟิรที่เป็นลุงของท่านศาสดาชื่อว่า อบู ฏอลิบ  คอยช่วยเหลือฝ่ายมุสลิมอย่างมากมายด้วยความเห็นใจที่ถูกกดขี่ในมักกะฮ  ด้วยความจริงจังในการช่วยเหลือฝ่ายมุสลิม ทำให้นักประวัติศาสตร์มุสลิมบางคนยอมรับว่าท่านเป็นกาฟิรไม่ได้  และพยายามหาคำอธิบายว่าท่านก็เป็นมุสลิมแบบลับๆ  แต่รายงานที่เชื่อถือได้นั้นยืนยันว่าท่านเป็นการฟิรจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต

*****ในทางตรงกันข้ามได้ปรากฎศัตรูที่กล่าวได้ว่าน่ากลัวที่สุดในสมัยท่านศาสดาชื่อว่า  อับดุลลอฮ บิน  อุบัยย แต่เป็นบุคคลที่อยู่ภายใต้การเรียกว่า “มุสลิม”  เขาละหมาดและมีวิถีปฏิบัติเช่นเดียวกับมุสลิมทั้งหลาย  แต่แอบวางแผนทำร้ายสังคมมุสลิมอยู่ตลอดเวลา  จนอัลกุรอานเองได้ประณามไว้อย่างชัดเจน และพฤติกรรมเช่นนี้ถูกเรียกว่า “มุนาฟิก”  คนหน้าไหว้หลังหลอก

*****โลกของเราทุกวันนี้ก็เป็นเช่นนี้  ประมาณสิบปีมาแล้ว  ผู้เขียนได้รับรู้ข่าวครูไม่ใช่มุสลิม แต่สนับสนุนให้เด็กนักเรียนผู้หญิงมุสลิมคลุมฮิญาบ  ด้วยความเข้าใจในคำสอนอิสลาม  ในทางตรงกันข้าม ผู้เขียนได้รับข่าวหลายๆครั้ง ว่าครูมุสลิมในโรงเรียนเป็นแกนนำต่อต้านฮิญาบ

*****ในเมื่อยังมี “กาฟิร”  ที่ยินดีเป็นมิตรและไม่กดขี่มุสลิมอยู่  พร้อมๆกับยังมีมุสลิมที่ทำลายสังคมมุสลิมเพื่อประโยชน์ส่วนตัวได้

*****ทำไมมุสลิมที่เข้าใจในคำสอนอิสลามจะแลกเปลี่ยนทำความเข้าใจกับคนนอกความเชื่อที่รักความยุติธรรมไม่ได้

 
ความเข้าใจในหลายมิติ(ด้านต่างๆ)*****ผู้เขียนขอเริ่มทำความเข้าใจเป็นพื้นฐานของคำสอนอิสลามให้แก่ผู้ที่จะสนใจศึกษาความเข้าใจระหว่างความเชื่ออิสลามกับความเชื่ออื่นๆต่อไป

*****ประการหนึ่งที่คิดว่าเป็นปัญหามากในการศึกษาอิสลามก็คือ  การที่มองเห็นคำสอนอิสลามในมิติ(ด้าน)หนึ่ง  แล้วด่วนสรุปว่าอีกมิติ(ด้าน)หนึ่งควรเป็นอย่างไรเอาเอง  เหตุการณ์ทำนองนี้ไม่เพียงเกิดขึ้นในสมัยของเราเท่านั้น  ในสมัยแรกก็เช่นกัน หมู่ผู้คนที่รับฟังคำสอนอิสลามในมิติ(ด้าน)หนึ่งแล้วด่วนสรุปหรือคิดเอาเอง ท่านศาสดาจึงต้องรีบเป็นผู้ที่ “ทำความเข้าใจ” ให้ด้วยตัวของท่านเอง

*****ตัวอย่างหนึ่งเมื่อสหายกลุ่มหนึ่งของท่านศาสดาพูดคุยกันในเรื่อง “ความดี” ในศาสนา คนหนึ่งกล่าวว่า “สำหรับฉัน ฉันทำละหมาดในเวลากลางคืนเสมอ” อีกคนหนึ่งกล่าวว่า “ฉันไม่ยุ่งกับ
ผู้หญิง ฉันจะไม่แต่งงาน”

*****ท่านศาสดากล่าวท้วงว่า “ฉันเป็นผู้ที่เกรงกลัวอัลลอฮที่สุดในหมู่พวกท่าน แต่ฉันก็ถือศีลอดและละศีลอด ฉันละหมาดและฉันก็นอน และฉันก็แต่งงานกับผู้หญิง ใครก็ตามที่รังเกียจแบบฉบับของฉัน ก็ไม่ใช่พวกฉัน” (รายงานโดย บุคอรีย)

*****ตัวอย่างต่อมาท่านศาสดากล่าวว่า “…..ในการเข้าหาภรรยาของคนใดคนหนึ่งในหมู่พวกท่าน ถือว่าเป็นศอดอเกาะฮ (การทำความดี)” สหายของท่านถามกลับว่า “ โอ้ ผู้นำสาส์นจากอัลลอฮ การที่คนใดในหมู่พวกเราได้สนองตอบต่ออารมณ์ใคร่ของตัวเขาเอง สำหรับเขาแล้วมีรางวัลด้วยหรือ?”

*****ท่านศาสดากล่าวตอบว่า “ท่านไม่เห็นดอกหรือว่า หากว่าเขาได้นำอารมณ์ใคร่ไปสู่สิ่งต้องห้าม เขาต้องแบกรับความผิดเนื่องจากมันมิใช่หรือ? ทำนองเดียวกันเมื่อเขานำมันไปสู่สิ่งที่อนุมัติ เขาก็ย่อมได้รับรางวัล” รายงานโดยมุสลิม

*****จากเหตุการณ์เล็ก ๆ ในประวัติศาสตร์ข้างต้น ท่านศาสดาได้ปรับเปลี่ยนมุมมองความเข้าใจใหม่ให้สหายทั้งหลายของท่าน การที่อิสลามสอนว่าการถูกเนื้อต้องตัวผู้หญิงและการอยู่กับผู้หญิงสองต่อสองเป็นบาปใหญ่นั้น ไม่ได้หมายความว่าให้เราคิดต่อไปว่า การสลัดอารมณ์ความรู้สึกทิ้งไปเป็นความดี ในอีกมิติ(ด้าน)หนึ่งการแต่งงานและการหลับนอนกับภรรยากลับกลายเป็นความดีงามในคำสอนอิสลาม

*****นี่เป็นตัวอย่างง่าย ๆ อย่างหนึ่งในการเข้าใจคำสอนอิสลามให้ครบทุกมิติ(ด้าน) การทำความเข้าใจนี้เพียงให้รับรู้ว่านี่เป็นคำสอนที่ปรากฎในเนื้อหาของอิสลาม แต่ไม่ได้เรียกร้องให้คนนอกมา
“เห็นด้วย” และยอมจำนน

*****ตัวอย่างในทำนองนี้มีอีกมากมาย โดยท่านศาสดาเองเป็นผู้ที่ทำความเข้าใจให้ใหม่ ในมิติ(ด้าน)ที่แตกต่าง

*****เช่นเดียวกับกรณีของคำว่า กาฟิร ซึ่งอิสลามใช้เรียกผู้พบว่าอิสลามเป็นสัจธรรมแล้วปฏิเสธ  โดยได้กล่าวถึงความเลวร้ายของพฤติกรรมนี้ในแง่มุมต่าง ๆ อย่างมากมาย จนผู้ที่มิใช่มุสลิมอ่านพบข้อความลักษณะนี้ในอัลกุรอานพาลเข้าใจว่า อิสลามมีท่าทีที่ก้าวร้าวกับผู้คนในความเชื่ออื่น ๆ แต่การคิดเช่นนี้เป็นการสร้างมิติที่เลวร้ายขึ้นเอง เพราะคำสอนในมิติแห่งการปฏิสัมพันธ์กันกลับมีอยู่ว่า

“อัลลอฮมิได้ทรงห้ามสูเจ้าเกี่ยวกับบรรดาผู้ที่มิได้รุกรานสูเจ้าในเรื่องศาสนาและมิได้ขับสูเจ้าออกจากแหล่งอาศัยของสูเจ้า  ในการที่เจ้าจะเอ็นดูพวกเขาและปฏิบัติโดยยุติธรรมต่อพวกเขา  แท้จริงอัลลอฮทรงรักผู้มีความยุติธรรม” (อัลกุรอ่าน 60:8 )

*****ในอิสลามจึงไม่มีคำสอนที่ว่า โกงคนมิใช่มุสลิมแล้วไม่บาป  ในทางตรงข้ามความชั่วร้ายต่างๆนั้น เช่น  การเอาดอกเบี้ย การผิดประเวณี  เป็นบาปใหญ่ไม่ว่าจะกระทำกับคนนับถือศาสนาใดก็ตาม

*****ข้อเท็จจริงก็คือว่าการย้ำความเป็นสัจจะของแต่ละศาสนาและแต่ละความเชื่อในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งนั้นมีอยู่จริงและเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องอันตราย มันอยู่ที่การปฏิสัมพันธ์ต่างหากว่ามันได้ตั้งอยู่บนพื้นฐาน “ความยุติธรรม” หรือไม่

*****ตรงกันข้ามกับลัทธิล่าอาณานิคมสมัยใหม่ นอกจากจะไม่สามารถแสดงความเป็นสัจธรรมของตนเองได้แล้ว การปฏิบัติต่อความเชื่ออื่นก็กลับเต็มไปด้วยความ อยุติธรรม การกดขี่ และการฆ่าฟัน

*****การทำความเข้าใจความเชื่อใด ๆ อย่างเพิ่งด่วนสรุปในมิติ(ด้าน)เดียว อาจมีคำสอนอีกด้านหนึ่งที่ประกอบกันอยู่ ดังที่นักบูรพคดี (ฝรั่งที่ศึกษาเรื่องอิสลาม) บางคนคิดว่า คำสอนเรื่องวันสิ้นโลกของอิสลามนั้น ทำให้มุสลิมล้าหลัง ไม่สนใจปรับปรุงสภาพของตนเอง ซึ่งเรื่องนี้ท่านศาสดาเองได้ให้ความเข้าใจไว้ว่า

”หากว่าวันสิ้นโลกจะเกิดขึ้น และในมือของพวกท่านคนใดคนหนึ่งมีต้นกล้าอินทผลัมอยู่ แม้ว่าเขาไม่สามารถกระทำสิ่งใดได้ เว้นแต่ปลูกมัน ก็ขอให้เขาปลูกมันเถิด” (เศาะฮีฮ อัล ญามิอ 1424 โดย อัล อัลบานีย)

*****มิติหนึ่งเป็นความศรัทธาในวันสิ้นโลก แต่อีกมิติเป็นการให้คุณค่าของงาน ซึ่งไม่ใช่อยู่ที่ความสำเร็จ เพียงแต่อยู่ที่การได้ทำงาน ประวัติศาสตร์ความรุ่งเรืองของมุสลิมในยุคแรกเป็นตัวอย่างที่สะท้อนความเข้าใจระหว่างสองมิตินี้ได้เป็นอย่างดี

*****อาจมีคำถามว่าทำไมมีมุสลิมบางคนในยุคของเราได้อ้างวันสิ้นโลกให้เพียงเพราะความเกียจคร้านของเขา คำตอบก็เพราะว่าความเข้าใจของเขามีเพียงมิติ(ด้าน)เดียว และได้สร้างมิติปลอมๆอีกด้านหนึ่งขึ้นมารองรับ

*****ดังนั้น การทำความเข้าใจอิสลามจึงจำเป็นต้องมี โดยเฉพาะอย่างยิ่งมุสลิมเอง  เพราะถ้าหากไม่เข้าใจในศาสนาที่ตัวเองนับถืออยู่ แล้วใครจะไปทำความเข้าใจในความเชื่อของตนให้คนนอกได้อีก

*****ตัวอย่างข้างต้นเป็นเพียงส่วนน้อยนิดที่ได้เกิด “การทำความเข้าใจ”  ในคำสอนอิสลามจากตัวศาสดาเอง ยังมีเหตุการณ์อีกมากมาย  ซึ่งจะเป็นแนวทางการศึกษาคำสอนศาสนา  ลัทธิ และแนวคิดต่างๆได้อย่างไม่คลาดเคลื่อน ประเด็นที่ต้องย้ำก็คือ  การทำความเข้าใจอิสลามนั้นคือการศึกษา  “ความเข้าใจ”  ของตัวศาสดาผู้เป็นต้นแบบของศาสนานั้นๆ  มิใช่ความคิดเห็นของศาสนิกที่มาที่หลัง  ซึ่งอาจจะให้ความเข้าใจที่ผิดหรือถูกก็ได้  หากเรายอมรับแนวทางนี้ได้แล้ว คงไม่ต้องเกิดคำถามว่า “ทำไมคุณดื่มเหล้าไม่ได้  เห็นเพื่อนผมเป็นมุสลิมดื่มได้”

*****บทความชิ้นนี้ไม่ได้ตอบคำถามต่างๆที่มีต่ออิลามและสถานการณ์ความรุนแรงทั้งหลาย  แต่พยายามเรียกสติของทุกฝ่ายกลับคืนมา  ให้ทบทวน  ศึกษา  ทำความเข้าใจมิติต่างๆของสังคมมนุษย์  ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่าเป็นหนทางเดียวที่จะช่วยคลี่คลายสถานการณ์ไปสู่ทางออกที่ดี

*****คำสอนอิสลามสอนให้เรา(มุสลิม) พร้อมเสมอกับการพูดคุยระหว่างความเชื่อเพื่อแลกเปลี่ยนความเข้าใจระหว่างกันและกัน

จากคุณ : abubilal

ที่มา: เวปพันทิป

Advertisements
ข้อความนี้ถูกเขียนใน หนังสือ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร