พุทธศาสนากับจักรวาล

ในสมัยพุทธกาลมี4ทวีปหมายถึง4จักวาล ที่เป็นพันธมิตรพุทธธรรมกันและกัน …กึ่งหลังพุทธกาล จะเริ่มมีการคัดสรรประชากรคนที่รักและมีความเกี่ยวพันธ์กับพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ทั้งหมด  เมื่อจักรวาลนี้จะแตกดับในอีก2พันกว่าปีข้างหน้า พระธุาตุมาเรียงกันทั้งหมดและจักวาลแตกสลาย กำเนิดจักรวาลใหม่ เป็นเทวดา อภ้สราพรหมณ์และกินดินเป็นอาหาร จนพัฒนาการเป็นเผ่ามนุษย์ ลำดับจากชนเผ่าท้องถิ่น จนมีศาสนาฮินดู พุทธ คริคส์และอิสลาม…มนุษย์ตกต่ำลงไล่ฆ่าเบียดเบียนกันไม่มีศีลธรรม จนจักวาลก็แตกดับลงและกำเนิดชีวิตและจักรวาลใหม่

จะมีชมพูทวีปเป็นใจกลางแกนโลกขึ้นกับคุณธรรมของผู้ตรัสรรู้โพธิญาน ซึ่งพระพุทธเจ้าทุกๆๆพระองค์จะตรัสรู้ที่อินเดีย(ชมพูทวีป) หลังจากพระอรหันต์องค์สุดท้ายที่บวชในยุคสมัยพระศาสดา ดับขันธุ์ปรินิพพานแล้ว มีพระมหากัสปะเป็นคุรุพุทธพรหม ดูแลรักษาการ สถิตที่ถูเขาแห่งหนึ่งที่บรรจุพระสารีกธุาตของพระพุทธเจ้าองค์ก่อนและรอการดับของจักรวาลไปพร้อมๆๆกัน

หลักการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าทุกๆๆพระองค์คคือการเรียนเรื่องทุกข์(ขันธุ์5)ในอริยสัท4 ต้องละลายขันธ์5ให้หมดจากคู่เวรที่ได้ทำบุญเหตุนำส่งให้ตรัสรู้ ในทุกๆๆวิญญานในจักรวาลนี้  และสอนการละโมหะ โทสะ โลภะ มานะ ราคะ จักวาลจึงจะนิ่งและหันมาเรียนธรรมมะกันทั้งเทวดาและมนุษย์  พระศาสดาจะดูแลโลกและจักวาลตามผู้นำหลักธรรม มาเปิดเผยให้สาธารณชนได้ทำตามและพ้นทุกข์ออกจากวัฏฏะสังสารคือลูกไก่ฝักออกจากไข่ โดยพระองค์ต้องหาหนทางให้คนที่ต้องการพ้นทุกข์ เบื่อหน่ายในขันธุ์5แล้ว ถึงเวลาที่จิตใจสมบรูณ์แล้ว ที่จะตรัสรู้ตามได้ พระองค์ทำทุกวิธีให้ จดจำได้และรู้แจ้งทำ ทั้งการจำแลงแปลงร่าง สร้างมโนจิต ภาพจิตเสด็จไปโปรดผู้ที่ต้องการนิพพานและหาทางดับทุกข์ ทั้งใช้ใช้บุญฤทธิ์และอิทธิฤทธิ์ เสด็จไปข้ามข้ามห้วยหนองคลองบึง เพื่อนำประโยชน์และความสุขที่เเท้จริงแก่มวลมนุษย์และเทวดา..

ลักษณะรูปกาย พญานาค  ยักษ์ เทวดา นางฟ้า สวรรด์ชั้นต่างๆๆ พรหมฮินดู พุทธ เจ้าลักธิต่างๆๆผู้นำต้องมีความรู้ให้กระจ่างแจ้ง เพื่อแยกยะธรรม โดยส่วนตัวตนเองไม่ค่อยรู้จักพระศาสดาพระนามว่าพระสมณโคดม รู้จักแต่สมัยยุคพระวิปัสสี  เวชสภู เคยเกิดในยุคพระกัสปะสัมมาสัมพุทธเจ้า จดจำเหตุการณ์ในยุคสมัยพระอนุรุทะ เป็นคหบดีมี4ชายา ชักชวนให้มนุษย์ ทำบุญสร้างบารมีจนดับขันธุ์แล้วเป็นพระอินทราเทพ ครองชั้นดาวดึงส์   เมื่อพระอินทร์อรหันต์แล้ว ถึงวาระมีองค์อินทร์องค์ใหม่ประจำการ  เป้นการเปลี่ยนกำลังพลใหม่ตามผู้นำ จึงต้องลงมาเกิดในโลกมนุษย์เพื่อศึกษาธรรม ยกระดับดับชั้นกัน  โดยมีเทวดาชั้นผู้ใหญ่ได้เลือกสรรลงมาจุติบนโลก เพื่อรู้เเจ้งในธรรมของพระศาสดาที่ตรัสรู้และมอบมรดกธรรมให้มนุษย์และเทวดาได้ตรัสรู้ตาม และคัดเลือกประชากรสำหรับบรรจุลงใน จักรวาลใหม่ ดำเนินเรื่องราวของยุคพระศรีอาริย์ที่ในภัทรกัลป์หน้า ซึ่งจะมีพระพุทธเจ้าอนาคตวงค์ในภัทรกัลป์นี้ 10องค์

หลักการมาต่อยอด คือเรียน ปริยัต ปริเวท และนำมาปฏิบัติโดยใช้ ศีล สมาธิปัญญา ระลึกตนเองรู้อดีตตนเอง และคนที่เกี่ยวพันธ์ทั้งหมดแล้ว..โน้มใจเข้าหาพระพุทธองค์ปัจจุบัน ตนเองเกี่ยวพันธุ์กับพระองค์ตรงช่วงไหน บ้างจนจบเจตสิกสัมพันธุ์ใกล้ตัว ต่อมาเข้าหาพระโมคคัลลานะ ,พระมหากัสปะเสด็จปู่สายพรหมที่เคยมาเผยเเผ่ธรรมมะในดินแดนสุวรรณภูมิแห่งนี้ ก่อนจะเป็นคนไปจุดไฟเผากายเนื้อพระศาสดา จำได้ว่าตอนปริพนิพพานมีเราเป็นนางฟ้า อธิษฐานมิให้ทำการเผาร่างพระศาสดาจนกว่าเสด็จปู่มหากัสปะ จะเสด้จกลับถึงก่อนต่อไปเข้าหาธรรมของพระสารีบุตร กล่าวชื่นชมผลงานท่าน และพระอานนท์ ที่มีอายุหลังพุทธกาล120ปี จนดับขันธุ์ปรินิพพาน อบรมสตรีน้องหญิงทั้งมนุษย์และเทวดาอ่อนหวานให้เกียรติสตรี แบบง่ายและเรียนรู้ได้เร์ว จากพระมหากัจจานะ …ต่อไปศึกษาธรรมของพระเถระ, พระธรรมเถรีในสมัยพุทธกาล เอาหลักการท่านมาใช้ในชีวิต

หาเวลาไหว้พระพุทธรูปประธาน ตามวิหารวัดต่างๆๆ เพื่อความปิติของเทวดา และท่านได้กรุณาสอนสิ่งดีๆๆ ที่เราไม่รู้ เพื่อเชื่อมรายละเอียดของ อดีต เคารพนอบน้อม เหล่าเทพารักษ์และผู้คุมสถานที่ต่างๆๆาเรียนอ่านพระไตรปิฏก และธรรมมะส่วนอื่นๆๆ ถามสงสัย ต่อไปจะรู้มีครูชั้นสุทธาวาส ที่เป็นห้องสมุดจักรวาลให้เราได้ค้นคว้าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในจักรวาลนี้   เรียนและช่วยคนอื่นให้พ้นตามใจปรารถนา ..สืบสานงานเผยเเพร่ธรรมะให้ชนเผ่าอื่นๆๆได้อัพเดทตนเองต่อไป…เพื่อประโยชน์โลกนี้โลกหน้าให้ชนทุกหมู่เหล่ามีความสุขทุกสภาวะ ของชีวิต..นำพาจิตใจให้ตรงดิ่งแน่วแน่สู่ทาง นิพพานทั้งที่มีชีวิตอยู่ให้สำเร์จมมรรคผลและเสวยผลจากนิพพานนั้น แล้วนำพละกำลังของตนไปเสริมสร้าง…สันติสุข

แกนโลกและจักรวาลให้ยึดจากผู้ที่มาตรัสรู้แจ้งโลก โดยมีแผนภูมิดังนี้

ชมพูทวีปมีภูเขาหิมาลัยเป็นหลัก สูง ๕๐๐ โยชน์ กว้างและยาว ๓,๐๐๐ โยชน์ เท่ากัน ประดับไปด้วยยอดฉัตร ๘๔,๐๐๐ ยอด มีสัญลักษณ์ต้นหว้า ลำต้นวัดได้ ๑๕ โยชน์ ลำต้นสูง ๕๐ โยชน์ และแต่ละกิ่งยาว ๕๐ โยชน์ แผ่รัศมีออกไป ๑๐๐ โยชน์ ด้วยอานุภาพของต้นดอกสีชมพู  จึงได้ชื่อว่า ชมพูทวีป

ต้นไม้ประจำทวีปและภพต่างๆๆมีทั้งหมด๗ต้น ดังนี้จิตรปาฏลี(แคฝอยของอสูร) ,สิมพลี(ครุฑ), กทัมพะ ,ชมพู ,ต้นปาริตฉัตรของพวกเทวดา  ต้นกัปปะ(กัลปพฤษ์) และต้นที่ ๗ คือ ต้นสิรีสะ

ต้นไม้ประจำทวีปมีดังนี้ คือชมพุทวีป ต้นชมพู(หว้า) ,อมรโคยานทวีปต้นกัปปะ , อุตตรกุรุทวีป ต้นสิรีระ (ซึก)บุพพวิเทหทวีป ต้นปาริฉัตร

ต้นจิตรปาฏลี (แคฝอย)เป็นที่อยู่ของพวกอสูร  ต้นสิมพลี (งิ้ว)เป็นที่อยู่ของครุฑ ต้นกทัมพะ (กระทุ่ม)ในดาวดึงส์

การกำเนิดชีวิตพระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า “เพราะมีความอยาก จึงมีการเกิดเป็นสัตว์เป็นบุคคลขึ้นมา เมื่อไม่มีความอยากการเกิดเป็นสัตว์เป็นบุคคลก็ไม่มี”

๑) ชมพูทวีป ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเขาสิเนรุ (เขาพระสุเมรุ)

-มีธาตุมรกตอยู่ทางทิศใต้ของเขาสิเนรุ แสงสะท้อนของธาตุมรกตทำให้ทองฟ้าและมหาสมุทรของชมพูทวีปมีสีน้ำเงินแกมเขียว
-มนุษย์ที่ชมพูทวีป มีความสูง ๔ ศอก มีอายุประมาณ ๑๐๐ ปี (อาจตายก่อนอายุได้ ไม่แน่นอน)
-มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในทวีปนี้ อายุยิ่งหย่อนขึ้นอยู่กับคุณธรรม ไม่แน่นอน
-สมัยของพระพุทธเจ้าพระนามว่า “พระวิปัสสี” มนุษย์ในชมพูทวีปมีอายุถึง ๘๐,๐๐๐ ปี
-สมัยของพระพุทธเจ้าพระนามว่า “พระเรวะตะ” มนุษย์ในชมพูทวีปมีความสูงถึง ๘๐ ศอก
-แต่เมื่อคุณธรรมเสื่อมลง จิตใจหยาบช้าลง อาหารเลวลง อายุก็ลดลง ร่างกายก็เตี้ยลง
-ต่อไปภายภาคหน้ามนุษย์ในชมพูทวีป จะมีอายุเพียง ๑๐ ปี เท่านั้น และตัวจะเตี้ยถึงขนาดต้องสอยมะเขือกิน เรียกยุคนั้นว่า “ยุคทมิฬ” เป็นยุคที่เสื่อมที่สุดของ “ชมพูทวีป”
-ดอกไม้ประจำชมพูทวีปคือ “ชมพู (ไม้หว้า)” …เพราะเหตุนี้ ถึงเรียกว่า “ชมพูทวีป” เพราะดอกไม้ประจำทวีปนี้คือ ดอก “ชมพู”
-ชมพูทวีป เป็นทวีปเดียวที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ต้องมาตรัสรู้ที่ทวีปนี้เท่านั้น

๒) อมรโคยานทวีป ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเขาสิเนรุ (เขาพระสุเมรุ)

-เป็นแผ่นดินกว้าง ๗,๐๐๐ โยชน์ ประกอบด้วยเกาะ และแม่น้ำใหญ่น้อย
-มีธาตุแก้วผลึกอยู่ทางทิศตะวันตกของเขาสิเนรุ แสงสะท้อนของธาตุแก้วผลึกทำให้ทองฟ้าและมหาสมุทรของอมรโคยานทวีปมีสีแก้วผลึก
-มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในทวีปนี้ มีรูปหน้าเหมือนพระจันทร์ครึ่งซีก มีใบหน้าวงกลม คล้ายวงพระจันทร์ คนหน้าเหมือนดั่งเดือนแรม จมูกโด่ง คางแหลม
-มนุษย์ที่อมรโคยานทวีป มีความสูง ๖ ศอก มีอายุ ๕๐๐ ปี (จะไม่ตายก่อนอายุ เป็นกฏตายตัว)
-ดอกไม้ประจำอมรโคยานทวีปคือ “กะทัมพะ (ไม้กระทุ่ม)”

๓) ปุพพวิเทหะทวีป ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเขาสิเนรุ (เขาพระสุเมรุ)

-เนื้อที่กว้าง ๗,๐๐๐ โยชน์ มีเกาะ ๔๐๐ เกาะ
-มีธาตุเงินอยู่ทางทิศตะวันออกของเขาสิเนรุ แสงสะท้อนของธาตุเงินทำให้ทองฟ้าและมหาสมุทรของปุพพวิเทหะทวีปมีสีเงิน
-มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในทวีปนี้ มีรูปหน้าเหมือนพระจันทร์เต็มดวง คนหน้ากลมเหมือนดวงจันทร์ มีใบหน้าตอนบนโค้งตัดลงมาเหมือนบาตร
-มนุษย์ที่ปุพพวิเทหะทวีป มีความสูง ๙ ศอก มีอายุ ๗๐๐ ปี (จะไม่ตายก่อนอายุ เป็นกฏตายตัว)
-ดอกไม้ประจำปุพพวิเทหะทวีปคือ “สิรีสะ (ไม้ทรึก)”

๔) อุตรกุรุทวีป ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเขาสิเนรุ (เขาพระสุเมรุ)

-มีพื้นที่เป็นรูปสี่เหลี่ยม เนื้อที่กว้าง ๘,๐๐๐ โยชน์ เป็นที่ราบ
-มีธาตุทองคำอยู่ทางทิศเหนือของเขาสิเนรุ แสงสะท้อนของธาตุทองคำทำให้ทองฟ้าและมหาสมุทรของอุตรกุรุทวีปมีสีเหลืองทอง
-มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในทวีปนี้ รูปร่างงาม มีลักษณะใบหน้าเป็นรูป ๔ เหลี่ยม รักษาศีล ๕ เป็นนิจ ไม่ยึดถือสมบัติ บุตร ภรรยา สามี ว่าเป็นของๆตน
-มนุษย์ที่อุตรกุรุทวีป มีความสูง ๑๓ ศอก มีอายุ ๑,๐๐๐ ปี (จะไม่ตายก่อนอายุ เป็นกฏตายตัว)
-มีต้นไม้นานาชนิด ดอกไม้ประจำอุตรกุรุทวีปคือ “กัปปรุกขะ (กัลปพฤกษ์)”
ถ้าอยากได้อะไร ก็ไปนึกเอาที่ต้นกัลปพฤกษ์ จะสมปรารถนา
-มนุษย์ที่อุตรกุรุทวีป เมื่อตายจากทวีปนี้ ทุกคนจะได้ไปเกิดใน “เทวภูมิ ชั้นตาวติงสาห์ภูมิ” ทุกๆคน เป็นกฏตายตัว
-ในภาษาบาลี “อุตร” แปลว่า “เหนือ” …เพราะเหตุนี้ ถึงเรียกทวีปนี้ว่า “อุตรกุรุทวีป

หากเดิมมาจากปุพพวิเทหะทวีป จะมีเชื้อเทวดา..บางคนเหาะได้ มาใช้บารมีในชมพูทวีป การเกิดแต่ละครั้งจะมีคณะพรหมกำหนดเรื่องราวและ คนที่จะมาบันทึกเรื่องราว ตามกลไกของชีวิตสืบทอด เทวธรรมเพื่อดำรงตำเเหน่งต่างๆๆตามคุณสมบัติ ตามบุญบารมี  สำหรับศาสนาพุทธจะมีผู้มาตรัสรู้บนโลกอยู่ไม่ขาดสาย ในการควบคุมของคณะพรหมทั้ง7 ตามหลักสีล สมาธิ ปัญญา จนเข้าหลักสัมมาทิฐิในมรรค8และจะจำอดีตต่างๆๆได้หมด และปลงลาจากโลกและจักรวาล..ออกเดินทางไปเปิดเผยธรรมให้รู้ตามด้วย เคารพเจ้าบ้านชมพูทวีปคือพระศาสดาพระนามว่า…สมณโคดม  ต่อยอดองค์ความรู้ จากทุนเดิมและทำเรียนรู้ขยายจากองค์พระศาสดาตามเรื่องราว กรรมและบารมีสะสมของตนเอง เชื้อเทวดาจะไปได้ง่ายมีบรรพบุรุษปกป้อง  …จบพระธรรมจากชมพูทวีปแล้ว เรียนทวีปต่อไปอมรโคยานทวีป ซึ่งเป็นจักรวาลทางทิศตะวันตก รู้การดับของโลกและจักรวาล….อุตรกุรุทวีป เป็นอดีตของจักรวาลเป็นที่เก็บตัวอย่างประชากรโลกที่ศึกษา ปัญหาของโลกและจักรวาล มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า อุตมโคตร

สําหรับเรื่องรูปร่างหน้าตาของมนุษย์ต่างดาวในแต่ละทวีปนั้น ตามในพระไตรปิฏกและอรรถกถาต่างๆ ยืนยันว่ารูปร่างเหมือนมนุษย์เราเนี่ยแหละ เพราะพื้นฐานการเกิดบนดาวเขาก็อาศัยธาตุทั้ง 4 เหมือนชมพูทวีป (ดาวโลกเรา)

ในพระสูตรหนึ่ง กล่าวถึงโชติกะเศรษฐี ในพระไตรปิฏกโชติกะเศรษฐีนี้ มีบุญบารมีมาก เคยทำบุญกับพระปัจเจกพุทธเจ้าแบบปราณีต และยิ่งใหญ่  พอถึงเวลาที่ท่านจะมีภรรยา ปรากฏว่าหาคู่บารมีไม่ได้ เพราะกําลังบุญท่านสูงมาก ไม่มีหญิงคนใดในโลกที่จะเป็นภรรยาที่มีบุญเสมอท่านได้ พระอินทร์ทราบดังนั้น จึงได้นําหญิงสาวจากอุตกรุทวีปมาให้ เป็นภรรยา และพระอินทร์ทำบ้านให้โชติกะเศรษฐีและภรรยา ครองคู่กัน วัยหนึ่งพระเจ้าพิมพิศาลได้มาเยี่ยมเยียน และอยากเห้นหน้าภรรยาท่านโชติกะเศษฐี โชติกะเศรษฐีจึงให้ภรรยาออกมาต้อนรับ น้ำตานางไหลออกมาตลอด เพราะบารมีสูงกว่าแต่มาน้อบน้อมเจ้าครองนคร จึงน้ำตาไหลแบบออกมาเองเป็นภาวะกดดันของร่างกาย โดยมิได้ตั้งใจ… พระเจ้าพิมพิศาล เห็นดังนั้นสัมผัสได้ว่า ตนเองไม่เหมาะสม รู้สึกละอายใจในความอยากรู้อยากเห็นของตนเองมากเกินไป จึงขอลาจากไป หลังจากครองเรือนได้สักระยะหนึ่งเมื่อพี่ชายโชติกะเศรษฐีสำเร็จอรหันต์และท่านเศรษฐีทราบซึ่งในพระพุทธศาสนาจนอินทรีย์แก่กล้า จึงออกบวชเป็นพุทธบูชา ส่วนภรรยาท่านเศรษฐีพระอินทร์ได้นำกลับไปอุตรทวีป ดังเดิม

ชนรุ่นหลังพุทธกาลจะมาต่อยอดพุทธธรรมและนำมาประยุกต์ใช้ ให้เหมาะกับตนเอง เช่นเคยเกิดในพระพุทธเจ้าองค์ใดบ้าง และเรียนตามจริต บอกกล่าวคนใกล้ชิดด้วยเราเกิดมาทำอะไร เพื่อปกป้องการดำเนินชีวิตให้สอดคร้องกัน …การที่มีพระอริยะมา รู้แจ้งตามองค์พระศาสดาจะมีอยู่เสมอไม่ขาดสาย ตามความเกี่ยวพันธุ์ของกรรมที่ได้เคยเกิดร่วมชาติ และละสังขารสู่ภพที่ดีกว่า เป็นการไม่ประมาทในการเกิด อีกทั้งการมาเปิดเผยเรื่ิองตนเองที่เคยทำได้แล้วและสำเร็จ ทำให้พุทธศาสนาดำเนินต่อไป

หวังว่าจะเป็นธรรมมารส ได้รู้อะไรใหม่ๆๆต่อยอดองค์ความรู้ ทำให้สดชื่นที่ได้อ่านได้ฟังและ มีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างมีความสุข สังวันหนึ่งจะได้ทำตามรู้เท่าทันตนเองและ ภพหน้านั้นมีบารมีจากการทำเองได้บารมี ทำได้เลยตามฐานะตนเอง ..สาธุ ๆๆๆ

Advertisements
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s