รบ.“ลิเบีย”

—17 ก.พ 54 2 Protesters Shot By Libyan Police.mp4

—جنود ليبيا البواسل

—Libyan Uprising (February 17 2011)

24ก.พ 54 ‘I’ll die here as a martyr’: Defiant Gaddafi blames world leaders for violence in rambling TV address

วันอาทิตย์ 20 กุมภาพันธ์ 2554

วันนี้(20ก.พ.2554) สำนักงานข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทางการลิเบียจับชาวอาหรับต่างชาตินับสิบคนด้วยข้อหาปลุกปั่นให้เกิดการล้มล้างรัฐบาล ท่ามกลางกระแสข่าวว่า เจ้าหน้าที่ความมั่นคงได้สังหารผู้ประท้วงไปแล้วกว่า 80 คน

รายงานว่า ชาวต่างชาติที่ถูกจับกุมในหลายเมืองเป็น “เครือข่ายต่างชาติที่ถูกฝึกมาให้ทำลายความมั่นคงภายในลิเบีย ตลอดจนความสงบสุขและความเป็นเอกภาพในชาติ” พร้อมชี้เป็นนัยว่า ผู้บงการอยู่เบื้องหลังก็คือ อิสราเอล

ชาวต่างชาติซึ่งเป็นพลเมืองตูนีเซีย, อียิปต์, ซูดาน, ปาเลนไสต์, ซีเรีย และ ตุรกี ถูกแจ้งข้อหา “ยั่วยุให้ประชาชนปล้นชิงและทำลายสถานที่ต่างๆ เช่น โรงพยาบาล, ธนาคาร, ศาล, เรือนจำ, สถานีตำรวจ, สำนักงานตำรวจทหาร และทรัพย์สินของเอกชนอื่นๆ ซึ่งเป็นแผนที่มีการวางไว้ล่วงหน้า” สำนักข่าวญานา เผย

รายงานยังระบุด้วยว่า “แหล่งข่าวใกล้ชิดกระบวนการสอบสวนยังไม่ตัดความเป็นไปได้ว่า อิสราเอลจะอยู่เบื้องหลังขบวนการนี้”

 

องค์กรพิทักษ์สิทธิมนุษยชน ฮิวแมนไรต์ วอตช์ ระบุว่า เจ้าหน้าที่ความมั่นคงสังหารผู้ประท้วงไปแล้วกว่า 80 รายทางภาคตะวันออกของลิเบีย ซึ่งรัฐบาลอังกฤษประณามว่า เป็นการกระทำที่โหดร้ายน่ากลัวอย่างยิ่ง

หลังจากที่ผู้ประท้วงใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่าง เฟสบุ๊ก เพื่อแสวงหาแนวร่วมเช่นเดียวกับในอียิปต์ รัฐบาลลิเบียจึงได้ปิดกั้นเวบไซต์ดังกล่าวแล้ว ส่วนการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตก็ทำได้ยากลำบากทั้งในเมืองตริโปลีและเบนกาซี

 

แหล่งข่าวภายในโรงพยาบาลระบุว่า เจ้าหน้าที่ได้สังหารประชาชนในเมืองเบนกาซีไป 35 คนเมื่อวันศุกร์(18) โดยเกือบทั้งหมดถูกยิงด้วยกระสุนจริง ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตขณะนี้มากกว่า 80 คนแล้ว ฮิวแมนไรต์ วอตช์ เผย

ด้าน อับเดลราห์มาน อัล-อับบาร์ รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมลิเบีย สั่งให้สอบสวนเหตุเจ้าหน้าที่ใช้ความรุนแรงสลายการชุมนุมทางภาคตะวันออกของประเทศแล้ว เจ้าหน้าที่ในเมืองตริโปลีซึ่งไม่ขอเปิดเผยชื่อ ระบุ

 

ด้านหนังสือพิมพ์กูรีนาของลิเบีย รายงานว่า เกิดเหตุนักโทษแหกคุกกว่า 1,000 คนที่เรือนจำเมืองเบนกาซี ซึ่งเจ้าหน้าที่ความมั่นคงระบุว่า มีนักโทษถูกยิงเสียชีวิต 4 คนขณะพยายามหลบหนี

ประธานาธิบดี บารัค โอบามา แห่งสหรัฐฯ ประณามการใช้ความรุนแรงต่อผู้ชุมนุมโดยสันติในลิเบีย, บาห์เรน และ เยเมน ขณะที่อังกฤษ, ฝรั่งเศส และสหภาพยุโรป ต่างก็เรียกร้องให้รัฐบาลลิเบียยุติความรุนแรงต่อประชาชน

สถานการณ์ประท้วงต่อต้านผู้นำเผด็จการได้ลุกลามไปถึงลิเบีย ที่มีพันเอกโมอัมมาร์ กัดดาฟี วัย 68 ปีปกครองประเทศยาวนานถึงเกือบ 42 ปีแล้ว และรัฐบาลพยายามลดกระแสความไม่สงบจากการลุกฮือชุมนุมประท้วง โดยเมื่อวันพุธ (16ก.พ.)ได้ปล่อยตัวสมาชิกกลุ่มหัวรุนแรง 110 คน ที่ถูกจับข้อหาวางแผนโค่นอำนาจเขา และเสนอขึ้นเงินเดือนข้าราชการถึง 100% เต็ม

ขณะที่ชาวลิเลีย  นัดกันผ่านเฟซบุ๊ค ว่าจะจัดชุมนุมภายใต้ชื่อ”วันแห่งความโกรธแค้น” ในวันนี้ หลังจากมีรายงานว่ามีการปะทะกันระหว่างผู้ประท้วงและตำรวจเมื่อวันอังคารทำให้มีผู้บาดเจ็บเล็กน้อย 38 คนที่เมืองเบนกาซี ผู้ประท้วงขว้างปาทั้งก้อนหินและระเบิดเพลิงและจุดไฟเผารถยนต์ทำให้ตำรวจต้องยิงกระสุนยางและฉีดน้ำสลายฝูงชน การชุมนุมในเมืองนี้เริ่มจากครอบครัวของนักโทษกว่า 1,000 คน ที่ถูกสังหารหมู่ในเรือนจำในกรุงทริโปลีเมื่อปี 2539 ชุมนุมเรียกร้องให้ทางการปล่อยตัวทนายความที่เป็นตัวแทนสู้คดีให้กับพวกเขาซึ่งล่าสุดได้รับอิสระแล้ว แต่การประท้วงได้เริ่มขยายวงกว้างเป็นการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลและเรียกร้องให้ยุติคอร์รัปชั่น

ส่วนเยเมน ยังคงมีการชุมนุมเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องเป็นวันที่ 6 ในวันเดียวกัน และมีการนัดกันผ่านเฟซบุ๊ค และทวิตเตอร์ว่าจะนัดเดินขบวน 1 ล้านคนในวันศุกร์นี้

นอกจากนี้  ชาวจอร์แดนได้ชุมนุมประท้วงติดต่อกัน 6 สัปดาห์แล้ว  เรียกร้องสิทธิเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี

ส่วนเหตุการณ์ที่ตำรวจบาห์เรน ใช้ทั้งกระบองและแก๊สน้ำตา รวมทั้ง ยิงกระสุนยางสลายกลุ่มผู้ประท้วงหลายร้อยคนที่ตั้งเต้นท์ปักหลักชุมนุมในบริเวณจตุรัสไข่มุก ใจกลางกรุงมานามาช่วงเช้ามืด ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 คนและผู้บาดเจ็บ 50 คนแล้ว ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตจากการประท้วงตลอด 4 วันเพิ่มเป็นอย่างน้อย 4 คน

ผู้ประท้วงเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลและการปฏิรูปการเมืองครั้งใหญ่ที่ต้องการให้กษัตริย์ชาวสุหนี่คลายการรวบอำนาจไว้ทั้งหมด เช่น การแต่งตั้งรัฐมนตรีกระทรวงสำคัญ และการให้โอกาสชาวชีอะห์ที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ได้มีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจเรื่องอนาคตของประเทศ หรือได้ดำรงตำแหน่งสำคัญในกองทัพ

นอกจากนี้  ผู้ชุมนุมต้องการให้มีรัฐสภาที่มาจากตัวแทนหลายฝ่ายมากขึ้น จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ร่างโดยประชาชน จัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่ไม่มีนายกรัฐมนตรีชีค คาลิฟา บิน ซัลมาน อัล คาลิฟา ที่อยู่ในตำแหน่งยาวนานถึง 40 ปี และปล่อยนักโทษการเมือง ทั้งยังเริ่มมีเสียงเรียกร้องมากขึ้นถึงขั้นให้ล้มเลิกระบอบกษัตริย์ที่ปกครองประเทศมานานกว่า 200 ปี

ประวัติของพันเอกมูอัมมาร์ กัดดาฟี่ ผู้นำลิเบียที่ครองอำนาจยาวนานที่สุดในโลกอาหรับมา 4 ทศวรรษ แต่ตอนนี้ลิเบีย กำลังได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์โดมิโน่ เอฟเฟค ที่กำลังเกิดขึ้นในแอฟริกาเหนือและตะวันออกกลาง ประเทศที่บรรดาผู้นำครองอำนาจยาวนานเกินไปในขณะที่ประชาชนต้องมีชีวิตความเป็นอยู่ที่แร้นแค้น

กัดดาฟี่ วัย 69 ปีเกิดเมื่อปี ค.ศ. 1942 ในกระโจมทะเลทรายเมืองเซอร์ตี พ่อและแม่ของกัดดาฟี่เป็นกลุ่มชนเผ่าเบดูอิน ที่เร่ร่อนในทะเลทราย กัดดาฟี่เข้าเรียนหนังสือที่เมือง Sebha จากนั้นเรียนต่อด้านภูมิศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเบงกาซี่ แต่ก็หยุดเรียนไปและไปร่วมกับกองทัพ เมื่อครั้งที่ยังเป็นวัยรุ่น กัดดาฟี่มีความชื่นชอบและประทับใจต่อตัวประธานาธิบดีกามัล อับเดล นัสเซอร์ ผู้นำอียิปต์ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจ ทำให้กัดดาฟี่มีความสำนึกทางการเมืองอย่างแรงกล้า นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

กัดดาฟี่เป็นที่รู้จักบนเวทีการเมืองโลกตั้งแต่เดือนกันยายนปี ค.ศ. 1969 หลังจากที่เขาเป็นผู้นำกองกำลังทหารก่อรัฐประหารยึดอำนาจกษัตริย์ไอดริส ที่ครองอำนาจยาวนานนับตั้งแต่ลิเบียประกาศเอกราชจากอิตาลีเมื่อปี 1951 หรือ 18 ปีแล้วได้สำเร็จ โดยไม่มีการนองเลือด

หลักจากยึดอำนาจได้แล้วกัดดาฟี่ได้จัดตั้งทฤษฎีสากลที่ 3 ซึ่งเป็นเส้นทางสายกลางผสมผสานกันระหว่างลัทธิคอมมิวนิสต์และทุนนิยม เพื่อพัฒนาประเทศที่ประสบกับปัญหาความยากจน โดยทุ่มเงินหลายพันล้านดอลลาร์จากรายได้ที่มาจากอุตสาหกรรมน้ำมันมาช่วยพัฒนามาตรฐานการครองชีพของประชาชน จนทำให้เขากลายเป็นที่ชื่นชมของคนจนในลิเบีย กัดดาฟี่ยังยอมทุ่มเงินให้กัยโครงการยักษ์ใหญ่อย่างเช่น ” Great Man-Made River”โครงการส่งน้ำจากทะเลทรายมายังชุมนุม โครงการนี้เป็นที่เลื่องลือและกลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของโลก ที่ใช้เงินไปถึง 20,000 ล้านดอลลาร์

แต่ด้วยความเป็นชาตินิยมอาหรับ กัดดาฟี่ไม่สนความสัมพันธ์กับชาติตะวันตก มุ่งสู่ความเป็นเอกภาพกับประเทศกลุ่มอาหรับมากกว่า จึงไม่แปลกใจเลยว่า ในสายตาของชาวลิเบียและชาวอาหรับ กัดดาฟี่ คือวีรบุรุษที่ยิ่งใหญ่ ผู้ที่สืบทอดอุดมการณ์ชาตินิยอมอาหรับจากนัสเซอร์ อดีตผู้นำอียิปต์แต่ในสายตาของโลกตะวันตก กัดดาฟี่เป็นผู้ที่ให้การสนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย โดยเฉพาะคดีวางระเบิดเครื่องบินโดยสารของสายการบินแพนแอมเหนือเมือวล็อคเคอร์บี้ ประเทศสก็อตแลนด์ เมื่อปี 1988 อย่างไรก็ตามเมื่อปี 2003 ท่าทีการต่อต้านตะวันตกของกัดดาฟี่อ่อนลงมากเมื่อเขาออกมาประณามการก่อการร้ายและประกาศยกเลิกการเกี่ยวข้องกับโครงการอาวุธร้ายแรง

วันจันทร์ ที่ 21 ก.พ. 2554

ปักกิ่ง 21 ก.พ.- สถานีโทรทัศน์อัลจาซีราของกาตาร์รายงานวันนี้ว่า เอกอัครราชทูตลิเบียประจำประเทศจีนลาออกจากตำแหน่ง พร้อมเรียกร้องให้กองทัพเข้าแทรกแซงเหตุจลาจลต่อต้าน พ.อ.มูอัมมาร์ กัดดาฟี ผู้นำลิเบีย

นายฮุสเซน ซาดิก อัล มุสราติ เอกอัครราชทูตลิเบียประจำประเทศจีน ประกาศลาออกจากตำแหน่ง ระหว่างการให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์อัลจาซีรา พร้อมเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ทางการทูตทั้งหมดลาออก และว่า พ.อ.กัดดาฟี อาจลี้ภัยออกนอกประเทศ และเกิดการแย่งชิงอำนาจระหว่างบุตรชายของเขาตามมา

ด้านนายซาอิฟ อัล อิสลาม กัดดาฟี บุตรชายของ พ.อ.กัดดาฟี ออกมาเตือนวันนี้ว่า ลิเบียกำลังเผชิญกับสงครามกลางเมือง หากผู้ประท้วงไม่ยอมรับข้อเสนอการปฏิรูป ขณะที่องค์กรคุ้มครองสิทธิมนุษยชนหลายแห่งหวั่นว่าเหตุปะทะระหว่างกองทัพกับผู้ประท้วงต่อต้าน พ.อ.กัดดาฟี อาจคร่าชีวิตประชาชนไปแล้วหลายร้อยคน. -สำนักข่าวไทย

21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ลูกชายประธานาธิบดีมูอามาร์ กัดดาฟี่ ผู้นำลิเบียเรียกร้องกลุ่มผู้ประท้วงยุติการชุมนุมขับไล่ พร้อมขู่จะใช้กำลังกวาดล้าง โดยกล่าวว่าลิเบียไม่เหมือนอิยิปต์กับตูนีเซียที่ผู้นำยอมอ่อนข้อให้กลุ่มผู้ประท้วง

นายซาอิฟ อัล-อิสลาม กัดดาฟี่บุตรชายคนที่สองของประธานาธิบดีมูอามาร์ กัดดาฟี่ได้ออกแถลงการณ์ทางโทรทัศน์เรียกร้องชาวลิเบียให้ยุติเหตุรุนแรง โดยขู่ว่าการชุมนุมประท้วงจะทำให้ลิเบียเข้าสู่ภาวะสงครามกลางเมืองเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในปี 1936 แต่จะเลวร้ายถึงพันเท่า เนื่องจากบิดาของตนจะนำกองทัพรวมทั้งกลุ่มผู้สนับสนุนจำนวนหลายหมื่นคนเข้ากวาดล้างกลุ่มผู้ประท้วงจนถึงที่สุด และว่าลิเบียไม่ใช่อียิปต์หรือตูนีเซียที่ผู้นำยอมอ่อนข้อให้กลุ่มผู้ประท้วง แต่กัดดาฟี่จะไม่มีวันยอมแพ้ ซาอิฟยังเตือนด้วยว่าหากรัฐบาลกัดดาฟี่ถูกโค่น เศรษฐกิจลิเบียก็จะล่มสลาย และกลับไปสู่ยุคอาณานิคมอีกครั้ง โดยชาติตะวันตกก็กลับเข้ายึดครอง ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดคือทุกฝ่ายต้องหันหน้ามาเจรจา พร้อมกับให้คำมั่นว่ารัฐบาลจะปฎิรูปประเทศ รวมทั้งหารือเรื่องการปรับเปลี่ยนรัฐธรรมนูญและข้อกฎหมายต่างๆ ร่วมกัน พร้อมยอมรับว่าทหารทำผิดพลาดกรณีใช้ความรุนแรงกับกลุ่มผู้ประท้วงก่อนหน้านี้เนื่องจากไม่เคยฝึกให้รับมือกับเหตุประท้วง ขณะเดียวกันก็กล่าวหาสื่อต่างชาติว่าจุดกระแสความรุนแรงและรายงานตัวเลขผู้เสียชีวิตเกินความจริง

อย่างไรก็ตามกลุ่มสิทธิมนุษยชนรายงานว่ายอดผู้เสียชีวิตขณะนี้พุ่งถึง 233 คนแล้ว ส่วนใหญ่เกิดจากเหตุปะทะกับทหารที่เมืองเบงกาซี ซึ่งขณะนี้อยู่ในสภาวะสงครามเต็มตัว และล่าสุดอยู่ในการควบคุมของกลุ่มผู้ประท้วงแล้ว หลังเกิดการปะทะกันอย่างหนักรวมทั้งเหตุการณ์เมื่อวานนี้ที่ผู้ประท้วงบรรทุกระเบิดเต็มคันรถก่อนปล่อยให้พุ่งชนฐานทัพทหาร ทำให้ทหารระดมยิงเข้าใส่ผู้ประท้วง ขณะที่กรุงทริโปลีก็เกิดเหตุจลาจลหลังกลุ่มผู้ประท้วงได้เข้าขัดขวางการจราจรบนถนนสายหลัก ก่อนที่จะจุดไฟบนท้องถนนและในถังขยะสร้างความปั่นป่วนวุ่นวาย ขณะที่ทหารนักแม่นปืนได้ขึ้นปักหลักคอยลอบยิงผู้ประท้วงจากบนหลังคาที่จตุรัสกรีน ส่วนผู้พิพากษาและทนายความราว 200 คนก็ชุมนุมประท้วงอยู่ในศาลยุติธรรม

นอกจากนี้ยังมีการชุมนุมประท้วงที่เมืองอื่นๆ รวมทั้งเมืองเดอร์น่า ที่กลุ่มผู้ประท้วงได้ขว้างปาก้อนหินเข้าใส่นักแม่นปืนบนหลังคา และที่เมืองซาบาห์ กลุ่มผู้สนับสนุนกัดดาฟี่กว่า 200 คนก็ออกมาเดินขบวนแสดงพลังสนับสนุนผู้นำของตน

24 ก.พ 54ลิเบีย   กองกำลังภักดีกัดดาฟีใช้อาวุธหนักโจมตีผู้ชุมนุม

กองกำลังรักษาความมั่นคงที่ภักดีต่อ พ.อ.มูอัมมาร์ กัดดาฟี ผู้นำลิเบีย ยิงปืนใส่ผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลในเมืองมิสราตา ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับ 3 ของลิเบีย ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายคน โดยผู้อยู่ในเหตุการณ์กล่าวว่า ผู้ภักดีต่อกัดดาฟีใช้ปืนกลและจรวดอาร์พีจีโจมตีผู้ประท้วงที่ไร้อาวุธ ทำให้ประชาชนหลายคนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์อีกคนหนึ่งกล่าวว่า ผู้ชุมนุมหลายร้อยคนยังคงปักหลักชุมนุมอยู่กลางเมืองมิสราตาเมื่อค่ำวานนี้ โดยมีกองกำลังรักษาความมั่นคงล้อมกรอบ ซึ่งผู้ชุมนุมสามารถถูกโจมตีได้ทุกเวลา

ก่อนหน้านี้ก็มีรายงานจากผู้อยู่ในเหตุการณ์ว่า กองกำลังรักษาความมั่นคงของลิเบีย ซึ่งมีทหารรับจ้างชาวแอฟริกันให้ความช่วยเหลือ ได้กราดยิงผู้ชุมนุมไม่เลือกหน้าในเขตเมือง โดยที่ยังไม่ทราบจำนวนผู้เสียชีวิตที่แน่ชัด

กลุ่มผู้ประท้วงในลิเบียคุมเมืองสำคัญได้หลายเมืองแล้ว

กลุ่มทหารรับจ้างที่ภักดีต่อ พ.อ.มูอัมมาร์ กัดดาฟี ผู้นำลิเบีย กระจายกำลังทั่วเมืองหลวง ขณะที่อีกหลายเมืองถูกกลุ่มผู้ประท้วงยึดได้แบบเบ็ดเสร็จ โดยแม้จะถูกปราบปรามหนัก แต่กลุ่มผู้ประท้วงต่อต้าน พ.อ.กัดดาฟี ก็สามารถควบคุมเมืองสำคัญได้หลายเมือง รวมทั้งเบงกาซี โตบรุก อัดจาบิยา มิสราตา และอัล คุมส์ ทางตะวันออกของกรุงตริโปลี รวมทั้งบ่อน้ำมันหลายแห่ง โดยกลุ่มผู้ประท้วงออกมารวมตัวตามพื้นที่ต่าง ๆ ของเมืองอย่างเสรี และร้องตะโกนขับไล่ พ.อ.กัดดาฟี อย่างรุนแรง       ขณะที่ในกรุงตริโปลี บรรดากองกำลังความมั่นคงและทหารรับจ้างยังคงกระจายกำลังไปทั่วเมืองเพื่อ ดูแลความสงบเรียบร้อยป้องกันไม่ให้มีการรวมตัวประท้วงของกลุ่มผู้ต่อต้าน ขณะที่มีรายงานว่า นักบินของเครื่องบินรบ 2 ลำ ตัดสินใจดีดตัวออกจากเครื่องบินและปล่อยให้เครื่องบินตกกลางทะเลทรายแห่ง หนึ่ง แทนที่จะไปทิ้งระเบิดโจมตีเมืองที่ถูกกลุ่มผู้ประท้วงยึดครองไว้ตามที่ได้ รับมอบหมาย

ชาวลิเบียนับพันหนีภัยจลาจลไปยังชายแดนอียิปต์และตูนิเซีย

โฆษกสหประชาชาติเปิดเผยว่า ชาวลิเบียหลายพันคนกำลังเดินทางมุ่งหน้าไปยังชายแดนติดกับอียิปต์และตูนิเซีย เพื่อพยายามหลบหนีออกนอกประเทศ โดยมาร์ติน เนซีร์กี้ โฆษกสหประชาชาติกล่าวอ้างตัวเลขผู้อพยพที่ได้รับจากสำนักประสานงานกิจการด้านมนุษยธรรม ระบุว่าประชาชนประมาณ 5,000 คนเดินทางมายังชายแดนติดกับตูนิเซีย และอีก 15,000 คนเดินทางมาถึงชายแดนติดกับอียิปต์ สำนักประสานงานกิจการด้านมนุษยธรรมได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับการรักษาผู้ได้รับบาดเจ็บ อีกทั้งขาดแคลนอุปกรณ์การแพทย์และเลือด อย่างไรก็ตาม ชายแดนลิเบียยังเปิดอยู่ ซึ่งสามารถส่งเครื่องมือแพทย์เข้าไปได้

 

นายเนซีร์กี้กล่าวว่า เจ้าหน้าที่สหประชาชาติในลิเบียประสบกับความยากลำบากในการประเมินความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเนื่องจากขาดการติดต่อสื่อสาร

ทางด้านสหรัฐฯ ซึ่งกำลังอพยพพลเมืองอเมริกันออกจากลิเบียด้วยเรือเฟอร์รีเพื่อไปยังมอลตา กล่าวว่า การอพยพต้องล่าช้าเนื่องจากคลื่นลมแรงในทะเล นายฟิลิป โครวลีย์ โฆษกกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า เรือจะออกจากท่าเมื่อสภาพอากาศเอื้ออำนวย ทั้งนี้ในเรือเฟอร์รีมีนักการทูตอเมริกันและสมาชิกในครอบครัวอย่างน้อย 35 คน นอกนั้นเป็นพลเมืองอเมริกันและประเทศอื่น ๆ โดยไม่ทราบจำนวน แต่เรือเฟอร์รีที่เช่าเหมาลำครั้งนี้สามารถบรรทุกผู้โดยสารได้ 575 คน

Advertisements
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s