คลิปวิดีโอการเสียดินแดน 14 ครั้งของไทย ที่ถูกผู้คนหยิบยกขึ้นมาเพื่อปลุกกระแสชาตินิยม

 

February 18, 2011

เสวนาวิชาการ “รัฐศาสตร์ภาคประชาชน ครั้งที่ 1: ฝ่าวิกฤตชายแดนไทยเขมร” ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา 13.00-16.00น.

ฝ่าวิกฤตชายแดนไทยเขมร”17 ก.พ. 2554 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 รศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข

กล่าวว่า ”แบบเรียนไทยในการปูพื้นสำหรับการให้ความรู้เรื่องประวัติศาสตร์พรมแดนมีความผิวเผินมาก..คนไทยในยุคหลัง ลืมไปแล้วว่า ปราสาทเขาพระวิหาร ถูกศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ตัดสินไปแล้วตั้งแต่ 1962″

“ปมปัญหาเกิดจาก 3 ประเด็นคือ 1.การให้ปักปันเขตแดนด้วยสันปันน้ำ 2.เส้นเขตแดนให้คณะกรรมการผสมไปปักปัน 3.มีการจัดตั้งคณะกรรมการผสม ประเทศไทยสงวนสิทธิไม่โต้แย้งตลอด 10 ปี นับจากปี 1905 หมายความว่า ไทยยอมรับคำตัดสินโดยปริยาย”

“ข้อโต้แย้งจากนักกฎหมายไทย (รุ่นอาวุโส) กล่าวว่าความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชานั้น เหมือนทฤษฎีที่ว่า รัฐบาลกัมพูชาลืมโทรศัพท์มือถือไว้ในบ้านของประเทศไทย หมายความว่า โทรศัพท์ที่วางบนโต๊ะของบ้านไทยนั้น โทรศัพท์เป็นของกัมพูชา แต่โต๊ะและบ้านยังคงเป็นของไทย นี่เป็นทฤษฎีที่ตีความตามข้อกฎหมาย ซึ่งไม่สามารถนำมาใช้ได้ เนื่องจากมีความแตกต่างระหว่างสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์”

“หลักสำคัญของ MOU 2543 คือ ถ้าอนาคตไทย-กัมพูชา มีข้อพิพาท ต้องย้อนกลับไปที่สนธิสัญญา 3 ฉบับ ค.ศ.1893, 1904, 1907 และที่สำคัญกว่านั้นก็คือ รัฐไม่มีสิทธิยกเลิกความตกลงระหว่างประเทศ โดยที่รัฐภาคีไม่ยอมรับ”

อย่าเอาภพเดิม อย่าเอาอดีต ไปกำหนดผลประโยชน์แห่งชาติในปัจจุบัน

 ศ.ดร.ธงชัย วินิจจะกุล

กล่าวว่า ”4 ประเด็นใหญ่ที่เป็นรากฐานสาเหตุของความขัดแย้ง” 1.ความสัมพันธ์ระหว่างความคิดการเสียดินแดน-ลัทธิชาตินิยม (ลัทธิชาตินิยมแยกไม่ออกจากความเชื่อผิดๆ เรื่องการเสียดินแดน) 2.กรอบความรู้ที่จำเป็นต่อการกำหนดเขตแดนมีความเข้าใจผิดหลายเรื่องเกี่ยวกับสันปันน้ำ 3.เรื่องที่เกี่ยวข้องกับประเด็นเขาพระวิหารทั้งหมด 4.ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ไม่ใช่เรื่องเขตแดน แต่เป็นเรื่องการเมืองไทย

ความคิดเรื่องการเสียดินแดนเป็นส่วนหนึ่งของชาตินิยมที่มีอยู่ในหลายประเทศ ชาตินิยมหลายประเทศก่อรูป ก่อร่างขึ้นมาโดยมีลัทธิหรือความเชื่อ หลายประเทศมีสิ่งที่เรียกว่า OSH หรือ Outrage at State Humiliation คือการที่รัฐถูกทำให้อายอย่างสุดแสนสาหัส จีน, เกาหลีใต้ มี National Humiliation Day หรือวันน่าละอายแห่งชาติ โดยมี debate ในที่สาธารณะว่า เขาถูกรังแกอย่างหนัก และไม่สามารถกำหนดให้วันที่ถูกรังแกเป็นวันหยุดทั้งหมด จึงต้องกำหนดวันขึ้นมา สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องที่ต้องการประจานตัวเอง แต่ต้องการปลุกกระแสชาตินิยมในวันนั้น

อีกด้านหนึ่งของเหรียญเดียวกันที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาตลอดที่ไม่ได้หมายความว่ามีแต่สิ่งที่น่าภาคภูมิใจว่าเราไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใคร กล่าวคือ เราถูกรังแก เราเสียดินแดน และให้เราโกรธแค้นอยู่ตลอดเวลา ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องความเชื่อ ไทยเป็น semi-colonial หรือเป็นกึ่งเมืองขึ้น

ความเป็นไทยและชาตินิยมไทย ถือกำเนิดมาพร้อมกับการถูกคุกคาม ความรู้สึกว่าเราถูกรังแกอย่างแยกกันไม่ออก ลัทธิเสียดินแดนเป็นส่วนหนึ่งที่ค้ำจุนความเป็นไทยไว้

คลิปดังกล่าวมีการเผยแพร่ตั้งแต่ 2005-2006 มีคนเชื่อเป็นจำนวนมากแม้ไม่มีหลักฐานยืนยันเด่นชัด เพราะมันสอดคล้องกับความเชื่อที่มีอยู่แล้ว พื้นฐานก็คือว่า..เราเชื่อแผนที่สุโขทัยอย่างที่เราเห็นในตำราเรียนประวัติศาสตร์ในสมัยเด็กๆ เราเชื่อในแผนที่สมัยรัชกาลที่ 1 ว่าไทยมีอาณาเขตใหญ่เท่านั้น เท่านี้..เราต้องเชื่ออย่างนี้ก่อน เราจึงจะสามารถเชื่อได้ว่าเราเสียดินแดนตรงไหนไปบ้าง

การเสียดินแดน 14 ครั้งตาม power point (ดูคลิป vdo ไทยเสียดินแดน 14 ครั้ง) ที่กระจายไปทั่ว อาศัยแผนที่ ที่สร้างขึ้นมาในสมัยนั้นอย่างไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่น่าเชื่อถือ อาศัยทรรศนะของจ้าวกรุงเทพฯ ที่ claim ประเทศราชเป็นของตัวเอง และสร้างแผนที่ขึ้นมา โดยที่ไม่ยอมรับความเป็นจริงว่า พื้นที่ของประเทศราชเหล่านั้นไม่ได้ขึ้นตรงต่อสยามอย่างเดียวเท่านั้นแต่ยังมีประเทศอื่นอยู่ด้วย ถือว่าความเชื่อการเสียดินแดน 14 ครั้งเป็นความเชื่อทางประวัติศาสตร์แบบผิดๆ

เส้นเขตแดนทั้งหลายที่เป็นมรดกในยุคอาณานิคมรอบประเทศไทยมีปัญหาตลอดทุกพรมแดน หากจะรบกัน สามารถรบได้แทบทุกจุดกับเพื่อนบ้านทุกประเทศรอบประเทศไทย รวมทั้งมาเลเซียด้วย เพราะพรมแดนที่ยุคอาณานิคมทิ้งไว้มันเข้ากันไม่ได้กับระบบความสัมพันธ์ระหว่างรัฐแบบโบราณ เส้นเขตแดนที่กำหนดตามสภาพทางภูมิศาสตร์ทำให้เกิดปัญหา เช่น สันปันน้ำ ร่องน้ำลึก

แม่น้ำเปลี่ยนสาย เปลี่ยนชื่อ ภูเขาก็เปลี่ยนรูป สันปันน้ำเปลี่ยนได้ การตกลงในสนธิสัญญาที่แบ่งด้วยสันปันน้ำต้องตามมา ด้วยแผนที่ทุกแห่ง ไม่เช่นนั้นเรื่องแบ่งเขตแดนยังไม่ยุติ เพราะสันปันน้ำที่อยู่ในสนธิสัญญา ไม่ใช่ ตัวบอกเส้นเขตแดน เขตแดนเป็นเรื่องทางเทคนิค ปล่อยให้เป็นเรื่องที่ฝ่ายเทคนิคเขาจัดการเถิด

ปัญหาใหญ่ของการเมืองไทยคือ ระบบเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมไทย โดยเฉพาะในชนบทเปลี่ยนไปแล้ว ในการเปลี่ยนแปลงนั้นทำให้เขาได้รู้ว่า ระบบการเลือกตั้ง ที่คนเมืองกรุงรังเกียจกันนั้นเป็นระบบที่ดีต่อเขา เรารู้กันอยู่แล้วว่าไม่มีระบบการเมืองที่ดีที่สุด สะอาดที่สุดหรอก ระบบประชาธิปไตยเป็นระบบที่เอื้อประโยชน์แก่ประชาชน และสะท้อนผลประโยชน์ที่ต่างกัน และนำมาแลกกันและตกลงกันอย่างสันติ

เศรษฐกิจ การเมือง และสังคมไทยเปลี่ยนไปแล้ว แต่ระบบการเมืองไทยไม่ยอมเปลี่ยนตาม สาเหตุที่ระบบการเมืองไทยไม่ยอมเปลี่ยน เกี่ยวเนื่องกับความหวาดกลัวว่านักการเมืองจะกลายเป็น King Maker (เช่น การปล่อยข่าวว่า ทักษิณฯ จะเป็นประธานาธิบดี..)

ปัญหาที่หมักหมมในขณะนี้ ไม่สามารถแก้ไขได้โดยย้อนเวลาหมุนนาฬิกากลับ กล่าวคือ เศรษฐกิจการเมืองสังคมไทยไม่มีทางกลับไปเป็นเหมือน 20 ปีที่ผ่านมาได้ มีทางออกทางเดียวคือการปรับระบบการเมือง เราต้องแก้ปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชาไปในขณะเดียวกับการแก้ปัญหาระบบการเมือง

ข้อผิดพลาดของคณะกรรมการปฏิรูป 600 ล้าน คือการแตะปัญหาทุกปัญหายกเว้นปัญหาที่ควรแตะ โดยหลีกเลี่ยงปัญหาการเมืองมากที่สุด และแตะปัญหาที่เหลือ

หมวดหมู่  

Advertisements
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s