ภารกิจลับ

ชวน กับ อดีต รมต. ต่างประเทศ สุรินทร์ นำขบวนการต่อต้านผู้ก่อการร้ายมาจัดการโจรใต้ นามciaแต่ไทยใช้ctic

ชวน หลีกภัย  สุรินทร์ พิศสุวรรณ

รายงานขนาด 6 หน้าชิ้นนี้มีขึ้นตั้งแต่เดือนตุลาคม 2546 เป็นการฉายภาพรวมการทำงานต่อต้านการก่อการร้ายของรัฐบาลอเมริกันทั่วโลก โดยมีเรื่อง CTIC รวมอยู่ด้วยส่วนหนึ่งในหน้า 3 ภายใต้หัวข้อ

“CIA, Thai Agencies Unite to Root Out Al Qaeda”  หน่วยงานต่อต้านก่อการร้ายอเมริกา

CTIC (Counter Terrorist Intelligence Center )ศูนย์ข่าวกรองต่อต้านการก่อการร้ายไทย

ตั้งขึ้นในช่วงต้นปี 2544

หน่วยนี้สร้างความตระหนกให้กับเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวความมั่นคงของไทย โดยเฉพาะ “พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ” รองนายกรัฐมนตรี ที่ถึงกับยอมรับว่าไม่เคยทราบมาก่อน ก็คือรายงานจากหน่วย CSIS.หรือ “ศูนย์เพื่อยุทธวิธีและการศึกษานานาชาติ” ที่มี “จอห์น เจ.ฮัมรี” อดีตรองเลขาธิการกระทรวงกลาโหมสหรัฐ เป็นผู้ก่อตั้ง มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงวอชิงตันดีซี.หลุดรอดรายงานฉบับหนึ่งออกมา โดยรายงานดังกล่าวระบุว่า รัฐบาลไทยพยายามปกปิดการจัดตั้ง “องค์กรลับ” องค์กรหนึ่งชื่อ CTIC หรือ “ศูนย์ข่าวกรองต่อต้านการก่อการร้าย”ที่ได้รับการสนับสนุนจาก CIA.ในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ มาเป็นเวลา ๓ ปีแล้ว(คศ.๒๐๐๑:พ.ศ.๒๕๔๔)
รายงานของ CSISระบุว่า การตั้งศูนย์ CTIC ในภาคใต้เพื่อต่อต้านกลุ่ม JI และ อัลกออิดะห์ โดยมี CIA เป็นผู้วางโครงสร้าง ให้เงินทุนสนับสนุน และวางแผนการปฏิบัติงาน นอกจากนี้แล้วตำรวจและทหารไทยที่เกี่ยวข้องก็อยู่ภายใต้การบัญชาการโดยตรงของ CIA.
หมอแว‘อดีตผู้ต้องหาคดีเจไอสส นราธิวาสกษิต ภิรมย์

@@สงสัยCTICพันไฟใต้

รายงานจากหน่วยข่าวกรองไทย ระบุว่า หน่วยงานด้านความมั่นคงกำลังจับตาความเคลื่อนไหวของหน้วยงานลับดังกล่าว ว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้น เนื่องจากมีขีดความสามารถในการปฏิบัติงานสูงมาก โดยเฉพาะก่อนหน้านี้ CTIC ยังประสบความสำเร็จจากการจับ” นายฮัมบาลี” ที่อยุธยาด้วย ขณะเดียวกันลักษณะการเกิดเหตุการณ์ในพื้นที่ตามการวิเคราะห์ของหน่วยข่าวกรองพบว่ามีความผิดปกติและมักสอดรับกับสถานการณ์นอกประเทศอย่างจงใจ
ทั้งนี้ รายงานลับจากหน่วยข่าวกรองไทย ระบุด้วยว่า การตั้งศูนย์ CTIC ส่งผลกระทบต่อพื้นที่และสังคมของชาวบ้านในภาคใต้ จึงไม่ได้อยู่ในการพิจารณาของรัฐบาลไทยแต่อย่างใด นอกจากนี้การกระทำต่างๆ ของศูนย์ CTIC อาจทำให้เกิดความขัดแย้งภายใน เช่นนโยบายไล่ล่า และกักขังชาวบ้านมุสลิมที่ถูกกล่าวหาว่าต่อต้านสหรัฐ โดยเจ้าหน้าที่ CTIC สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้โดยไม่ต้องมีหมายจับ เพราะการทำงานของหน่วยงาน CIA ใน สงครามก่อการร้าย นั้นไม่ได้อยู่ในกรอบของกฎหมายไทยหรือแม้แต่กฎเกณฑ์ของ ข้อตกลง เจนีวา.เมื่อถูกจับกุมแล้ว ผู้ต้องหา ไม่มีสิทธิที่จะหารือกับทนายทั้งสิ้น แม้ว่าจะเป็นผู้บริสุทธิ์ก็ตาม โดยรายงานได้อ้าง กรณี “นายจาเมา” นักโทษ “สงครามก่อการร้าย” ที่ “กัวตานาโม”ที่ถูกทารุณกรรมให้รับสารภาพด้วย
ดังนั้นจึงไม่แปลกที่”พล.อ.ชวลิต”และ”พ.ต.ท.ทักษิณ”จะมึนงงกับ”องค์กรลับ”ดังกล่าวที่เกิดขึ้นในห้วงปีที่รัฐบาลเข้ารับหน้าที่ แม้”นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ”อดีต รมว.ต่างประเทศ จะปฏิเสธเช่นกันว่าไม่รู้เรื่อง แต่หากพิเคราะห์ในรายละเอียดลงไปมากกว่านี้ถึงเป้าประสงค์ขององค์กรต่างๆที่เข้ามาตั้งในประเทศไทยภายใต้การเชื่อมโยงเดียวกันกับ CIA รัฐบาลไทยจึงต้องสงสัยและระวังไว้ก่อน

มหาเดร์. มูฮัมหมัดมาเลเซีย

“สุรินทร์” โบ้ยทหารตั้ง CTIC.ใต้

นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผย “นสพ.ร่วมด้วยช่วยกัน” กรณีที่มีข่าวรัฐบาลไทยปกปิดการจัดตั้งศูนย์ข่าวกรองต่อต้านการก่อการร้าย หรือ CTIC ที่ได้รับการสนับสนุนจาก CIA. ขึ้นในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเป็นองค์กรลับที่มีบุคลากรด้านความมั่นคงของไทยทั้งทหาร ตำรวจ หน่วยข่าวกรอง เข้าร่วม ตามที่สถาบันศึกษาความมั่นคงและภัยคุกคามระหว่างประเทศ หรือ CSIS ซึ่งก็เป็นหน่วยงานของสหรัฐ ที่มีสาขาในกรุงเทพฯ เช่นกัน บันทึกไว้โดยนายสุรินทร์ ยืนยัน ว่า ตนเองไม่ทราบว่ามีองค์กรนี้หรือไม่ และในสมัยที่ตนเองเป็น รมต.ต่างประเทศก็ไม่ได้รับรู้ว่ามีองค์กรนี้ในประเทศไทย
“ไม่รู้จักเลย เพียงแต่ได้ข่าว น่าจะเป็นเรื่องของฝ่ายทหาร และการจัดตั้งนี้เป็นการจัดตั้งโดยที่ผมเองไม่ทราบก็ได้ และที่กล่าวว่าจัดตั้งปี ๒๐๐๑ (พ.ศ.๒๕๔๔) นั้น ตนเองก็ออกจากตำแหน่งแล้วตั้งแต่มกราคม ๒๐๐๑ (พ.ศ.๒๕๔๔) จึงไม่ทราบเรื่องนี้ และขอให้เช็กเรื่องเดือนวันที่ที่แน่นอนอีกครั้งเพราะการระบุว่าจัดตั้งในสมัยคุณชวนเป็นนายกฯ และ รมว.กลาโหม ขณะที่ผมเป็น รมต.ต่างประเทศนั้น ยังไม่ชัดเจน” นายสุรินทร์กล่าว

@@’นัจมุดดิน’ ซัดองค์กรลับ ผนึก ‘จอมบงการ’ เผาใต้?

นายนัจมุดดิน อูมา ส.ส.นราธิวาส พรรคไทยรักไทย หนึ่งในผู้ต้องหาคดีก่อความไม่สงบในภาคใต้ เปิดเผย “ร่วมด้วยช่วยกัน” ว่า องค์กรลับที่ชื่อ CTIC หรือศูนย์ข่าวกรองต่อต้านการก่อการร้ายลับสุดยอดในไทย ที่มีข่าวว่าหน่วยสืบราชการลับของอเมริกาอย่าง CIA. เป็นผู้ดูแลที่จัดตั้งในภาคใต้ตั้งแต่ปี ๒๐๐๑(พ.ศ.๒๕๔๔) นั้น ได้ยินข่าวนี้อยู่บ้าง และเข้าใจว่าทางฝ่ายความมั่นคงของประเทศก็ติดตามเรื่องนี้อยู่

“น่าจะเป็นองค์กรที่ก่อตั้งมาเพื่อความร่วมมือด้านข่าวสารมากกว่าและน่าจะเป็นสมัยรัฐบาลชุดที่แล้ว แต่อย่างไรก็ตามความเคลื่อนไหวขององค์กรนี้ก็ดูแปลกๆ อยู่ มันผิดปกติ อย่างกรณีการปาระเบิดขวดของวัยรุ่นที่ดูแล้วคึกคะนองเกินเหตุ ขนาดเอาเจ้าหน้าที่ลงไปก็เยอะแล้ว ชาวบ้านเริ่มให้ความร่วมมือแล้ว แต่ก็มีเหตุการณ์เกิดขึ้นอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า เราต้องหันกลับมาคิดอีกมุมหนึ่งแล้วว่าทำไมถึงยังฮึกเหิมได้”

นายนัจมุดดินยอมรับว่า “ขบวนการแบ่งแยกดินแดน” ที่เป็นจริงตอนนี้ไม่มีใครกล้าขยับ รวมทั้งชาวบ้านขณะนี้ก็ไม่กล้าออกจากบ้านแล้วทุกคนอยากอยู่อย่างสงบมากกว่า…ซึ่งจากการที่นายกรัฐมนตรีประกาศชัดเจนว่าต่อไปนี้การดำเนินการทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้กฎหมายห้ามไม่ให้มีการเข่นฆ่าหรืออุ้ม ทำให้ปิดช่องไม่ให้มีการผสมโรงได้ เพราะที่ผ่านมาคนเข้าใจว่าเจ้าหน้าที่ทำแต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ แต่เป็นกองกำลังอำนาจแฝง ซึ่งการที่ “พล.อ.ชวลิต” ทำการสับเปลี่ยนกำลังออกจากพื้นที่โดยเอาเลือดใหม่เข้าไปแทนถือว่าถูกต้องแล้วเพราะบางส่วนเป็นกองกำลังอำนาจแฝงของ “ฝ่ายปฏิบัติการเจาะไอร้อง”

อย่างไรก็ตาม “นายนัจมุดดีน” ยืนยันว่าสถานการณ์ไฟใต้ไม่ใช่เพียงแค่ปัญหาระดับภาค แต่เป็นปัญหาระดับความมั่นคงของประเทศโดยมีการทำกันเป็นขบวนการที่ใหญ่มากซึ่งน่ากลัวและดูไม่ปกติ โดยเฉพาะผนวกกับสถานการณ์ความวุ่นวายรอบประเทศที่เป็นใจให้กลายเป็นข้ออ้าง ซึ่งก็รวมถึงประเด็นเรื่อง “ช่องแคบมะละกา” ที่ถือเป็นผลประโยชน์พลังงานในคาบสมุทรนี้ ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยากให้ตั้งข้อสังเกตว่ามีการทำเป็นระบบและมีตัวละครที่เกี่ยวข้องกันทั้งเรื่อง กฟผ.และภาคใต้ ที่ “ตัวละคร” เริ่มปรากฏตัว ดังนั้นจึงอยากวิงวอนให้ทุกฝ่ายเร่งกระชากหน้ากาก “จอมบงการตัวจริง” ออกมาโดยเร็ว สังคมจะได้หมดความคลางแคลงใจเสียที

“มันไม่ใช่ไฟใต้อย่างเดียว มันเป็นการทำลายความั่นคงของชาติ อันนี้ผมเป็นห่วง เพราะว่าเขามีความพยายามที่จะทำลายล้างใน ๓-๔ จังหวัดตั้ง ๓-๔ เดือน แล้วหลังจากนี้ผมกลัวว่าเขาจะขยายผลไปที่อื่นต่อ เป้าหมายของเขาคือทำลายมั่นคงของประเทศ เพราะถ้าความมั่นคงเสียความเชื่อมั่นเสีย เศรษฐกิจเสีย รัฐบาลก็อยู่ไม่ได้ คือเป้าหมายทั้งหมดของเขาอยู่ที่นายกฯทักษิณ ซึ่งกลุ่มคนพวกนี้เป็นกลุ่มอำนาจเก่าที่มีผลประโยชน์เชื่อมโยงกับองค์กรต่างประเทศที่ต้องการเข้ามาฮุบประโยชน์ในคาบสมุทรนี้”

นายนัจมุดดีนกล่าวด้วยว่า อยากให้สื่อนำเสนอข่าวข้อมูลที่เป็นจริง อย่าตีวงแคบๆ แค่ ๓ จังหวัดแต่ควรมองภาพใหญ่ โดยเฉพาะผลประโยชน์ช่องแคบมะละกา อะไรที่พวกเขาถือเป็นเป้าหมายสุดยอด ซึ่งตนพูดตลอดเวลาว่ารัฐบาลเดินมาถูกทางแล้ว ซึ่งตนพร้อมสนับสนุน โดยขณะนี้ตนทำอยู่ ๒ เรื่องคือโครงการนำเยาวชนกลุ่มเสี่ยงมาสร้างความสัมพันธ์กับภาครัฐ จากนั้นจะไปถึงครูสอนศาสนาระดับกลางอายุ ๒๕-๔๐ ปีซึ่งถือเป็นปฏิบัติการชิงมวลชนของรัฐ นอกจากนี้ต้องสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจว่าขณะนี้สภาวการณ์ของปัญหาอยู่ในระดับวิกฤติ ไม่ปกติ

“ต้นเดือนหน้าจะเชิญครูสอนศาสนาในระดับกลางประมาณ ๔๐๐ คน เพราะว่าคนเหล่านี้จะต้องดึงมาเป็นหูเป็นตาให้การจัดสัมมนาจะจัดขึ้นที่นราธิวาส โดยจะเชิญท่านจุฬาราชมนตรีและแม่ทัพภาคที่ ๔ ผู้บัญชาการรักษาความปลอดภัย ผู้บัญชาการสันติบาล และก็ผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ ซึ่งหน่วยงานทั้ง ๔ เป็นงานด้านความมั่นคงด้านการข่าวโดยตรง เพราะตอนนี้มีช่องว่างอยู่ ช่องว่างหมายถึงฝ่ายความมั่นคงในระดับผู้ใหญ่เข้าใจปัญหาอย่างลึกซึ้งแล้ว แต่ในระดับปฏิบัติบางคนยังไม่ค่อยเข้าใจดี นี่คือด้านที่หนึ่ง ส่วนด้านที่สองฝ่ายองค์กรประชาชนบางส่วนยังคลางแคลงใจในอำนาจรัฐ ต้องเอาคนสองกลุ่มนี้มาพบปะพูดคุยกัน จึงจะอุดช่องว่างตรงนี้ได้ ประการที่สองจะเชิญกลุ่มวัยรุ่น ที่เกรงว่าถ้าเกิดปล่อยเขาอยู่อย่างนั้นแล้วจะมีใครมายุยงส่งเสริม ให้เข้ามาเรียนรู้ว่าสถานการณ์บ้านเมืองเป็นอย่างไร เพราะในอนาคตคนเหล่านี้จะต้องช่วยเป็นหูเป็นตาแทนรัฐบาล”
21 พ.ค. 47

CTIC –ต้องไม่หายไปกับสายลมยามดึก !
เอกสารที่พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธส่งมอบต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรเมื่อกลางดึกคืนวันพุธที่ 19 พฤษภาคม 2547 จะมีรายละเอียดอย่างไร จนใจที่ “เซี่ยงเส้าหลง” ไม่อาจรับรู้ แต่เชื่อว่าน่าจะเป็นพฤติกรรมที่ส่อเค้าว่าอาจจะมีการตกลงบางประการระหว่างรัฐบาลชุดที่แล้ว กับสหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับการจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการพิเศษร่วมขึ้นในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เสียทีเดียว
ก่อนหน้าสัก 2 – 3 สัปดาห์ นักวิเคราะห์สถานการณ์ในบ้านเราฮือฮากับรายงานชิ้นหนึ่งที่ปรากฏในเว็บไซต์ขององค์กร Center for Strategic and International Studies หรือ CSIS ของสหรัฐอเมริกาเอง ที่ระบุว่ามีหน่วยปฏิบัติการร่วมไทย-สหรัฐอเมริกาภายใต้ชื่อ Counter Terrorist Intelligence Center หรือ CTIC ที่อย่าว่าแต่คนไทยทั่วไปจะไม่รู้เรื่องเลย รัฐบาลปัจจุบันก็ไม่รู้เรื่อง และมีอีกบางเว็บไซต์นำไปถ่ายทอดต่อ
รายงานขนาด 6 หน้าชิ้นนี้มีขึ้นตั้งแต่เดือนตุลาคม 2546 เป็นการฉายภาพรวมการทำงานต่อต้านการก่อการร้ายของรัฐบาลอเมริกันทั่วโลก โดยมีเรื่อง CTIC รวมอยู่ด้วยส่วนหนึ่งในหน้า 3 ภายใต้หัวข้อ….

“CIA, Thai Agencies Unite to Root Out Al Qaeda”

เนื้อหาระบุว่า CITIC ตั้งขึ้นในช่วงต้นปี 2544
จะเป็นเอกสารมโนสาเร่หรือไม่ กรุณาเปิดเว็บไซด์ศึกษาได้โดยตรง โดยเปิดหาที่ http://www.csis.org หรือจะเปิดไปถึงที่หมายโดยตรงเลยก็ได้ที่ …….. สาระสำคัญโดยสังเขปอยู่ตรงย่อหน้าต่อไปนี้….
เป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของรัฐบาลอเมริกันยุคจอร์จ ดับเบิ้ลยู บุชคือการทำสงครามกวาดล้างขบวนการมุสลิมจารีตนิยมทั่วโลก เอเชียอาคเณย์เป็นจุดหนึ่งที่มีประชากรนับถือศาสนาอิสลามอยู่หนาแน่น
หน่วยงานด้านยุทธศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาเชื่อว่าขบวนการแบ่งแยกดินแดนทั้งในฟิลิปินส์, อินโดนีเซีย และ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต่ของประเทศไทย ล้วนเป็นเครือข่ายของขบวนการอัลกออิดะฮ์
เรื่องนี้มีรายละเอียดปรากฎอยู่ในหลายเว็บไซต์ ตัวอย่างเช่น….
มีบางเว็บไซต์ อาทิ …… เสนอบทวิเคราะห์เรื่อง CTIC ไว้ – ขอนำมาสรุปโดยสังเขปต่อไปนี้
WEBSITE ที่น่าอ่าน ?

http://www.csis.org/tnt/ttu/ttu_0310.pdf
http://fpc.state.gov/documents/organization/27533.pdf
http://www.usembassy.it/pdf/other/RL31152.pdf
http://www.fridaycallege.org

มีรายงานชิ้นหนึ่งของสหรัฐ ระบุชัดเจน CIA แอบเข้ามาตั้งศูนย์ต่อต้านการก่อการร้าย ณ จังหวัดชายแดนภาคใต้นาน 3 ปีมาแล้ว “ไฟใต้ – ก่อการร้าย – CIA” จึงเป็นสมการที่หลายฝ่ายกำลังจับตามอง
รัฐบาลไทยพยายามปกปิดการจัดตั้ง CTIC มาเกือบ 3 ปีแล้ว ศูนย์ลึกลับในภาคใต้แห่งนี้เป็นของสหรัฐอเมริกา บริหารงานโดยหน่วยงาน CIA ตั้งแต่ปี 2001 เป็นต้นมา
ทว่า ความลับนั้นกลับถูกเปิดเผยโดยรายงานของ Center for Strategic and International Studies (CSIS) ของสหรัฐอเมริกาเอง
รายงานของ CSIS ได้กล่าวถึงการจัดตั้งศูนย์ CTIC ในภาคใต้ เพื่อต่อต้านกลุ่มเจไอและอัลกออิดะฮ์ โดยมี CIA เป็นผู้วางโครงสร้างให้เงินทุนสนับสนุน และวางแผนการปฎิบัติงานทุกอย่าง โดยตํารวจและทหารไทยที่เข้าไปเกี่ยวข้อง ต้องอยู่ภายใต้การบัญชาการโดยตรงของ CIA
การจัดตั้ง CTIC นั้น เกิดขึ้นเพื่อผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกาเท่านั้น
ผลกระทบที่จะมีต่อวัฒนธรรมในพื้นที่ และสังคมของชาวบ้านในภาคใต้ จึงไม่ได้อยู่ในการพิจารณาของรัฐบาลไทยแต่อย่างใดทั้งสิ้น นอกจากนี้แล้วการกระทําต่าง ๆ ของ CTIC อาจทําให้เกิดความขัดแย้งภายใน เช่นนโยบายไล่ล่าและกักขังชาวบ้านมุสลิม ที่ถูกกล่าวหาว่าต่อต้านสหรัฐอเมริกา เจ้าหน้าที่ของ CTIC สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้โดยไม่ต้องมีหมายจับ เพราะการทํางานของ CIA ในสงครามต่อต้านการก่อการร้าย (War on Terrorism) นั้น ไม่ได้อยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายไทย หรือแม้แต่กฎเกณฑ์ของสนธิสัญญาเจนีวา
เมื่อถูกจับกุมแล้ว ผู้ต้องหาก็ไม่มีสิทธิที่จะหารือกับทนาย แม้ว่าเขายังคงถูกสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิตามกฎหมายก็ตาม จะเห็นได้จากกรณีของนายจาเมา นักโทษของสงครามการต่อต้านการก่อการร้ายรายหนึ่งที่ถูกคุมขังอยู่ที่อ่าวกวนตานาโม
“พวกเขาสอบสวนผม เป็นเวลา 12 ชั่วโมงติดต่อกัน ในขณะที่ตรึงแขนผมไว้ด้วยโซ่ เมื่อผมไม่ยอมให้พวกเขาฉีดยา psychoactive drugs ผมก็ได้ยินเสียงผู้คุมฝรั่งทั้งหลาย เร่งผีเท้ากันเข้ามาทางห้องขังของผม พวกเขามีกันทั้งหมดห้าคน ใส่ชุดเกราะเข้ามาเตะต่อยผม และตีด้วยไม้ตะบอง จนผมเจ็บระบมไปทั้งตัว พวกเขาตะโกนพร้อมกันว่า Comply, comply, comply. Do not resist. Do not resist. ผู้คุมคนหนึ่งเตะผมอย่างแรง จนทําให้ผมเกิดอาการอักเสบที่กระดูกสันหลัง….
“หลังจากนั้นอีกครึ่งชั่วโมง ในขณะที่ผมกําลังเริ่มฟื้นตัวขึ้นมา ผู้คุมคณะที่สองก็เข้ามาเตะต่อยผมอีก ผู้คุมอเมริกันคนหนึ่งขู่ว่า จะฆ่าครอบครัวของผมให้สิ้น….
“หลังจากนั้น เขาก็พาผมไปขังไว้ในห้องแคบมากๆ ที่ร้อนระอุในตอนกลางวัน พอตอนกลางคืน พวกเขาก็เปิดไฟในห้องให้สว่างจนนอนไม่หลับ รวมทั้งเปิดพัดลมอย่างแรงทําให้ห้องเย็นยะเยือก จนผมต้องลงไปหลบลมอยู่ใต้เตียง…..
“เขาต้องการทําลายผมทั้งทางกายและใจ…. เพื่อให้ได้มาซึ่ง คำ สารภาพ…. แม้ว่าผมจะเป็นผู้บริสุทธิ์ก็ตาม”
การกระทําทั้งหมด CIA มักจะใช้ตํารวจไทยเป็นเครื่องมือเบื้องต้น ในการหาข้อมูล และจับกุม ซึ่งทําให้เกิดความแค้นเคืองระหว่างคนไทยด้วยกันเอง เป็นอย่างมาก
เนื่องจากศูนย์ CTIC และ CIA เป็นหน่วยงานของต่างชาติ ปัญหาที่เกิดขึ้นในภาคใต้ จึงไม่ใช่ปัญหาระดับชาติ แต่เป็นปัญหาที่เรียกว่า US Fundamentalism ซึ่งเป็นจักรวรรดินิยมในรูปแบบหนึ่ง
เรากําลังเผชิญหน้ากับสหรัฐอเมริกา ที่ใช้กําลัง ทหารเพื่อบีบบังคับให้ประเทศอื่น ให้มองโลกจากมุมมองและกรอบคิดของตน ในรอบร้อยปีที่ผ่านมานี้ สหรัฐอเมริกาก็เคยมีแนวโน้มไปทาง Fundamentalism เหมือนกับที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะแนวคิดแบบ “เสรีนิยม” ในช่วงทศวรรษที่ 1960 หรือช่วงสงครามเวียดนาม ที่สหรัฐอเมริกาได้เข้ามาตั้งฐานทัพทางทหารในประเทศไทย ในช่วงทศวรรษที่ 1960-1970
ทําให้เยาวชนและนักศึกษาไทยในช่วงนั้น ต้องเติบโตมากับสงครามเวียดนาม เติบโตมากับเสียงฝูงบิน B – 52 เติบโตมากับภาพหญิงไทยกอดอยู่กับทหารฝรั่ง และเติบโตมากับรัฐบาลเผด็จการ ที่เอาแต่จะเสพสุขไปวัน ๆ
การยินยอมให้ต่างชาติเข้ามาแทรกแซงดังกล่าว จึงเป็นชนวนทําให้เกิดกระแสต่อต้านรัฐบาลอย่างแรง ไม่ต่างจาก “ไฟใต้” ที่กําลังปะทุขึ้นมาในขณะนี้ เพียงแต่ในช่วงทศวรรษที่ 1970 นั้น มันถูกจุดประกายขึ้นโดยนักศึกษาที่มิใช่ชาวมุสลิม คงเป็นที่น่าขบขันไม่น้อยทีเดียว เมื่อรัฐบาลพยายามจะฉลองครบรอบ 30 ปี 14 ตุลาคม 1973 ด้วยการไว้อาลัยอย่างเงียบ ๆ แต่กลับต้องเผชิญหน้ากับการฉลองที่แท้จริงกับปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
คนไทยนั้นไม่ชอบการถูกครอบงำโดยต่างชาติเป็นธรรมดา ประวัติศาสตร์ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นมาช้านานแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นชาวพุทธ ชาวมุสลิม หรือชาวกฟผ. !
การที่ประชาชนลุกขึ้นต่อต้านการดําเนินนโยบายเอาใจต่างชาติโดยรัฐบาลเผด็จการนั้น จึงเป็นเรื่องปกติของประวัติศาสตร์ชาติไทย
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เคยกล่าวไว้ว่า สหรัฐอเมริกานั้นเป็นเพื่อนที่น่ารําคาญ
ในปัจจุบันเราจะเห็นได้ว่า เพื่อนที่น่ารําคาญผู้นี้ นอกจากจะยัดเยียดให้จัดตั้ง CTIC อย่างลึกลับแล้ว ยังเปิดเผยรายงานการจัดตั้งดังกล่าวต่อสาธารณะ ให้รัฐบาลไทยต้องขายหน้าอีกต่างหาก !
ถึงเวลาแล้ว ที่รัฐบาลควรจะร่วมมือกับประชาชน เพื่อขจัดปัญหาการเข้ามาครอบงำโดยต่างชาติอย่างจริงจัง
นั่นหมายถึงการยกเลิกให้ต่างชาติ เข้ามาใช้สถานที่และฐานทัพภายในประเทศ อันนํามาซึ่งปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนไทยด้วยกันเอง
พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธจุดชนวนสำคัญออกมาแล้ว
อย่าให้มันล่องลอยไปกับสายลมยามดึกของการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีวันแรก และการซื้อหุ้นสโมสรลิเวอร์พูลเลย
รัฐบาลไหนแอบไปตกลงให้เกิด CTIC ขึ้น เป็นคำถามที่คนไทยทุกคนอยากได้คำตอบ
หน้าตาเว็บไซต์ ….. แกะรอย CTIC จากฉก. 399 !
หน่วยเฉพาะกิจ 399 หรือฉก. 399 คือ “ข้อมูล”, “หลักฐาน” และ “ใบเสร็จ” ที่แสดงให้เห็นว่าสหรัฐอเมริกาคือตัวการสำคัญที่ทำให้รัฐบาลพม่าไม่ไว้วางใจและหวาดระแวงไทย
เป็น “มูลเหตุพื้นฐาน” ของความตึงเครียดที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2544 และเมษายน 2545
การเผชิญหน้ากันระหว่างไทย-พม่า และการใช้นโยบายทางทหารอย่างแข็งกร้าวภายใต้การนำของแม่ทัพภาคที่ 3 ในขณะนั้น ไม่ว่าจะเป็นการประกาศปิดด่านแม่สายตั้งแต่ต้นปี 2544, การห้ามไม่ให้ส่งออกยุทธปัจจัย 4 ประเภทเข้าพม่า ทั้งน้ำมันเชื้อเพลิง ยารักษาโรค ยานยนต์ ข้าวสาร, การกักไม่ให้ขบวนรถบรรทุกอุปกรณ์เครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าท่าขี้เหล็กผ่านด่านแม่สาย ตลอดจนการปะทะกันด้วยกำลังทหารตามแนวชายแดน เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับการปรากฏตัวของหน่วยงานด้านความมั่นคงของไทยหน่วยงานหนึ่ง
“หน่วยเฉพาะกิจ 399” -“ฉก. 399” เป็นหน่วยงานด้านความมั่นคงที่กองทัพบก (ทบ.) ก่อตั้งขึ้นภายใต้การสนับสนุนของกองทัพสหรัฐอเมริกา
แม้พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ผบ.ทบ.ในขณะนั้น จะลงนามในคำสั่งก่อตั้งเมื่อปลายเดือนเมษายน 2544 แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ฉก. 399 เริ่มปฏิบัติการมาตั้งแต่ปลายปี 2543 ในยุครัฐบาลชวน หลีกภัยแล้ว
ฉก. 399 ตั้งอยู่ในเขตอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ประกอบด้วยกำลังพล 4 กองร้อย มาจากกรมทหารราบที่ 7 จำนวน 2 กองร้อย กองพลรบพิเศษที่ 2 จำนวน 2 กองร้อย และตชด.อีก 1 กองร้อย
กองทัพสหรัฐส่งหน่วยรบพิเศษที่ประจำการในภาคพื้นแปซิฟิค ณ เกาะกวม เข้ามาทำหน้าที่ช่วยฝึกสอนงานด้านการข่าวและการปฏิบัติการต่อเป้าหมาย
วัตถุประสงค์ – อ้างว่าเพื่อสกัดกั้นและปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติดโดยเฉพาะ
กำลังพลที่ได้รับการบรรจุเข้าฉก. 399 จะได้รับการสนับสนุนเบี้ยเลี้ยงจากทางการสหรัฐวันละประมาณ 500-600 บาท/คน ได้รับการสนับสนุนเครื่องมือที่ทันสมัย และยานพาหนะต่าง ๆ จากสหรัฐอเมริกาอย่างเต็มที่
นอกจากนั้นยังจะได้รับเงินพิเศษช่วยรบ (พศร.) ปีละ 1 ขั้น
เงิน พศร.นี้จะติดตัวกำลังพลไปจนกว่าจะเสียชีวิต
พล.อ.วัธนชัย ฉายเหมือนวงศ์ อดีตแม่ทัพกองทัพภาคที่ 3 เคยระบุไว้ว่า การตั้งฉก. 399 ขึ้นมามีเป้าหมายที่การสกัดกั้นปราบปรามยาเสพติดโดยเฉพาะ แต่จะไม่มีการรุกล้ำอาณาเขตของประเทศเพื่อนบ้าน และ….
การเข้ามาช่วยเหลือของกองทัพสหรัฐอเมริกาเป็นไปในลักษณะเดียวกับที่เคยช่วยเหลือรัฐบาลโคลัมเบียปราบปรามโคเคน !
แต่แม้จะยืนยันหนักแน่นอย่างนั้น ความเป็นจริงของปฏิบัติการในพื้นที่กลับเป็นไปในลักษณะ…..
“มะกันหนุน-ไทยคุม-กะเหรี่ยง(คริสต์)ลงมือ” การช่วยเหลือของกองทัพสหรัฐต่อฉก. 399 อยู่ที่การช่วยเหลือด้านเทคนิคเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการอ่านภาพจากดาวเทียมหาจุดที่ตั้งโรงงานยาเสพติด, การใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการปราบปรามยาเสพติด รวมไปถึงถ่ายทอด Know-how ที่จำเป็นผ่านชุดการฝึก “การปฏิบัติการต่อเป้าหมาย” ให้ เช่น การฝึกจู่โจมทางเฮลิคอปเตอร์ในเวลากลางคืน

มีนายทหารสหรัฐเข้ามาทำหน้าที่ในแผ่นดินภายใต้อธิปไตยของราชอาณาจักรไทยระหว่าง 12-30 นาย
ส่วน “การปฏิบัติการต่อเป้าหมาย” เป็นหน้าที่ของกำลังพลฝ่ายไทย โดยมีชนกลุ่มน้อยที่เป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลพม่าเข้าร่วมปฏิบัติการด้วย !
ฉก. 399 เริ่มวางโครงร่างของหน่วยงานมาตั้งแต่กลางปี 2543 เริ่มฝึกเต็มอัตราเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2544
ฉก. 399 มีลักษณะเดียวกันกับหน่วยงานในสังกัดศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก (ศปก.ทบ.) หมายเลข 514 และ 311 ในอดีต เพียงแต่ภารกิจแตกต่างกัน
โครงการ 514 ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อปฏิบัติการโต้ตอบกองกำลังของขุนส่าในอดีต ขณะที่โครงการ 311 ก่อตั้งขึ้นมาปฏิบัติงานด้านการข่าวพื้นที่ชายแดนไทย-พม่าโดยเฉพาะ และเสร็จสิ้นภารกิจไปเมื่อเดือนตุลาคม 2543 หลังจากนั้นจึงมีฉก. 399 ขึ้นมาทดแทน
เป็นที่รับรู้และพิจารณากันมาแต่ต้นแล้วว่าฉก. 399 คือความสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้ความสัมพันธ์ไทย-พม่าเลวร้ายลงไป เพราะนี่คือช่องทางในการส่งผ่านความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกาและประเทศตะวันตกเข้าไปยังชนกลุ่มน้อยที่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาลพม่า ทั้งด้านเงินทุน และอื่น ๆ รวมทั้งเป็นการรื้อฟื้นสถานภาพความเป็น Buffer State ของประเทศไทยขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ภายใต้วัตถุประสงค์อ้างอิงใหม่ – สกัดกั้นยาเสพติดจากแหล่งผลิตในประเทศพม่า
เหตุการณ์หลายครั้งที่ผ่านมาในช่วงปี 2543 – 2544 บ่งชี้ให้เห็นว่าชนกลุ่มน้อยในพม่าเป็นผู้นำกำลังเข้าปะทะกับคาราวานยาเสพติด แล้วนำยาเสพติด ยาบ้า ที่ยึดได้มามอบให้กับทางการไทย
ตัวอย่างที่ “บอกเล่า” ได้ดีคือกรณียาบ้า 13 ล้านเม็ดเมื่อเดือนเมษายน 2544 !
ยาบ้าของกลางที่กองกำลังนเรศวรตรวจยึดได้ 2 ครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 16 และ 24 เมษายน 2544 รวมกว่า 13 ล้านเม็ดนั้น….

ครั้งแรก 7 ล้านเม็ด พล.อ.วัธนชัย ฉายเหมือนวงศ์ มทภ. 3 ในขณะนั้น บอกว่ากองกำลังกะเหรี่ยงคริสต์ (KNU) ยึดได้หลังปะทะกับคาราวานขนยาเสพติดของกองกำลังกะเหรี่ยงพุทธ (DKBA) ในฝั่งพม่าแล้วนำมามอบให้กองกำลังนเรศวร
ข่าวในพื้นที่บอกเล่าว่าเมื่อคืนวันที่ 14 เมษายน 2544 มีขบวนรถของเจ้าหน้าที่ทหารไทยลำเลียงกำลังทหารในสังกัด KNU จำนวน 7 คันรถไปปล่อยบริเวณโรงสูบน้ำประปาแม่สอด เพื่อให้ข้ามแม่น้ำเมยไปยังฝั่งพม่า แล้วรับกลับมาในคืนเดียวกัน ต่อมาอีก 1 วัน KNU ก็นำยาบ้า 7 ล้านกว่าเม็ดมามอบให้ทางการไทย

ครั้งที่ 2 มีรายงานว่า ฉก.ร. 4ตรวจยึดได้หลังเกิดปะทะกับ DKBA บริเวณชายแดนอำเภอพบพระ จังหวัดตาก แต่หน่วยงานอื่น ๆ ในพื้นที่ไม่มีรายงานเหตุการณ์ปะทะ
ชนกลุ่มน้อยหลายกลุ่มในพม่าหันมาให้ความร่วมมือในการปราบปรามสกัดกั้นยาเสพติด-ยาบ้าที่มีแหล่งผลิตตามแนวชายแดนประเทศพม่า เริ่มจากกองกำลัง SSA ของพ.อ.ยอดศึก รวมไปถึง KNU, กองทัพกะเหรี่ยงคะยา(KNPP) ปะล่อง ปะโอ แม้แต่กลุ่มมอญเองก็เริ่มมีท่าทีที่จะเข้าร่วมกับแนวทางนี้มากขึ้น
ถือเป็นแนวทางแสวงหาความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกาและโลกตะวันตกของชนกลุ่มน้อยที่ต่อต้านรัฐบาลพม่าอีกแนวทางหนึ่ง
เป็นแนวทางที่ประเมินว่าน่าจะเห็นผลเร็วกว่าการชูธงเรียกร้องประชาธิปไตยเพียงธงเดียว !
เพราะปัญหายาเสพติดไม่เพียงแต่เป็นปัญหาใหญ่ของไทยเท่านั้น ยังเป็นภัยคุกคามต่อประชาคมโลก เมื่อชนกลุ่มน้อยเหล่านี้ประกาศเจตนารมณ์สกัดกั้นขบวนการผลิต-ค้ายาเสพติด ความช่วยเหลือจากภายนอกก็จะมีเข้ามามากและเร็วขึ้นแน่นอน
การผลักดันให้ชนกลุ่มน้อยในพม่าเข้าร่วมการปฏิบัติการสกัดกั้นยาเสพติดเข้าประเทศไทยนี้ย่อมมีแรงหนุนจากสหรัฐอเมริกาด้วยเช่นกัน
โดยมีหน่วยงานในสังกัดกองทัพบกไทยเป็นผู้ควบคุม และชนกลุ่มน้อยในพม่าเป็นผู้ปฏิบัติงาน !
หลังการออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านยาเสพติดของบรรดาชนกลุ่มน้อยต่าง ๆ ในพม่า มีเม็ดเงินสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาและประเทศตะวันตกเข้ามาค่อนข้างมาก รวมทั้งอาวุธด้วย
แน่นอน – ทุกอย่างผ่านประเทศไทยทั้งสิ้น !
รัฐบาลพม่าแสดงท่าทีไม่พอใจต่อการกำเนิดของฉก. 399 มาตั้งแต่ต้น ผ่านข่าวและบทความในหนังสือ The Mirror โดยตั้งธงไว้ว่ารัฐบาลไทยสมคบสหรัฐอเมริกาสนับสนุนกบฏชนกลุ่มน้อย มีอยู่บทความหนึ่งลงตีพิมพ์เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2544 ตั้งชื่อเลียนแบบสุภาษิตไทยว่า….
“ช้างตายทั้งตัวเอาหนังแพะไปปิดไม่มิด”
เนื้อหาเป็นการลงบันทึกความเคลื่อนไหวหน่วยรบพิเศษไทยละเอียดยิบ โดยมุ่งเน้นไปที่กำลังผสมไทย-สหรัฐ อเมริกาเข้าไปให้การสนับสนุนชนกลุ่มน้อยกลุ่มต่าง ๆ ที่ยังไม่ได้สวามิภักดิ์ต่อรัฐบาลพม่า
กองทัพบกและรัฐบาลไทยยุคชวน หลีกภัยออกมาปฏิเสธในทุกข้อกล่าวหา ไม่ว่าจะเป็นการให้การสนับสนุนกองกำลังชนกลุ่มน้อยในพม่า หรือการเปิดพื้นที่ให้ผู้นำชนกลุ่มน้อยเข้ามาพักอาศัยในประเทศไทย พร้อมกันนั้นนายทหารระดับสูงของไทยหลายนาย โดยเฉพาะในระดับกองทัพภาคที่ 3 ก็ออกมาระบุหลายครั้งว่าทางการพม่าไม่ให้ความร่วมมือต่อการปราบปรามยาเสพติดเท่าที่ควร
งบประมาณในการป้องกันและปราบปรามยาเสพย์ติดแต่ละปีของสำนักคณะกรรมการปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) อยู่ในราว 1,600-1,900 ล้านบาท
นอกเหนือจากจะได้รับสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลแล้ว ป.ป.ส.ยังได้รับงบสนับสนุนเพิ่มเติมมาจากองค์การสหประชาชาติอีกเป็นวงเงินประมาณ 450 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 11,250 ล้านบาท
แต่หลายปีที่ผ่านมาผลงานของป.ป.ส.ดูจะไม่ค่อยเข้าตาสหประชาชาติเท่าที่ควร
สหประชาชาติจึงเปลี่ยนการจัดสรรงบประมาณในการปราบปรามยาเสพย์ติดส่วนใหญ่มาให้กับ
“หน่วยปฏิบัติ” — คือกองทัพบก — โดยตรง แทนที่จะส่งผ่านให้ป.ป.ส.
ตัวเลขงบประมาณจากสหประชาชาติในปีหนึ่ง ๆ ตกราว 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 8,000 ล้านบาท
ฉก. 399 ก่อกำเนิดขึ้นเพื่อเป็น “หน่วยปฏิบัติภายในหน่วยปฏิบัติ” เพื่อรองรับการเปลี่ยน แปลงด้านการสนับสนุนงบประมาณจากสหประชาชาติดังกล่าว
ฉก. 399 มาจากแนวคิดของพล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ ผบ.ทบ.ในขณะนั้น และได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาล
รัฐบาลที่มีชวน หลีกภัยเป็นนายกรัฐมนตรี ชวน หลีกภัยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และประสงค์ สุ่นศิริเป็นที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคง !
ในชั้นต้น ภาพที่มีกำลังพลจากรบพิเศษของสหรัฐอเมริกาเข้ามาทำการฝึกสอนกำลังพลของกองทัพบก ทำให้หลายฝ่ายตั้งข้อกังขาเป็นการภายในว่านี่จะเท่ากับเป็นการอนุญาตให้ต่างชาติเข้ามาจัดตั้ง “ฐานทัพ” ในประเทศหรือไม่ ถ้าใช่ก็เป็นเรื่องที่ยอมไม่ได้ เพราะเป็นการละเมิดทั้งรัฐธรรมนูญและประมวลกฎหมายอาญา
แต่ก็เป็นเพียงเสียงนกเสียงกา – ทั้งรัฐบาลและกองทัพบกไม่ได้ตอบโต้อะไร !

อเมริกาทำสงครามข้อมูลข่าวสารโดยสนับสนุนให้ประชาชนอเมริกันประท้วงสงรามเวียดนามเพราะต้องการให้จีนเวียดนามเหนือและรัสเซียสงสัยแผนการยุจีนเวียดนามรัสเซียให้ทะเลาะกัน การถอนออกจากสงครามส่งผลให้จีนกับรัสเซียซึ่งสนับสนุนเวียดนามเหนือทำสงครามกับอเมริกา เมื่ออเมริกาอ้างความไม่เห็นชอบของประชาชนก็สามารถถอนออกจากสงครามเวียดนามโดยไม่มีใครสงสัย จีนิดว่าพื้นที่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นเขตอิทธิพลของตนเองซึ่งได้จัดแบ่งแล้วกับรัสเซีย แต่เวียดนามไม่ต้องการอยู่ในอาณัติจีน เพราะโดยพื้นฐานในอดีตไม่ถูกกน จึงดึงรัสเซีย มาคานอำนาจ ซึ่งมีการสนับสนุนเวียดนามเข้ายึดครองลาวและเขมร ความแตกแยกระหว่างจีน รัสเซียและเวียดนามจึงเกิดขึ้นตามแผน ทำให้ขั้วสังคมนิยมอ่อนแอ แกล้งแพ้สงครามเล็กสงครามเวียดนาม แต่ชนะสงครามกับขั้วสังคมนิยมเพราะขั้วนี้ทะเลาะกนย่อมอ่อนแอ อเมริกาก่อสงรามเวียดนามเพื่อใช้เป็นเรื่องมือสร้างความแตกแยกจีนรัสเซียเพื่อให้ขั้วสังคมนิยมอ่อนแอ
แผนการเจ็ดขั้นเพื่อส่งผลให้อเมริกาขึ้นเป็นจ้าวโลก ?
1.อาศัยสถานการณ์การบีบบังคับให้ญี่ปุ่นโจมตีเพิลฮาเบอร์ตามแผนการของตนเพื่อดึงอำนาจจากประชาชนเสนับสนุนอเมริกาเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ ๒ แล้วอาศัยสถานการณ์ของสงครามโลกครั้งที่สองซึ่งยังไงอเมริกาก็ชนะเพราะประเทศพื้นดินแม่ไม่ประสบภัยของการสู้รบ เมื่อชนะสงคราก็ดำเนินการเปลี่ยนถ่ายอำนาจจากประเทศมหาอำนาจในยุคล่าอาณานิคม เพื่อวางยุทธศาสตร์ในการจัดสร้างระบบโครงสร้างทางอำนาจในการดูดซับทรัพยากรเข้าสู่ศูนย์กลางระบบ (ระบบพึ่งพา)

2.สถาปนาแนวกันชนเพื่อป้องกันภัยคุกคามจากภายนอกประเทศให้กับ USA ในฝั่งแอตแลนติก(แยกเยอรมันตั้งนาโต้) ฝั่งแปซิฟิก (แบ่งเกาหลี คงกองกำลัง ยุไต้หวันกับจีน)

3.จัดตั้ง UN เพื่อจัดแบ่งขั้วอำนาจในค่ายสังคมนิยมและเสรีนิยม เพื่อให้ประเทศเกิดใหม่ซึ่งหลุดพ้นจากประเทศอาณานิคมมาเกาะระบบพึ่งพาในทั้งสองขั้ว จนกระทั่งก่อให้เกิดสงครามเย็น

4.สร้างฐานที่มั่นเพื่อให้ตนเองสามารถยืนอยู่ได้ด้วยตนเอง โดยสามารถดูดซับเอาทรัพยากรในภูมิภาคละตินอเมริกามาเป็นฐานทางด้านเศรษฐกิจ ก่อให้ เกิดความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

5.แยกสลายความเข้มแข็งของขั้วสังคมนิยมด้วยสงครามเวียดนาม จนรัสเซียแตกสลาย(สิ้นสุดสงครามเย็น)

6.ทำลายโอกาสของคู่แข่งในการขึ้นมาเป็นมหาอำนาจที่มีอำนาจต่อรองทัดเทียมกับอเมริกา โดยดำรงไว้ซึ่งการเป็นมหาอำนาจขั้วเดียวของโลก เพื่อให้สามารถรักษาระบบโครงสร้างทางอำนาจในการดูดซับทรัพยากรเข้าสู่ประเทศศูนย์กลางระบบให้คงอยู่เพื่อเอาเปรียบตลอดไป ใช่สงครามทางทหารและเศรษฐกิจ โจมตีค่าเงินอียู และฐานการค้าการลงทุนของอียูและญี่ปุ่นในเอเชียแล้วพยายามสร้างวิกฤติเศรษฐกิจกระทบรอบสองโจมตีค่าเงินหยวนแต่อเมริกาพ่ายแพ้สงครามค่าเงินแก่จีน

7.ดึงอำนาจจากประชาชนอเมริกาเพื่อได้อำนาจในกาเข้าไปใช้ข้ออ้างในการใช้กำลังทำสงครามกับผู้ก่อการ้าย วัตถุประสงค์แฝงเร้น คือความอิสระในการแทรกแซงกิจการภายในประเทศเป้าหมายได้อย่างอิสรเสรี ไร้การควบคุม (อาศัยสถานการณ์ 11 ก.ย.)
แผนขั้นต่อไปต้องทำให้ขั้วอำนาจสังคมนิยมต้องเกิดความขัดแย้งระหว่างกันเพื่อให้เกิดความอ่อนแอและล้มลง โดยวางแผนใช้สงครามเวียดนามเป็นชนวนของความแตกแยกในครั้งนี้ แม้ว่าจีนกับรัสเซียจะมีความแตกแยกทางความคิดและอุดมการณ์ก็ตามแต่ก็ยังพูดจาในเรื่องผลประโยชน์กันรู้เรื่อง โดยต่างฝ่ายก็แบ่งเขตอิทธิพลระหว่างกัน รัสเซียขยายอิทธิพลเข้าไปในอาฟริกา ตะวันออกกลาง ยุโรป จีนขยายอิทธิพลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การใช้สงครามเวียดนามส่งผลทำให้จีนรัสเซียในช่วงแรกร่วมมือกันทำสงครามกับอเมริกาเพื่อขับไล่ออกไปจากเวียดนาม แต่หลังจากการเมืองอเมริกาแทรกแซงทางด้านการทหารหลังจากกำจัด JFK ซึ่งขัดขวางสงครามเวียดนามซึ่งถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างความแตกแยกภายในขั้วสังคมนิยม โดยการเมือง(ประธานาธิบดี)ดึงอำนาจในการกำหนดแฟ้มเป้าหมายในการโจมตีต่อเส้นทางลำเลียงที่สำคัญ การใช้ทหารไม่ชำนาญการรบ การตั้งฐานทัพในลักษณะเดียวกันกับค่ายเดียนเบียนฟูของฝรั่งเศสซึ่งเวียดนามสามารถเอาชนะได้ในที่สุด อเมริกาต้องการแพ้ในครั้งนี้ส่งผลทำให้รัสเซียซึ่งส่งผ่านอำนาจมาทางเวียดนามไม่ยอมถอยออกไปจากพื้นที่อิทธิพลที่ได้แบ่งเขตกับจีน หลังเวียดนามแตก เขมรแตก จีนกับรัสเซียขัดแย้งกันอย่างรุนแรงในเรื่องของผลประโยชน์

ทหารประชาธิปไตยของไทยศึกษาศัตรูรู้เขารู้เรารบร้อยครั้งชนะทั้งร้อยครั้ง เราศึกษาจากเชกูวารา เจ้าตำหรับสงครามปฏิวัติคอมมิวนิสต์ ได้เขียนในหนังสือ “ทฤษฏีสงครามกองโจร” ว่าไม่ว่าประเทศใดก็ตามที่ผู้ปกครองได้อำนาจด้วยการเลือกตั้งจากประชาชนไม่ว่าจะทุจริตหรือไม่ หรืออย่างน้อยรัฐบาลยังคงรักษารูปลักษณะทางกฏหมาย ของรัฐธรรมนูญ การรบแบบกองโจรก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ตราบเท่าที่การต่อสู้แบสันติยังไม่ถูกทำลาย

เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามที่รัสเซียสับสนุนชนะสงครามเวียดนามปี 2518 เลหย่วน ผู้นำ พคว.คนสำคัญ เขียนหนังสือชื่อ “สองขาสามเขต” ความหมายคือสองขา คือการเมือง การทหาร สามเขต คือเขตป่า เขตราบ และเขตเมือง โดยอยู่ภายใต้การนำของพรรคเดียวหลัง 6 ต.ค.2519 มีคนไทยเข้าป่า 3,000 คน ส่งผลให้ พคท.แห่งประเทศไทย(ที่มีจีนเป็นแกนนำ)มั่นใจว่าการทำตาม”สองขาสามเขต” จะทำให้ชนะสงครามปฏิวัติได้
แต่ พคท.คิดผิดและทำไม่ได้ เพราะสงครามปฏิวัติของ พคท.เป็นสงครามกลางเมืองในระบอบเผด็จการแบบอ่อน คือระบอบเผด็จการรัฐสภาไม่ใช่ระบอบเผด็จการฟาสซิสต์ และเมืองไทยเป็นประเทศเอกราช ไม่ใช่กึ่งเมืองขึ้น ชาวนาไม่ต้องปฏิวัติที่ดิน ในสถานการณ์เช่นนี้ประชาชนส่วนใหญ่อาจไม่ชอบรัฐบาล แต่ก็จะไม่ยอมรบกับรัฐบาล ขอแต่เพียงต่อต้านในแนวทางประชาธิปไตยเท่านั้น ดังนั้น พคท.จะเอาขาการเมืองมายืนในที่ราบและในเมืองเพื่อหนุนสงครามปฏิวัติในป่าจึงไม่สามารถกระทำได้ ข้อนี้จึงตรงกับข้อห้ามของเชกูวาร่าที่กล่าวมาข้างต้น

การที่ พคท.จะชนะได้ต้องใช้การต่อสู้ด้วยอาวุธและต้องเป็นฝ่ายรุกทางการเมือง แต่การจะรุกทางการเมืองได้ พคท.จะต้องมีเงื่อนไขซึ่งเงื่อนไขพื้นฐานมีประการเดียวคือ ระบอบการปกครองเผด็จการหรือระบอบที่ยังไม่เป็นประขาธิปไตยที่เหมาะสมกับประเทศชาติ และถ้าจะเอาชนะคอมมิวนิสต์ สิ่งที่ต้องทำคือทำให้พรรคคอมมิวนิสต์ตกเป็นฝ่ายรับทางยุทธศาสตร์การเมืองหรือฝ่ายเราเป็นฝ่ายรุกทางการเมือง การเป็นฝ่ายรุกทางการเมืองต้องใช้มาตรการทางการเมืองคือมาตรการประชาธิปไตย ได้แก่การขยายเสรีภาพของบุคคลและการขยายอธิปไตยของปวงชน

รัฐบาลได้นำเอาสถานการณ์ยุทธศาสตร์ทางการเมืองการทหารในภูมิภาคมากำหนดแนวทางเอาชนะคอมมิวนิสต์ ในรูปคำสั่ง 66/23 และ 66/25 โดยหลังจากเวียดนามเอาชนะอเมริกาได้ พคว.กลัวจีนมีอิทธิพลเหนือจึงดึงรัสเซียมาสนับสนุนในเขตอิทธิพลของจีนทำให้ พคท.ที่จีนคุมอยู่มีฐานที่มั่นในลาวและเขมรถูกผลักดันให้มาอยู่ในไทย ไทยเห็นความแตกแยกระหว่าง พคจ.และ พคว.+พคซ. และความสัมพันธ์ที่มีต่อ พคท. ทำให้ใช้สถานการณ์ดังกล่าวเป็นประโยชน์คือ 1.ใช้ความขัดแย้งระหว่างพคจ. พคว. พคซ. พคล.ให้เกื้อกูลต่อชัยชนะเราให้มากที่สุด 2.ใช้ปัญหาใน พคท.เป็นประโยชน์ 3.ใช้เงื่อนไขในการมอบตัวต่อสู้ทางการเมืองโดยสันติ(ยกเลิกสงครามปฏิวัติโดยสิ้นเชิง) 4.ใช้ พคจ. พคว. พคล. และบังคับฝ่ายเขมรกดดันต่อ พคท.อีสานใต้ให้ยอมจำนน
ไทยใช้การเจรจาต่อรองกับจีนจนทำให้เกิดสงครามที่จีนสั่งสอนเวียดนามเพื่อเป็นการกำจัดอิทธิพลของรัสเซียที่ส่งผ่านมาทางเวียดนาม เพื่อเข้ามาแย่งชิงในเขตอิทธิพลของจีน รัสเซียหลังมีชัยชนะเหนืออเมริกาในสงครามเวียดนาม เกิดขัดแย้งกับจีน และมุ่งขยายอำนาจไปในเขตอิทธิพลของตนในอาฟกานิสถานจนต้องพ่ายแพ้ ขยายอิทธิพลในยุโรปก็ติดนาโต้ เกิดการรวมประเทศเยอรมัน ส่งผลให้สุดท้าย รัสเซียถูกปิดล้อม แล้วเจอพิษสงค์ของสงครามเศรษฐกิจจนกระทั่งล้มลง สงครามเย็นสิ้นสุด ไทยสั่งสอนเวียดนาม จีนสามารถกำจัดอิทธิพลรัสเซียในเวียดนาม ไทยไม่มีภัยคุกคามด้านตะวันออก เพราะเวียดนามต้องเคลื่อนพลไปยันชายแดนจีนแทน อเมริกาทำให้ขั้วสังคมนิยมขัดแย้งกันเองจนอ่อนแอ ไทยใช้เหตุการณ์ 14 และ 6 ต.ค. แยกขั้วฝ่ายซ้ายและขวาอย่างชัดเจน ต่อรองจีนเลิกสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย แลกเปลี่ยนการรับอาวุธและการสนับสนุนจากจีนและอเมริกาแก่เขมรแดงขับไล่อิทธิพลเฮงสัมรินจากเขมร และในลาว หลังจากนั้นไทยออกนโยบาย 66/23 ให้คนหลงผิดออกจากป่ามาร่วมพัฒนาชาติเลิกการเข่นฆ่าระหว่างคนไทย เอาชนะลัทธิคอมลงไปได้ เหตุการณ์ ดังกล่าวคาดว่า CIA มีส่วนร่วมในเหตุการณ์ด้วย ผมจึงมองว่าไม่ใช่สงครามล้มล้างเผด็จการ แต่มีการฉกฉวยสถานการณ์สร้างประโยชน์ตามแผนการมากกว่า ตามความคิดของผม ?
วัตถุประสงค์ทางทหารต้องตอบสนองวัตถุประสงค์ทางการเมือง ?
การชนะสงครามอาจไม่ทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ได้ แต่บางครั้งการพ่ายแพ้สงครามเล็กๆ อย่างสงครามเวียดนามแต่สามารถสร้างความแตกแยกของขั้วสังคมนิยมระหว่างจีนและรัสเซียจนกระทั่งเหลือขั้วเสรีประชาธิปไตยที่มีอเมริกาเป็นหัวขบวน ย่อมสร้างโอกาสในการเป็นมหาอำนาจสูงสุดของโลกได้ไม่ยาก โยการเมืองแทรกแซงทางการทหารด้วยการกำจัด JFK ซึ่งขัดขวางสงครามเวียดนามซึ่งถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างความแตกแยกภายในขั้วสังคมนิยม โดยการเมือง (ประธานาธิบดีซึ่งขึ้นสู่ตำแหน่งหลัง JFK เสียชีวิต สั่งคงการสนับสนุนการทำสงครามเวียดนาม) แล้วประธานาธิบดีดึงอำนาจในการกำหนดแฟ้มเป้าหมายในการโจมตีต่อเส้นทางลำเลียงที่สำคัญ(โจมตีใส่เป้าหมายไม่สำคัญ) การใช้ทหารไม่ชำนาญการรบฝึกเพียงไม่กี่เดือนไปรบ การตั้งฐานทัพในลักษณะเดียวกันกับค่ายเดียนเบียนฟูของฝรั่งเศสซึ่งเวียดนามสามารถเอาชนะได้ในที่สุด ทำให้อเมริกาสูญเสียกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์มาก แล้วสร้างกระแสต่อต้านสงครามในประเทศอเมริกา เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจและทำให้จีนและรัสเซียรวมทั้งทั่วโลกหลงเชื่อว่าอเมริกาพ่ายแพ้สงครามเวียดนามจริง ในช่วงแรกจีนและรัสเซียร่วมกันทำสงครามเวียดนามกับอเมริกา จนมีแนวโน้มว่าอเมริกาจะแพ้ เวียดนามกลัวว่าตนจะตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของจีน จึงดึงรัสเซียมาคานอำนาจ จนยิ่งสร้างความขัดแย้งระหว่างสองชาติเนื่องจากแบ่งแยกเขตอิทธิพลระหว่างกันแล้วรัสเซียยังมาแย้งจีนอีก ? นี่เป็นอีกมุมมองที่ผู้วิเคราะห์ทั่วไปอาจจะมองข้ามพราะอเมริกาใช้สงครามข้อมูลข่าวสารทำให้เชื่ออย่างที่ต้องการให้เชื่อ ?

ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง, หนังสือ, Books, Uncategorized คั่นหน้า ลิงก์ถาวร