พ่อปูลูกปู

        ประเทศซูดานที่สุรยุทธ จุลนานนท์ส่งทหารไทยนามun รักษาสันติภาพ … ทำให้แตกแยกกับเพื่อนบ้านก่อน ฐานให้การสนับสนุนอาหรับศาสนจักร แตกแยกรบกับเพื่อนบ้านตามแนวชายแดน เหนือใต้ ออก ตก จะข้ามไปลักลอบฆ่าปชชเพื่อนบ้าน แบบสไนเปอร์ราชประสงค์ และรอบไปเขมรยั่วยุ สงคราม ทำให้ไม่สงบ หลอกคนเดินป่าไปฆ่าตาย  สุดท้ายต่อไปภาคใต้แยกประเทศต่อไปภาคต่างงงๆไทย อาจแยกไป6ส่วนอย่างน้อย ในอนาคต

 ไอซีซีลงดาบแรงหนแรก! ฟันผู้นำซูดานคดีล้างเผ่าพันธุ์ประธานาธิบดีอัล-บาเชียร์

อาชญากรสงคราม ให้ความร่วมมือกับขบวนการก่อการร้ายโลก เช่น อัลกออีดะห์ ให้ที่ลี้ภัยแก่ บิล ลาเดน โดนหมายจับจากกรุงเฮก ฆ่าล้างเผ่าพันธ์มนุษย์ชาติตนเองมาช

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศซูดานกับประเทศอื่นๆๆ

   Flag of the League of Arab States.svg                 

 ซูดานมีความสัมพันธ์อย่างดีเยี่ยมกับประเทศสมาชิก League of Arab (สันนิบาตอาหรับ)แต่มีความสัมพันธ์ค่อนข้าง เลวร้ายกับประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศรวมทั้งนานาประเทศ เนื่องจากรัฐบาลซูดานนิยมลัทธิมุสลิมหัวรุนแรง และเคยให้การสนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายระหว่างประเทศหลายกลุ่ม รวมทั้งการให้การสนับสนุนกองกำลังติดอาวุธ ซึ่งต่อต้านรัฐบาลของประเทศเพื่อนบ้าน โดยในช่วงทศวรรษที่ ๑๙๙๐ยูกันดา เคนยา และเอธิโอเปีย ได้รวมตัวกัน เป็นพันธมิตรซึ่งมีชื่อว่า Front Line State ในการต่อต้านนโยบายมุสลิมหัวรุนแรงของรัฐบาลซูดานในขณะนั้น อย่างไรก็ดีตั้งแต่กลางทศวรรษที่ ๑๙๙๐ รัฐบาลซูดานได้ลดระดับความก้าวร้าวของตนเองลงอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลมาจากแรงกดดันจากสหรัฐฯ และการค้นพบและพัฒนาแหล่งน้ำมัน ในภาคใต้ซึ่งอยู่ในพื้นที่อิทธิพล ของกลุ่มกบฏ
                    นอกจากปัญหาอันเนื่องมาจากนโยบายอิสลามหัวรุนแรงแล้ว ซูดานซึ่งมีปัญหาเรื่องเขตแดนระหว่าง
ประเทศกับอียิปต์ในบริเวณสามเหลี่ยม Hala’ib และกับเคนยาเนื่องมาจากขอบเขตการ ปกครองของซูดานไม่ตรงกันกับเขตแดนระหว่าง ๒ ประเทศ
                    ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านที่เลวร้ายที่สุดของซูดานคือความสัมพันธ์กับชาด ซึ่งประกาศสงครามกับซูดานสืบเนื่องมาจากการที่กลุ่มติดอาวุธซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลซูดานได้บุกโจมตี
เมือง Adre ของชาด ทำให้มีประชาชนของชาดเสียชีวิตประมาณ ๑๐๐ คน โดยในปัจจุบันสถานการณ์ตามแนวชายแดนระหว่างชาดและซูดานยังเต็มไปด้วยความตึงเครียดเกิดการโจมตีด้วย
อาวุธข้ามแนวชายแดนอยู่เป็นประจำ

การเมืองการปกครอง

     การเมือง : ปกครองด้วยระบอบสาธารณรัฐ ประธานาธิบดีเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด มีอำนาจในการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่
รัฐบาลระดับสูง รวมทั้งผู้ว่าการรัฐทั้ง ๒๕ รัฐ ประธานาธิบดีคนปัจจุบันคือนาย Omar al – Bashir ซึ่งขึ้นสู่ตำแหน่งด้วยการทำรัฐประหารในปี พ.ศ.๒๕๓๒ ผลจากข้อตกลงสันติภาพระหว่างรัฐบาลและกลุ่มกบฏทางตอนใต้ของประเทศทำให้ ครม. ชุดปัจจุบัน
ประกอบด้วยสมาชิก ๑๖ คน จากรัฐบาลซูดาน และ ๙ คน จากกลุ่มกบฏทางตอนใต้ โดยฝ่ายรัฐบาลได้ดำรงตำแหน่งในกระทรวงที่มีความสำคัญ เช่น กระทรวงกลาโหม กระทรวงพลังงาน กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง
     ระบบรัฐสภา : รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวซึ่งเกิดจากข้อตกลงสันติภาพระหว่างรัฐบาลซูดานและกลุ่มกบฏทางตอนใต้ กำหนดให้ระบบรัฐสภาของซูดานประกอบด้วย ๒ ส่วน คือ
      สมัชชาแห่งชาติ (The National Assembly) มีสมาชิกซึ่งแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี ๔๕๐ คน ตามสัดส่วนคือ
ฝ่ายรัฐบาล ร้อยละ ๕๒ กลุ่มกบฏทางตอนใต้ ร้อยละ ๒๘ และกลุ่มการเมืองอื่น ๆ อีกร้อยละ ๒๐
      คณะมนตรีความมั่นคงแห่งรัฐ (The Council of State) มีสมาชิก ๕๐ คน เป็นผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้ง
ในระดับรัฐ ๆ ละ ๒ คน
     ระบบศาลยุติธรรม : ประกอบด้วยศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ และศาลชั้นต้น
      ระบบกฎหมาย : มีพื้นฐานมาจากกฎหมายของอังกฤษโดยในปัจจุบันได้มีการบังคับใช้กฎหมายอิสลาม ทั่วทั้งประเทศยกเว้นรัฐทางภาคใต้

ลักษณะทางภูมิประเทศซูดาน

              

         ที่ตั้ง : ประเทศซูดานมีเมืองหลวงคือกรุงคาร์ทูม ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกา
มีพื้นที่ ๒,๕๐๕,๘๑๐ ตร.กม. (ประมาณยุโรปตะวันตก) นับเป็นประเทศที่มีพื้นที่มากที่สุดในทวีป  ซูดานมีเขตแดนทั้งทางบกและทางทะเลเป็นระยะทางรวมกันทั้งสิ้น ๘,๕๔๐ กม.
       ด้านทิศเหนือติดกับ
– ลิเบีย (๓๘๓ กม.)
– อียิปต์ (๑,๒๗๓ กม.)
      ด้านทิศตะวันออกติดกับ
– ทะเลแดง (๘๕๓ กม.)
– เอริเธีย (๖๐๕ กม.)
– เอธิโอเปีย (๑,๖๐๖ กม.)
     ด้านทิศใต้ติดกับ
– เคนยา (๒๓๒ กม.)
– ยูกันดา (๔๓๕ กม.)
– สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (๖๒๘ กม.)
    ด้านทิศตะวันตกติดกับ
– แอฟริกากลาง (๑,๑๖๕ กม.)
– ชาด (๑,๓๖๐ กม.)
    ภูมิประเทศ : ภูมิประเทศโดยทั่วไปค่อนข้างราบ มีเทือกเขาทางทิศตะวันออกติดกับทะเลแดง ทางทิศใต้ของประเทศและทางตอนกลางของเขตพื้นที่ดาร์ฟูร์
    ภูมิอากาศ : มีความหลากหลาย ตั้งแต่ร้อนชื้นทางตอนใต้ ไปจนถึงแห้งแล้งแบบทะเลทรายทางตอนเหนือ
ของประเทศ อุณหภูมิ ณ จุดใต้จุดเหนือเปลี่ยนแปลงค่อนข้างน้อย ฤดูฝนอยู่ในช่วง เม.ย. – พ.ย.
     ทางน้ำไหล : แม่น้ำที่สำคัญคือแม่น้ำไนล์ขาวและแม่น้ำไนล์น้ำเงิน ซึ่งไหลมาบรรจบกัน ณ กรุงคาร์ทูม เกิดเป็นแม่น้ำไนล์ซึ่งไหลลงทะเลเมดิเตอร์เรเนี่ยนในประเทศอียิปต์ แม่น้ำสำคัญอื่นคือแม่น้ำสาขาของ
แม่น้ำไนล์ ได้แก่ แม่น้ำ Bahr al Ghazal แม่น้ำ Sobat และแม่น้ำ Atbaru
     พืชพันธุ์ไม้ : มีความหลากหลายตั้งแต่ป่าฝนเขตร้อนทางตอนใต้และค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นทุ่งหญ้าจนกลายเป็นทะเลทรายทางตอนเหนือ
     เวลาท้องถิ่น : UTC + 3

กกล.ฉก.๙๘๐ ไทย-ดาฟูร์

pic

ซูดานตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปแอแฟริกา ปกครองด้วยรัฐบาลกลางของชาวอาหรับมุสลิม นับตั้งแต่ได้รับเอกราช จากอังกฤษในปี พ.ศ.๒๔๙๙ ซึ่งนับตั้งแต่ได้รับเอกราชได้เกิดสงครามกลางเมือง ขนาดใหญ่ขึ้น
ในประเทศซูดาน ๒ ครั้ง ทั้ง ๒ ครั้ง เกิดจากความขัดแย้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ระหว่างชาวอาหรับ
มุสลิมซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ในภาคเหนือกับประชาชนซึ่งไม่ใช่ชาวอาหรับมุสลิม ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ในภาคใต้
จนทั้ง ๒ ฝ่าย ได้บรรลุข้อตกลงสันติภาพร่วมกันในปี พ.ศ.๒๕๔๘ ข้อตกลงดังกล่าวส่งผลให้ภาคใต้ของประเทศ ได้รับสิทธิในการ
ปกครองตนเองเป็นการชั่วคราวเป็นเวลา ๖ ปี จนกว่าจะมีการลงประชามติซึ่งจะจัดให้มีขึ้นในปี พ.ศ.๒๕๕๔ เพื่อตัดสินว่าภาคใต้
ของประเทศจะแยกตัวออก เป็นเอกราช โดยสมบูรณ์หรือไม่
                    อย่างไรก็ดีในขณะที่การเจรจาสันติภาพทางภาคใต้กำลังจะดำเนินไปได้ด้วยดีนั้น ในปี พ.ศ.๒๕๔๖ ก็ได้เกิด
เหตุการณ์ความไม่สงบขึ้นทางภาคตะวันตกในเขตพื้นที่ดาร์ฟูร์ โดยประชากรในพื้นที่ดังกล่าวซึ่งไม่ใช่ ชาวอาหรับมุสลิม
ไม่พอใจความไม่เท่าเทียมกันด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ได้จับอาวุธเข้าต่อสู้กับ ฝ่ายรัฐบาล เหตุการณ์ความไม่สงบ
ดังกล่าว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า ๒๐๐,๐๐๐ คน และมีผู้พลัดถิ่นอีกกว่า ๒,๐๐๐,๐๐๐ คนโดยในขณะนี้เหตุการณ์ความรุนแรง
ในดาร์ฟูร์เริ่มขยายตัว และลุกลามเข้าไปในชาด และแอฟริกากลาง ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้าน และมีพรมแดนติดกับเขตพื้นที่ดาร์ฟูร์ 
ทำให้นานาชาติกำลังพยายาม หามาตรการป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ความไม่สงบลุกลามและขยายตัวจนกลายเป็น ความขัดแย้ง
ในระดับภูมิภาค โดยในปัจจุบันได้มีภารกิจรักษาสันติภาพในซูดานแล้ว ๒ ภารกิจ และคาดว่าจะมีการจัดตั้งภารกิจรักษาสันติภาพ
ขึ้นอีก ๑ ภารกิจในชาดและแอฟริกากลาง บริเวณพรมแดนที่ติดกับเขตพื้นที่ดาร์ฟูร์

pic
 งบประมาณ :  ได้รับการสนับสนุนจากสหประชาชาติ 
             ประโยชน์ที่ประเทศไทย จะได้รับจากการสนับสนุนสหประชาชาติ ในภารกิจครั้งนี้ 
                  ๑ เป็นการสนับสนุนระบบสหประชาชาติและการดำเนินการแก้ไขปัญหาด้วยกลไกพหุภาคี
                  ๒ เป็นการสานต่อบทบาทของไทยในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ ซึ่งไทยได้สนับสนุนปฏิบัติการ
รักษาสันติภาพของสหประชาชาติมาโดยตลอด
                  ๓ เป็นการขยายโอกาสในการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศในภูมิภาคแอฟริกาตาม
นโยบายของรัฐบาลในการบุกเบิกแอฟริกา 
                 ๔  เป็นการพัฒนาศักยภาพกองทัพไทย โดยเสริมสร้างทักษะปละประสบการณ์และขยายมิติด้านการต่างประเทศให้แก่เจ้าหน้าที่
ของไทย ซึ่งการมีบทบาทที่แข็งขันของไทยในปฏิบัติการรักษาสันติภาพจะช่วยสร้างโอกาสให้เจ้าหน้าที่ของไทยในการดำรงตำแหน่งระดับสูง
ในฝ่ายปฏิบัติการรักษาสันติภาพของสหประชาชาติหรือในองค์กรระหว่างประเทศอื่นๆ 
                  ๕ การสนับสนุนด้านงบประมาณจากสหประชาชาติในการเข้าร่วมปฏิบัติการรักษาสันติภาพของสหประชาชาติมีความเหมาะสม

ความเป็นมาของการเข้าร่วมภารกิจของกองทัพไทย

 

                   ความขัดแย้งด้วยอาวุธในซูดาน ระหว่างฝ่ายเชื้อสายอาหรับและเชื้อสายแอฟริกันในประเทศซูดาน ดำเนินมากกว่า
๒ ทศวรรษ การสู้รบครั้งใหญ่ระหว่างฝ่ายรัฐบาลร่วมกับกองกำลังติดอาวุธจัดตั้งกับกลุ่มกบฏอื่น ได้แก่ขบวนการปลดปล่อยซูดาน
(Sudan Liberation Movement/Army : SPL/A) ร่วมกับกลุ่ม Justice and Equality movement (JEM) ได้ปะทุขึ้นในปี
๒๕๔๖ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า ๒๐๐,๐๐๐ คน และมีผู้ผลัดถิ่นจากสงครามถึงกว่า ๒ ล้านคน การทารุณกรรม การข่มขืนสตรี
และเด็กปรากฏอย่างแพร่หลายในภูมิภาคดาร์ฟูร์
                สหภาพแอฟริกัน (African Union : AU) ในฐานะกลไกภูมิภาคโดยการสนับสนุนของสหประชาชาติ (United
Nations : UN) ได้พยายามยุติความรุนแรง โดยมีการลงนามในข้อตกลงสันติภาพดาร์ฟูร์ (Darfur Peace Agreement : DPA)
ระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับกลุ่มกบฏเมื่อ ๕ พ.ค.๒๕๔๙  อย่างไรก็ตามกลุ่มกบฎบางกลุ่มไม่เห็นด้วยกับข้อตกลงดังกล่าว สถานการณ์
ในดาร์ฟูร์จึงยังคงอยู่ในภาวะวิกฤติ
                  คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ จึงได้มีมติ ๑๗๖๙ จัดตั้งภารกิจ UNAMID ขึ้นเมื่อ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๐
โดยรับการถ่ายโอนภารกิจรักษาสันติภาพจากสหภาพแอฟริกัน  และมีความต้องการกำลัง พัน.ร. เพิ่มเติม ๘ กองพัน จาก พัน.ร.
ของ AMIS ที่ปฏิบัติการอยู่เดิมแล้ว ๑๐ กองพัน ประกอบด้วยกำลังจากประเทศ รวันดา ไนจีเรีย เซเนกัล แกมเบีย เคนย่า
และแอฟริกากลาง โดย UNAMID จะมีกำลังรวมทั้งสิ้น ๑๘ กองพัน  ซึ่งปัจจุบันสหประชาชาติตอบรับกำลังแล้ว ๓ พัน.ร. จาก
๓ ประเทศ ได้แก่ อียิปต์ เอธิโอเปียและไทย โดยไทยเป็นประเทศเดียวนอกภูมิภาคแอฟริกาที่ได้รับการคัดเลือก
                  ครม. มีมติเมื่อ ๙ ต.ค.๕๐ ให้กองทัพไทยจัดกำลัง ๑ พัน ร.ผสม (๘๐๐ อัตรา) ประกอบด้วย  ๕ กองร้อย
( ๓ ร้อย ยน. ๑ ร้อย.ร.ยก. และ ๑ ร้อย.สน.) เข้าปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับกองกำลังทหารและตำรวจรวมทั้งพลเรือน จากประเทศอื่นๆ
มีระยะเวลาปฏิบัติหน้าที่ ๑ ปี มีขีดความสามารถในการลาดตระเวนทั้งกลางวันและกลางคืน  มีขีดความสามารถในการป้องกัน
ตนเอง  มีอาวุธยิงสนับสนุนเพียงพอ มีความคล่องแคล่วในการเคลื่อนที่  มียานเกราะสนับสนุนกรณีที่ต้องแยกกองร้อย
ไปปฏิบัติการอิสระ ห้วงเวลาในการปฏิบัติหน้าที่ขั้นต้น ๑ ปี และจะพิจารณาขยายอาณัติเป็นวงรอบปี โดยประกอบกำลังพลจาก
สป. ๒ นาย  บก.ทหารสูงสุด ๑๒ นาย  ทบ. ๗๔๑ นาย ทร. ๓๙ นาย  และ ทอ. ๘ นาย

  ฑูตซูดาน 

ภารกิจของทหารไทยที่ไปปฏิบัติหน้าที่ กกล.ฉก.๙๘๐ ไทย/ดาร์ฟูร์

    

                  ภารกิจ UNAMID  มีความต้องการกำลัง พัน.ร.เพิ่มเติม สำหรับ จำนวน ๘ กองพัน โดย ๑๐ กองพันจะรับโอนจาก
กำลังของสหภาพแอฟริกันที่ปฏิบัติการอยู่เดิมในภารกิจ AMIS ปัจจุบันสหประชาชาติตอบรับกำลัง ๓ พัน.ร. จาก ๓ ประเทศผู้เสนอ
การสนับสนุนกำลัง ประเทศที่ได้รับการคัดเลือกในขั้นนี้ได้แก่ อียิปต์ เอธิโอเปีย และไทย โดยไทยเป็นประเทศนอก AU ประเทศเดียว
ที่ได้รับการคัดเลือกให้จัดกำลัง พัน.ร.การจัดกำลัง ๑ พัน ร.ผสม (๘๐๐ อัตรา) ของกองทัพไทย มีรายละเอียดภารกิจ ดังนี้ 
           
            ๑  พิทักษ์พลเรือน  สถานที่  สิ่งอำนวยความสะดวก 
            ๒ ประกันเสรีในการเคลื่อนที่ให้กับเจ้าหน้าที่สหประชาชาติ  รวมทั้งองค์กรด้านมนุษยธรรม 
            ๓  สนับสนุนข้อตกลงสันติภาพดาร์ฟูร์ (Darfur Peace Agreement : DPA) ป้องกันการกระทำของกลุ่มใดๆ
ในลักษณะขัดขวางต่อการปฏิบัติตามข้อตกลงสันติภาพฯ
              ๓.๑ การยุติการสู้รบระหว่างฝ่ายรัฐบาลและกลุ่มกบฏทันที
               ๓.๒ ให้ปลดอาวุธแก่กองโจรที่รัฐบาลจัดตั้ง กองโจรนอกกฎหมายทั้งหมด
                ๓.๓ กำหนดกลไกในการรจัดสรรอำนาจรัฐ โดยให้ทุกกลุ่มเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครอง
                ๓.๔ การจัดสรรทรัพยากร จัดสรรผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นธรรม
                 ๓.๕ กำหนดแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจ  การลงทุน  การฟื้นฟูประเทศ
                 ๓.๖ การช่วยเหลือและการจ่ายเงินชดเชยแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากสงคราม 
                  ๓.๗ การยุติการสู้รบโดยสมบูรณ์

สถานการณ์ความไม่สงบในซูดาน

อย่างไรก็ตามความไม่สงบที่ส่งกระทบต่อผู้คนจำนวนมากมีเพียง ๒ พื้นที่ คือในพื้นที่ภาคใต้ และภาคตะวันตกในเขตพื้นที่ดาร์ฟูร์
รายละเอียดของสถานการณ์ในทั้ง ๒ พื้นที่มีดังนี้
                  สถานการณ์ความรุนแรงในภาคใต้ของซูดาน : มีความรุนแรงในระดับสงครามกลางเมือง ๒ ครั้ง โดยในครั้งแรกมีสาเหตุมาจากความพยายามที่จะแยกตัวเป็นอิสระของประชาชนในภาคใต้ของซูดาน ซึ่งมีความแตกต่างกับประชาชน
ในภาคเหนือทั้งในด้านเชื้อชาติและศาสนาโดยก่อนที่ซูดานจะได้รับเอกราช ประชาชนในภาคใต้ต่างคาดว่าจะได้รับเอกราช
และแยกตัวเป็นอิสระ หลังจากซูดานได้รับเอกราชจากอังกฤษแล้ว แต่กลับถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของซูดานหลังจาก
ได้รับเอกราชแล้ว ความขัดแย้งในครั้งนั้นจบลงด้วยข้อตกลงสันติภาพระหว่างรัฐบาลซูดานซึ่งคุมพื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศ
กับกลุ่มกบฏทางตอนใต้ในปี พ.ศ.๒๕๑๕
                    ในปี พ.ศ.๒๕๒๖ สงครามกลางเมืองระหว่างรัฐบาลซูดานกับกลุ่มกบฏทางตอนใต้ที่มีชื่อว่า  Sudan People
Liberation Movement (SPLM) ได้ปะทุขึ้นอีกครั้งหนึ่ง โดยมีมูลเหตุมาจากการที่นาย  Gaafav Nimievy ประธานาธิบดี
ในขณะนั้นได้ประกาศให้มีการบังคับใช้กฎหมายอิสลามทั่วทั้งประเทศ ซึ่ง  การกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดข้อตกลงสันติภาพ
ในปี พ.ศ.๒๕๑๕ กอปรกับการที่ชาวอาหรับทางภาคเหนือได้เข้ามาจับกุมประชาชนในภาคใต้เพื่อนำไปเป็นทาส และความรุนแรง
ได้ทวีสูงขึ้นเมื่อเริ่มมีการสำรวจพบแหล่งน้ำมันดิบในภาคใต้  เหตุการณ์ความรุนแรงดังกล่าว ได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง
เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว มากกว่า ๒๐๐,๐๐๐ คน จนกระทั่งรัฐบาลซูดาน และ SPLM ลงนามในข้อตกลง
สันติภาพเบ็ดเสร็จ (Comprehensive Peace Agreement : CPA) เมื่อ ม.ค.๔๘
                     สาระสำคัญของ CPA คือการที่ SPLM ได้รับสิทธิในการเข้าไปมีส่วนร่วมกับรัฐบาลซูดานใน ครม. และระบบรัฐสภา
ของซูดาน รวมทั้งได้รับสิทธิในการจัดตั้งรัฐบาลเพื่อปกครองตนเองในพื้นที่ภาคใต้เป็นเวลา ๖ ปี โดยจะมีการลงประชามติ
ในเรื่องการแยกตัวเป็นอิสระของซูดานภาคใต้อีกครั้งในปี พ.ศ.๒๕๕๔ โดยในระหว่างนี้ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะแบ่งปันผลประโยชน์
ที่ได้จากทรัพยากรน้ำมันในภาคใต้ของประเทศฝ่ายละครึ่ง สหประชาชาติได้เข้าให้การช่วยเหลือทั้ง ๒ ฝ่าย ในการปฏิบัติตาม CPA
ด้วยการที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้มีข้อมติที่ ๑๕๙๐ (๒๐๐๕)  ให้จัดตั้งภารกิจรักษาสันติภาพ
ของสหประชาชาติในซูดาน (United Nations Mission in Sudan : UNMIS)  อย่างไรก็ดีถึงแม้ว่าสงครามกลางเมือง
ระหว่างรัฐบาลซูดานและ SPLM จะสงบลงไปแล้วก็ตามแต่ก็ยังมีการปะทะกันด้วยกำลังติดอาวุธของเผ่าต่าง ๆ ในภาคใต้
รวมทั้งกลุ่มติดอาวุธที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดซึ่งยังไม่ได้ผ่านกระบวนการปลดอาวุธ ปลดประจำการ และกลับคืนสู่สังคม
ตลอดจนการขัดแย้งระหว่างรัฐบาลซูดานและ SPLM ในเรื่องเส้นแบ่งเขตแดนที่แบ่งภาคใต้ออกจากส่วนใหญ่ของประเทศ
ซึ่ง UNMIS ยังคงจะต้องใช้ความพยายามเพื่อให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าเจรจากัน และยุติปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี
                     
                     สถานการณ์ความรุนแรงทางด้านตะวันตกของซูดานในเขตพื้นที่ดาร์ฟูร์                     กำลังเป็นจุดสนใจของประชาคมโลก  อยู่ในปัจจุบัน เริ่มปะทุขึ้นจนถึงจุดวิกฤติใน ก.พ.๔๗ เมื่อ  กองทัพ/
กลุ่ม เคลื่อนไหวปลดปล่อยซูดาน (Sudan Liberation Army/Movement : SLA/M) และกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อความเท่าเทียม
และยุติธรรม (Justice and Equality Movement : JEM) ได้เริ่มการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธกับรัฐบาลซูดาน เพื่อต่อต้าน
ความไม่เท่าเทียมกันทางด้านการเมือง และเศรษฐกิจซึ่งได้ดำเนินมาเป็นเวลาหลายปี โดยรัฐบาลซูดานได้ตอบโต้ด้วยการ
ส่งกำลังทหาร เข้าไปปราบปรามรวมทั้งการจัดตั้งกองโจรอาหรับซึ่งรู้จักกันในชื่อ Janjaweed เข้าโจมตีเพื่อขับไล่
ให้ประชาชนซึ่งไม่ใช่ชาวอาหรับมุสลิมหลบหนีออกจากพื้นที่ ซึ่งนับเป็นการปฏิบัติที่สหประชาชาติจัด เป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
และศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court : ICC) ได้ตัดสินให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง มีความผิดไปแล้วหลายคน
แต่ไม่สามารถนำตัวผู้กระทำผิดเหล่านี้มาลงโทษได้เนื่องจากรัฐบาลซูดาน ยังไม่ยอมส่งมอบบุคคลเหล่านี้
                   
                  

   กำเนิดภารกิจรักษาสันติภาพของสหภาพแอฟริกัน (African Union Mission in Sudan :AMIS)
                    ในปี พ.ศ.๒๕๔๗ สหภาพแอฟริกันได้เข้ามาเจรจาไกล่เกลี่ย ส่งผลให้กลุ่มต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง
ได้ลงนามในข้อตกลงเพื่อมนุษยธรรม ทำให้องค์กรบรรเทาทุกข์พลเรือนต่าง ๆ สามารถเข้าไปให้ความช่วยเหลือ
ประชาชนซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ ซึ่งหลังจากการลงนามดังกล่าวแล้ว สหภาพแอฟริกัน
ก็ได้พยายามเจรจาเพื่อให้มีการลงนามในข้อตกลงสันติภาพถาวร ซึ่งในระหว่างการเจรจาดังกล่าวได้เกิดความแตกแยก
ขึ้นภายใน SLA/M จนทำให้เกิดการแบ่งเป็น ๒ ฝ่าย โดยฝ่ายที่เห็นด้วยกับการเจรจาดังกล่าวคือ SLA/M นำโดย
นาย Minni Minavi (SLA/M Minni) และฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการเจรจาคือ SLA/M นำโดยนาย Abdoul Wahid al-Nour
(SLA/M Wahid) ซึ่งควบคุมกำลังติดอาวุธเกือบทั้งหมดของ SLA/M และได้รับการสนับสนุนจากชาวเผ่า Fur ซึ่งเป็นเผ่าที่ใหญ่ที่สุด
ในเขตดาร์ฟูร์ ถึงแม้การเจรจาสันติภาพดังกล่าวจะดำเนินไปอย่างไม่ราบรื่น แต่จากความพยายามกดดันอย่างหนักจากสหรัฐฯ
ทำให้มีการลงนามในข้อตกลงดาร์ฟูร์ (Darfur Peace Agreement : DPA) ระหว่างรัฐบาลซูดานกับ SLA/M Minni เมื่อ ๖
พ.ค.๔๙ โดยสหภาพแอฟริกันได้จัดตั้งภารกิจรักษาสันติภาพของ สหภาพแอฟริกัน (African Union Mission in Sudan :AMIS)
เพื่อช่วยเหลือในการปฏิบัติตาม DPA

                     ฝ่ายต่อต้าน    
                     อย่างไรก็ดียังมีกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย ต่อต้านและไม่ยอมลงนามใน DPA อีก ๒ กลุ่ม คือ SLA/M Wahid  และ JEM
โดยทั้ง ๒ กลุ่มเรียกร้องให้มีการกำหนดประเด็นสำคัญ ได้แก่ การจ่ายเงินชดเชยให้แก่นักรบที่ยอมปลดอาวุธ การปลดอาวุธ
Janjaweed โดยทันที การกำหนดให้ตำแหน่ง รอง ปธน. เป็นของดาร์ฟูร์ และการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม
กับผู้ที่มีส่วนร่วมในปัญหาความรุนแรงไว้ใน DPA ซึ่งข้อเรียกร้องดังกล่าว ยังคงไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาลซูดาน
การปฏิบัติของ AMIS นับแต่เริ่มวางกำลังในประมาณปลายปี พ.ศ.๒๕๔๗ จนถึงประมาณกลางปี พ.ศ.๒๕๔๘ เป็นไป
อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สถานการณ์ความรุนแรงในดาร์ฟูรลดน้อยลงเป็นลำดับทั้งนี้ เนื่องมาจากการให้ความร่วมมือ
ของรัฐบาลซูดานและกลุ่มกบฏ โดยถึงแม้ Janjaweed จะไม่ค่อยให้ความร่วมมือกับ AMIS แต่เนื่องจาก Janjaweed
มักจะปฏิบัติการในเวลากลางคืนจึงไม่ค่อยเกิดการเผชิญหน้าโดยตรงกับ กกล.รักษาสันติภาพของ AMIS

  ฝ่ายต่อต้าน    
                     อย่างไรก็ดียังมีกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย ต่อต้านและไม่ยอมลงนามใน DPA อีก ๒ กลุ่ม คือ SLA/M Wahid  และ JEM
โดยทั้ง ๒ กลุ่มเรียกร้องให้มีการกำหนดประเด็นสำคัญ ได้แก่ การจ่ายเงินชดเชยให้แก่นักรบที่ยอมปลดอาวุธ การปลดอาวุธ
Janjaweed โดยทันที การกำหนดให้ตำแหน่ง รอง ปธน. เป็นของดาร์ฟูร์ และการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม
กับผู้ที่มีส่วนร่วมในปัญหาความรุนแรงไว้ใน DPA ซึ่งข้อเรียกร้องดังกล่าว ยังคงไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาลซูดาน
การปฏิบัติของ AMIS นับแต่เริ่มวางกำลังในประมาณปลายปี พ.ศ.๒๕๔๗ จนถึงประมาณกลางปี พ.ศ.๒๕๔๘ เป็นไป
อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สถานการณ์ความรุนแรงในดาร์ฟูรลดน้อยลงเป็นลำดับทั้งนี้ เนื่องมาจากการให้ความร่วมมือ
ของรัฐบาลซูดานและกลุ่มกบฏ โดยถึงแม้ Janjaweed จะไม่ค่อยให้ความร่วมมือกับ AMIS แต่เนื่องจาก Janjaweed
มักจะปฏิบัติการในเวลากลางคืนจึงไม่ค่อยเกิดการเผชิญหน้าโดยตรงกับ กกล.รักษาสันติภาพของ AMIS

              

   การต่อต้าน AMIS
                  อย่างไรก็ดีสถานการณ์ความรุนแรงในดาร์ฟูร์ได้เริ่มเลวร้ายลงไปอีกครั้งนับตั้งแต่ประมาณปลายปี พ.ศ.๒๕๔๘
เนื่องจากเกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างฝ่ายที่ลงนามใน DPA (รัฐบาลซูดานและ SLA/M Minni) และฝ่ายที่ต่อต้าน DPA
(SLA/M Wahid และ JEM) กอปรกับการที่ AMIS พยายามกดดันให้ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับ DPA ยอมลงนามในข้อตกลงดังกล่าว
ทำให้ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับ DPA เริ่มมองว่า AMIS ไม่มีความเป็นกลางและเริ่มมีเหตุการณ์โจมตี จนท.พลเรือนไม่ติดอาวุธ
ของหน่วยงานบรรเทาทุกข์ต่าง ๆ รวมทั้งกำลังทหารของ AMIS ซึ่งออกปฏิบัติภารกิจเป็นหน่วยขนาดเล็กห่างไกลจากกำลัง
ส่วนใหญ่ ทั้งนี้ AMIS มีความจำเป็นที่จะต้องจัดหน่วยทหารขนาดเล็กกระจายกันออกปฏิบัติการถึงในพื้นที่ห่างไกลเนื่องจาก
การที่ AMIS มีกำลังไม่เพียงพอนั้นเอง
                

การถ่ายโอนภารกิจให้ UNMIS
                 ในขณะที่สถานการณ์ความรุนแรงเริ่มเลวร้ายลงในประมาณปลายปี ๒๕๔๗ นั้น นานาชาติได้เริ่มหารือถึงแนวทาง
ในการถ่ายโอนความรับผิดชอบในการปฏิบัติภารกิจรักษาสันติภาพจากสหภาพแอฟริกัน (AMIS) ซึ่งมีกำลังพลและงบประมาณ
ในการดำเนินการอยู่อย่างจำกัดไปให้สหประชาชาติ (UNMIS) ซึ่งสามารถขยายขนาดของ กกล.รักษาสันติภาพ
ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการในการปฏิบัติภารกิจได้ ซึ่งในที่สุดสหประชาชาติ สหภาพแอฟริกัน
และรัฐบาลซูดานก็ได้ข้อยุติในเรื่องแผนการโอนมอบภารกิจจาก AMIS ไปสู่ UNMIS ซึ่งเลขาธิการสหประชาชาติได้รายงาน
ต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเมื่อ ๒๘ พ.ย.๔๙  คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติจึงได้มีข้อมติที่
๑๗๐๖ (๒๐๐๖) ให้ขยายขนาด UNMIS และให้เข้ารับโอนภารกิจจาก AMIS  สรุปขั้นตอนการโอนภารกิจทั้ง ๓ ขั้นตอนดังนี้ 

  

  – ขั้นที่หนึ่ง ขั้นการให้การสนับสนุนในขั้นต้น (Light Support Package : LSP) – UNMIS จะให้การสนับสนุน ฝอ.
จำนวน ๑๐๕ นาย และยุทโธปกรณ์ที่ AMIS ขาดแคลน เช่น เครื่องหาพิกัดด้วยดาวเทียม อุปกรณ์การตรวจการณ์ในเวลา
กลางคืน และ รสพ. เป็นต้น การสนับสนุนดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางด้านการควบคุมบังคับบัญชา
และอำนวยการของ AMIS ทั้งนี้ เมื่ออยู่ในพื้นที่ปฏิบัติการแล้ว ฝอ. ทั้ง ๑๐๕ นาย จะมีสถานะเป็น จนท.ของสหประชาชาติ
และอยู่ภายใต้การควบคุมทางยุทธการของ  ผบ.กกล.รักษาสันติภาพของ UNMIS
    – ขั้นที่สอง ขั้นให้การสนับสนุนหลัก (Heavy Support Package : HSP) – UNMIS จะให้การสนับสนุนกำลังประเภทหน่วย
สนับสนุน เช่น หน่วยบินเฮลิคอปเตอร์ หน่วยทหารช่าง หน่วยสื่อสาร และหน่วยขนส่ง เป็นต้น โดยมีกำลังพลประมาณ ๓,๐๐๐ นาย
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มพูนขีดความสามารถของ AMIS ในด้านทางการช่าง และการส่งกำลังบำรุง ซึ่งกำลังในส่วนนี้จะเริ่ม
วางกำลังหลังจากการปฏิบัติในขั้นที่หนึ่ง เสร็จสิ้นแล้วโดยในขั้นนี้หน่วยกำลังรบทั้งหมดจะเป็นของสหภาพแอฟริกัน (AMIS)
ในขณะที่หน่วยสนับสนุนจะเป็นของ สหประชาชาติ (UNMIS

ขั้นที่สาม ขั้นการปฏิบัติภารกิจผสม (Hybrid Mission) – UNMIS จะให้การสนับสนุนหน่วยเพิ่มเติมรวมทั้งหน่วยกำลังรบ
ให้แก่ AMIS การปฏิบัติในขั้นนี้จะเริ่มเมื่อการดำเนินการในขั้นที่สองแล้วเสร็จ และได้รับการยินยอมจากรัฐบาลซูดานแล้ว
ซึ่งการปฏิบัติในขั้นนี้จะนำไปสู่การโอนมอบภารกิจจาก AMIS ไปสู่ UNMIS อย่างสมบูรณ์ในท้ายที่สุด เนื่องจากข้อมติ
คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ ๑๗๐๖ (๒๐๐๖) ได้กำหนดให้การวางกำลังใด ๆ อันเป็นผลมาจากข้อมติฯ
ดังกล่าวนี้จะดำเนินการได้ก็ต่อเมื่อได้รับการยินยอมจากรัฐบาลซูดานแล้วเท่านั้น ซึ่งข้อจำกัดดังกล่าวได้ก่อให้เกิดปัญหา
เป็นอย่างมากในการดำเนินการให้เป็นไปตามข้อมติฯ เนื่องจากรัฐบาลซูดานพยายามประวิงเวลาการวางกำลังของสหประชาชาติ
ออกไปให้นานที่สุด โดยในตอนต้นรัฐบาลซูดานยินยอมให้สหประชาชาติดำเนินการตามขั้นตอนที่หนึ่ง ด้วยการให้การสนับสนุน
LSP แก่ AMIS เท่านั้น โดยยังไม่ยินยอมให้มีการวางกำลังประเภทหน่วยตามขั้นตอนที่สอง และสาม อย่างไรก็ดี
ผลจากการที่สหประชาชาติและองค์กรระหว่างประเทศอื่น ๆ เช่น สหภาพแอฟริกัน สหหภาพยุโรป และ League of Arab
รวมทั้งชาติมหาอำนาจ เช่น สหรัฐฯ อังกฤษ เยอรมนี ได้พยายามกดดันรัฐบาลซูดานอย่างต่อเนื่อง ทำให้ในที่สุดเมื่อ เม.ย.๕๐
รัฐบาลซูดานได้ยินยอมให้สหประชาชาติดำเนินการตามขั้นที่สองได้ ปัจจุบันสหประชาชาติกำลังประสานการปฏิบัติ
กับชาติสมาชิกเพื่อดำเนินการวางกำลังในส่วนของ HSP ต่อไป

         

           การจัดตั้ง MINUTAC
                     อนึ่งเพื่อเป็นการช่วยเหลือการปฏิบัติตามข้อมติที่ ๑๗๐๖ (๒๐๐๖) ที่ได้กล่าวถึงแล้วข้างต้น รวมทั้งเพื่อเป็นการ
ป้องกันมิให้ปัญหาความไม่สงบในเขตพื้นที่ดาร์ฟูร์ขยายตัวเข้าไปในชาดและแอฟริกากลาง ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านของ ซูดาน
และมีพรมแดนติดกับเขตพื้นที่ดาร์ฟูร์ทำให้สหประชาชาติวางแผนที่จะจัดตั้งภารกิจรักษาสันติภาพ ในชาดและแอฟริกากลางอีก
๑ ภารกิจ โดยจะมี  การวางกำลังตามแนวชายแดนทั้ง ๒ ประเทศ ซึ่งติดกับเขตพื้นที่ดาร์ฟูร์ โดยเมื่อ ๒๓ ก.พ.๕๐ เลขาธิการ
สหประชาชาติได้เสนอรายงานต่อคณะมนตรีความมั่นคงฯ ในเรื่องสถานการณ์ในชาดและแอฟริกากลาง  สรุปได้คือ
เลขาธิการสหประชาชาติกำลังดำเนินการเพื่อจัดตั้ง Advance Mission ในชาดและแอฟริกากลาง ซึ่งจะมีชื่อว่า United Nations
Mission in Chad and Central Africa Republic (Mission des Nations Unies au Tchad et en Re’publique
Centrafricaine : MiNUTAC) ทั้งนี้เพื่อเตรียมการในการสถาปนา United Nations Multidimensional Presence in Chad
and Central Africa Republic โดยมีวัตถุประสงค์หลัก ๒ ประการคือการป้องกันพลเรือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ลี้ภัยและ
ผู้พลัดถิ่นฐานภายในประเทศ และการขัดขวางการโจมตีข้ามแนวชายแดนของ กกล.ติดอาวุธ ด้วยการแสดงกำลัง
ซึ่งเลขาธิการสหประชาชาติ

 55ปีที่รอคอย ซูดานใต้ แยกประเทศสำเร็จ

Advertisements
ข้อความนี้ถูกเขียนใน เพลง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s