สารพัดภัย

ขณะที่สื่อไทย(รัฐมาร์ค)ปิดข่าวไม่รายงานอันตรายเกิดในไทยและโลก กรุณาให้คนมีจิตกุศล รวมข่าวถ่ายภาพ คลิป แผ่นดินไหว แผ่นดินแยก ซึนามิ พิษกัมมันตภาพรังสี การดื่มน้ำแล้วตายเป็นใบไม่ร่วง การนฆ่าคนแต้ละประเทศ การยึดเมืองมีทรัพยากร ของจักรวรรดิ์นิยม นำมาเผยเเพร่ให่มนุษย์โลก ได้ป้องกันตนและช่วยเหลือกันและกัน

ใครใจแคบไม่ยินยอมให้อินเตอร์เนตใช้ภาพตนกรุณาอย่านำลง หากลงสลักชื่อด้วย

การดำรงรักษาเผ่ามนุษย์เป็นหน้าที่ของทุกคน ควรใส่ใจช่วยกัน มิใช่สะใจเมิณเฉย แถมด่าๆๆคนถ่ายภาพ ทำข่าว แต่ทำเพื่อกุศลๆไม่มีเงิน จน แต่กรุณา …. โลกต้องการ การร่วมมือ…สือโลกทั้งหมดจะปิดข่าว ปชชโลกต้องช่วยส่งข่าวกันและกันด้วยความรักในมนุษย์โลก

ขอบคุณที่รักกัน

คนด่าๆๆน่าตำหนิ เห็นการตายของคนเป็นสิ่งสะใจ เช่นป่านนี้ยังว่าเสื้อแดงฆ่ากัน ทั้งที่ทหารไทยฆ่า สไนเปอร์ รวมเผาเซลทัล ไม่ขอโทษ สำนึก และสารภาพบาป ไร้ความรับผิดชอบของรัฐไทยและพวก ขอประนาม การดื้อดึง ไม่สำนึก ละอายใจเลย ..เฮ้ย เมืองไทยใต้บาดาลจริงๆๆๆๆ

การเตรียมตัวรับมือภัยธรรมชาติครั้งใหญ่
1.ก่อนการเกิดภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ 15 วัน โลกจะเอียงก้มหัวให้ ดวงอาทิตย์มากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้น้ำแข็งจากขั้วโลกเหนือละลายจะนำไปสู่ คลื่นยักษ์ถาโถมเข้าสู่แผ่นดิน (ปัจจุบันเกิดขึ้นแล้ว )
2.เกิดภัยธรรมชาติครั้งใหญ่เป็นเวลา 49 วันในระหว่างเดือน ตุลาคม พฤศจิกายน
3.ฝนตกครั้งใหญ่ทั่วโลก ( ระยะชำระล้างเป็นเวลา 7 วัน )
*ระยะเวลาเกิดภัยธรรมชาติที่รุนแรงของโลกรวมแล้วมีระยะเวลา ทั้งสิ้น 56 วัน
*ใน 3 วันแรก จะเกิดสงครามนิวเคลียร์ที่ทวิปเอเชีย ในประเทศที่เป็น อริต่อกัน ภัย

ธรรมชาติที่เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
1. เกิดน้ำท่วมครั้งใหม่
2. พายุถล่ม
3. แผ่นดินแยกและแผ่นดินไหว
4. ภูเขาไฟระเบิด ( จังหวัดทางภาคกลาง 2 ลูก,ภาคเหนือตอนล่าง
3 ลูก อีกทั้งที่จังหวัดราชบุรี น่าน แพร่ อ.ร้อยกวาง
5.คลื่นยักษ์จากทะเล
6.โรคระบาดที่สุดจะเยียวยา ได้แก่ VIRUSTERIA,อหิวาตกโรคสาย พันธ์ใหม่ ผู้ได้รับเชื้อจะเสียชีวิตทันทีภายใน 6 วัน
7.คลื่นเสียงที่รุนแรง ตั้งแต่เกิดมาในชีวิตยังไม่เคยได้ยินเสียงที่ดัง ขนาดนั้นมาก่อน
8.อดยากขาดแคลนอาหาร


การเตรียมปัจจัยเพื่อตนเองและสมาชิกในครอบครัว
1.เตรียมอาหารและน้ำดื่มไว้ที่บ้านอย่างน้อย 3-6 เดือน
2.เครื่องนุ่งห่มเพื่อความอบอุ่นของร่างกาย ได้แก่ เสื้อผ้า กระเป๋าน้ำ
ร้อน ผ้าห่มฯลฯเพราะในช่วงเวลานั้นอากาศจะหนาวเย็นยะเยือกจับขั้วหัวใจ
3.เครื่องใช้ที่จำเป็น
4.ที่อยู่อาศัย
5.ยารักษาโรค
6.ด่างทับทิมและคาราไมล์ (จำเป็นมาก)ห้ามกินอาหารที่ไม่ได้ล้าง ด้วยด่างทับทิม เพราะจะมีทั้งเชื้อโรคและสารกัมมันตรังสี ส่วนคาราไมล์จะมีไว้ รักษาโรคทางผิวหนังที่ดูเหมือนจะยากต่อการรักษา แต่เมื่อทาคาราไมล์แล้ว จะ หายได้อย่างอัศจรรย์
7.ยานพาหนะ เช่น เรือ เสื้อชูชีพ
8.เครื่องช่วยชีวิต
9.แสงสว่าง เช่น เทียน ตะเกียงพายุ(เวลานั้นท้องฟ้าจะมืดมิด 7 วัน เท่ากับ 1 ราตรี และจะมืดมิดรวม 7 ราตรี หรือ 49 วัน ไฟฟ้าจะดับทั่วโลก)
10.เตรียมสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง


การดูแลตัวเองในช่วงเวลาวิกฤติ
1.ห้ามออกนอกบ้านโดยเด็จขาด ใครมาเคาะประตูบ้านก็ห้าเปิดไม่
ว่าคนนั้นจะเป็นญาติสนิทหรือคนที่เรารู้จักก็ตาม
2.ห้ามตากฝน เพราะในฝนจะมีพิษ ทั้งเชื้อโรคและสารเคมีที่มนุษย์สร้าง ขึ้น
3.ห้ามลุยน้ำหรือแช่น้ำนานๆแต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ต้องใช้ด่างทับทิมล้าง ทุกครั้ง
4.ห้ามเปิดประตูต้อนรับผู้อื่น เพราะช่วงเวลานั้นประตูมิติของโลกทั้ง สามจะถูกเปิดเป็นครั้งแรก ผู้ไม่เชื่อเรื่องผีสาง จิตวิญญาณ ก็จะได้เห็น คน ที่มาเยือนอาจเป็นผีเปรต ผีโขมด ที่เจ้ากรรมนายเวรของเราจำแลงมาก็ เป็นได้และห้ามอยากรู้อยากเห็นโดยเด็จขาด
5.ห้ามกินเนื้อ!ทุกชนิด
6.ห้ามกินผักที่ยังไม่ได้แช่ด่างทับทิม
7.ฝึกการกินน้อย ถ่ายน้อย
8.ระวังอากาศที่หนาวเย็น
9.ระวัง!ร้าย !มีพิษ เช่น งูพิษ จระเข้
10.ห้ามอยู่ตึกสูงเกิน 3 ชั้น เพราะตึกสูงเกิน 3 ชั้น จะพังทลายราบ เป็นหน้ากลอง


การเตรียมจิตวิญญาณ
1.ชำระกรรมให้บางเบาโดย หยุดโลภ โกรธหลง ทำจิตใจให้สงบเบิก บานเพราะวันนั้นจะมีผู้ที่เส้นโลหิตในสมองแตก เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก เพราะเสียงที่ดังกึกก้องไปกระตุ้นเส้นเลือดในสมองให้แตก ดังนั้นต้องปล่อย วาง ทำจิตให้เป็นบอก จะช่วยได้มาก
2.สำนึกทางจิตวิญญาณ
3.ฝึกการละวาง
4.มีสติรู้ตัวตลอดเวลา
5.ฝึกการทำโฆษกรรม ขออภัยต่อเจ้ากรรมนายเวร หรือผู้ที่เราล่วง ละเมิด


การดูแลแก่นแท้ยามมีภัย
1.ได้ยินเสียงใด ให้ละวางเสียงนั้น รู้เห็นสิ่งใด ให้ละวางสิ่งนั้น ต้อง ไม่รับรู้ ไม่รับเห็น ไม่รู้ ไม่ชี้ ไม่ว่าจะได้ยินเสียงคนข้างบ้านร้องเพราะกำลัง จะตาย หรือ ได้ยินเสียงใดที่น่าหวาดกลัวต้องได้ยินแล้วผ่านเลยไป หากละ วางไม่ได้จะเกิดอาการ ‘‘ ตายก่อนตาย ’’ (ว่าตนเองจะต้องตายแน่ๆ หรือการ ตายทั้งเป็น)
2.ยอมรับให้ได้ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ต้องมีสติตลอดเวลา
3.อย่าอยู่นิ่งเฉย เพราะจะทำให้กลัวมากขึ้น ควรหากิจกรรมทำเช่น อ่านหนังสือธรรมะ เพื่อให้จิตเป็นบวกเกิดการอิ่มเอิบ
4.สังเกตธรรมชาติก่อนนาทีวิกฤติจะเกิดขึ้น ลางบอกเหตุก่อนเกิดภัยธรรมชาติครั้งใหญ่(ระยะ2) ท้องฟ้ามืดผิดปกติ ใบไม้จะพลิกคว่ำพลิกหงาย แลดูหดหู่ ! สัตว์ทั้งหลายจะไม่ปรากฏกายให้เห็น แต่ถ้ามี!เลี้ยงอยู่ในบ้านจะเห็นมันวิ่ง ลุกลี้ลุกลนผิดปกติ หรือบางตัวจะนอนนิ่งน้ำตาซึม เรื่องเวลาที่แน่นอน

สาเหตุของแผ่นดินไหว

สาเหตุโดยทั่วไปที่ทำให้เกิดแผ่นดินไหว มี 2 ประการ ดังนี้
1.1  สาเหตุจากแรงเทคโทนิก (Tectonic Earthquake) แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ มักเกิดจากแรงเทคโทนิก แรงเทคโทนิกเป็นแรงเครียดชนิดหนึ่งของโลกที่จะดันดึงผลัก หรือทำต่อหินชั้นแข็ง ภายในโลก ทำให้เกิดแนวแตกร้าวซึ่งมีผลให้เกิดการขยับตัว เคลื่อนตัว เสียดสีกันตลอดเวลา มีการปล่อย พลังงานออกมาทำให้เกิดแผ่นดินไหวได้  หากแนวแตกร้าวเคลื่อนตัวในอย่างสม่ำเสมอ และค่อยเป็นค่อยไป ก็จะไม่มีอันตรายมากนัก แต่ถ้าแนวแตกร้าวเคลื่อนตัวผิดปกติ หรือเกิดขึ้นทันทีทันใด จะทำให้เกิดแผ่นดินไหว รุนแรงมีอันตรายอย่างมหาศาล สำหรับจุดที่เกิดแผ่นดินไหวในแนวแตกร้าวจะเรียกว่า “จุดกำเนิดแผ่นดินไหว” (Focus)  โดยจุดแผ่นดินไหวที่ปรากฏขึ้นมาบนผิวพื้นดินนั้นก็คือ “ศูนย์กลางแผ่นดินไหว” (Epicenter) ซึ่งเป็นจุดที่มีความรุนแรงและก่อให้เกิดความเสียหายมากที่สุด ความรุนแรงของคลื่นแผ่นดินไหว จะแผ่กระจายออกจากจุดศูนย์กลางไปทุกทิศทุกทาง และค่อย ๆ อ่อนกำลังลงจนกระทั่งสลายตัว

epicenter                   =             ศูนย์กลางแผ่นดินไหว (จุดแผ่นดินไหว)
focus                       =             จุดกำเนิดแผ่นดินไหว
crust                       =              เปลือกโลก
earth’s surface            =              พื้นผิวโลก
mantle                     =              ชั้นบรรยากาศแมนเทิล
seismic waves             =              คลื่นความสั่นสะเทือน


1.2  สาเหตุจากแรงระเบิด (Explosive Earthquake)  แรงระเบิดต่าง ๆ ทำให้เกิดคลื่น ความสั่นสะเทือนของพื้นดินได้  ซึ่งแรงระเบิดที่ก่อให้เกิดแผ่นดินไหวนั้น อาจเกิดมาจากมนุษย์ทำขึ้นเอง เช่น การทดลองระเบิดปรมาณู ระเบิดไฮโดรเจน หรืออาจเกิดจากธรรมชาติ เช่น ภูเขาไฟระเบิด เป็นต้น
องค์ประกอบที่ทำให้เกิดอันตรายและความเสียหายจากแผ่นดินไหว
โดยปกติอันตรายและความเสียหายที่เกิดจากแผ่นดินไหว จะมีมากหรือน้อยเพียงใดขึ้นกับองค์ประกอบ หลายประการ ดังนี้
1. ขนาดของแผ่นดินไหว ซึ่งวัดโดยใช้มาตราริชเตอร์ (Richter) แผ่นดินไหวธรรมดาจะมีขนาด 5.6  ริชเตอร์ แผ่นดินไหวขนาด 6-7 ริชเตอร์ ขึ้นไปถือว่าค่อนข้างรุนแรง และขนาด 8-9 ริชเตอร์ ถือว่ารุนแรงมากที่สุด
2. ความรุนแรงของแผ่นดินไหว ซึ่งวัดจากความรู้สึกของคนและสัตว์ หรือผลกระทบที่มีต่ออาคาร  สิ่งก่อสร้าง การหาอันดับความรุนแรง สามารถดูได้จากตารางสำเร็จ ที่บอกรายละเอียดของผลกระทบ ไว้เรียบร้อยแล้ว มาตราที่ใช้มีหลายมาตรา เช่น มาตราเจเอ็มเอ็มเอ (Japan Meteorological Agency : JMMA Scale) มาราเมอร์แคลลี ที่ปรับปรุงแล้ว (Modified Mercalli : MM Scale) สำหรับประเทศไทย ใช้มาตราเมอร์แคลลี

นักธรณีวิทยาได้แบ่งขนาดแผ่นดินไหวตามมาตรริชเตอร์ไว้เป็น 12ระดับ ดังน
1.0 – 1.9  ริชเตอร์   เป็นระดับที่คนโดยทั่วไปไม่รู้สึกว่าเกิดแผ่นดินไหวขึ้น  วัตถุต่าง ๆ จะมีการสั่นเล็กน้อย  เช่น  ผิวน้ำมีคลื่นเบา ๆ
2.0 – 2.5  ริชเตอร์   เป็นระดับที่คนที่อยู่ในอาคารจะรู้สึกว่าเกิดแผ่นดินไหว  โดยเฉพาะคนที่อยู่ชั้นสูง ๆ ของอาคาร  วัตถุที่ห้อยแขวนอยู่จะมีการแกว่งหรือสั่น
2.6 – 3.3  ริชเตอร์   เป็นระดับที่คนที่อยู่ในอาคารจะรู้สึกว่าเกิดแผ่นดินไหวอย่างชัดเจน  โดยรู้สึกสั่นสะเทือนเหมือนรถบรรทุกแล่นผ่านไปห่างๆ ส่วนคนที่อยู่กลางแจ้งจะไม่รู้สึกว่าเกิดแผ่นดินไหว
3.4 – 4.0  ริชเตอร์   เป็นระดับที่คนที่อยู่ในอาคารจะรู้สึกว่าเหมือนรถบรรทุกชนอาคาร  รถยนต์โยกจนสังเกตได้ ประตูหน้าต่างมีเสียงลั่น  คนที่หลับจะตื่น  ส่วนคนที่อยู่กลางแจ้งจะรู้สึกบ้างว่าเกิดแผ่นดินไหว
4.1 – 4.6  ริชเตอร์   เป็นระดับที่สิ่งของที่ไม่มั่นคงจะล้ม  กระจกอาจร้าว  หลายคนจะรู้สึกตกใจ  หากหลับอยู่ก็จะตื่น  ส่วนคนที่อยู่กลางแจ้งส่วนใหญ่จะรู้สึกว่าเกิดแผ่นดินไหว
4.7 – 5.2  ริชเตอร์   เป็นระดับที่อุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ จะเคลื่อนที่หรือล้มหักพังได้  ทุกคนจะรู้สึกว่าเกิดแผ่นดินไหว ทั้งที่อยู่ในอาคารและอยู่กลางแจ้ง บางคนอาจตกใจและวิ่งหนีออกจากอาคาร
5.3 – 6.0  ริชเตอร์   เป็นระดับที่อาคารไม่มั่นคงอาจพัง คนที่ยืนอยู่จะรู้สึกยืนยาก  ทุกคนจะรู้สึกตกใจและวิ่งหนีออกจากอาคาร ต้นไม้มีการสั่น มีคลื่นบนผิวน้ำ ฝั่งแม่น้ำอาจพังลง  ส่วนคนที่ขับรถอยู่จะรู้สึกเรื่องการสั่นได้ถนัด
6.1 – 6.9  ริชเตอร์   เป็นระดับที่เริ่มเกิดความอลหม่าน  สิ่งก่อสร้างสูง ๆ จะหักล้มลง ต้นไม้เขย่าอย่างแรง  ผู้คนจะตกใจ
7.0 – 7.4  ริชเตอร์   เป็นระดับที่โครงสร้างของสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ  จะเอนเอียงจากแนวดิ่ง  ท่อที่ฝังอยู่แตกหัก  แผ่นดินแยก  อาคารเสียหาย
7.5 – 7.9  ริชเตอร์  เป็นระดับที่แผ่นดินแยก แผ่นดินถล่มตามฝั่งแม่น้ำ สิ่งก่อสร้าง และอาคารต่าง ๆ ถูกทำลาย
8.0 – 8.4  ริชเตอร์   เป็นระดับที่แผ่นดินถล่ม  แผ่นดินแยก  สะพานถูกทำลาย  ทางรถไฟโค้งงอเสียหาย  สิ่งก่อสร้าง และอาคารถูกทำลายลงพินาศ
ตั้งแต่  8.5 ริชเตอร์ขึ้นไป สิ่งก่อสร้าง และอาคารต่าง ๆ ถูกทำลายราบ  ทุกสิ่งทุกอย่างเกือบจะพังพินาศหมด เสียหายมาก
3.  บริเวณที่เกิดแผ่นดินไหว  หากศูนย์กลางแผ่นดินไหวเกิดขึ้นใกล้ชุมชนหรือเมืองใหญ่ย่อมเกิดความเสียหายได้มาก  แต่ถ้าเกิดบริเวณที่ห่างไกลชุมชน อันตรายย่อมมีน้อยกว่า
4.  ระยะเวลาที่เกิดแผ่นดินไหว หากระยะไหวเตือนนานจะมีอันตรายน้อย  เพราะประชาชนมีเวลาเตรียมตัวก่อนถึงระยะไหวใหญ่  และถ้าแผ่นดินไหวเกิดขึ้นเวลากลางวัน  อันตรายก็จะเกิดขึ้นกับผู้คนน้อยกว่าเวลากลางคืน เพราะประชานอาจมีเวลาช่วยเหลือตัวเองได้
5.  อัคคีภัยและอุทกภัย หากว่าเกิดอัคคีภัยและอุทกภัยร่วมด้วย  อันตรายและความเสียหายย่อมมีมากขึ้นเป็นลำดับ


     อันตรายและความเสียหายจากการเกิดแผ่นดินไหว
การเกิดแผ่นดินไหวที่มีขนาดและความรุนแรงมาก  ย่อมก่อให้เกิดอันตรายและผลเสียหาย ดังนี้
1.  ประชาชนที่อยู่ในบริเวณที่เกิดแผ่นดินไหว จะเกิดความตื่นตระหนกตกใจ เสียขวัญ อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือได้รับบาดเจ็บอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ เนื่องจากสิ่งของสิ่งปลูกสร้าง หรืออาคารบ้านเรือนหล่นทับ หรือจากอัคคีภัย อุทกภัย
2.  อาคารบ้านเรือน เครื่องใช้ อุปกรณ์ สิ่งก่อสร้างต่างๆ สั่นไหวโยกคลอนเปลี่ยนรูปร่าง หักพังทลายลงมา ถนนหนทางถูกทำลาย  แผ่นดินแตกแยกมีการทรุดตัวหรือเลื่อนไหลถล่มทางรถไฟบิดงอโค้งใช้การไม่ได้  อุปกรณ์บริการสาธารณูปโภคต่าง ๆ ถูกทำลาย เช่น เสาไฟฟ้า โทรศัพท์ ท่อน้ำประปา ฯลฯ
3.  ผลเสียหายจากการเกิดอัคคีภัยและอุทกภัย เมื่อเกิดแผ่นดินไหว เครื่องใช้และอุปกรณ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะไฟในคัวมักล้มหล่น ตกแตก ทำให้เชื้อเพลิงลุกลามกระจายไปไหม้สิ่งของ และบ้านเรือน ได้อย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดอันตรายและความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินได้  สำหรับแผ่นดินไหว ที่มีความรุนแรง และเกิดขึ้นบริเวณใกล้ฝั่งหรือในท้องทะเลมักทำให้เกิดคลื่นใต้น้ำลูกโต ๆ ซัดโถมเข้าสู่ฝั่ง กวาดบ้านเรือน และผู้คนจมหายไปในทะเลได้เป็นจำนวนมาก
4.  ผลกระทบต่อเศรษฐกิจหลังจากเกิดแผ่นดินไหวแล้ว ทางราชการหรือหน่วยงาน ต่างๆ ต้องเสียค่าใช้จ่าย เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นเงินจำนวนมาก นอกจากนี้ปัญหาการชะงักหรือความล่าช้าในการติดต่อสื่อสาร ย่อมมีผลกระทบต่อธุรกิจการค้าต่าง ๆ เป็นอย่างมากอีกด้วย
     เขตแผ่นดินไหวในประเทศไทย
แนวแผ่นดินไหวในประเทศไทยที่มักมีผลกระทบให้เกิดความเสียหาย มักจะผ่านทางด้านตะวันตก ตั้งแต่เหนือจรดใต้  บริเวณพรมแดนไทย-พม่า จากอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก  ผ่านมาทางด่านเจดีย์สามองค์ และอำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี  หากจะแบ่งเขตที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว อาจแบ่งได้เป็น 3 เขต คือ
1.  เขตพื้นที่ 0  ได้แก่ บริเวณภาคตะวันออก ผลกระทบที่เกิดขึ้นคือ อาคารอาจสั่นไหวบ้าง แต่ไม่มีอันตราย (no damage)
2.  เขตพื้นที่ 1  ได้แก่  บริเวณภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้  บางส่วนผลกระทบที่เกิดขึ้นคือ อาคารอาจเสียหายบ้าง (minor damage)
3.  เขตพื้นที่ 2  ได้แก่  บริเวณภาคตะวันตกตั้งแต่เหนือจรดใต้  บริเวณพรมแดนไทย-พม่า  หากแผ่นดินไหวเกิดขึ้นบริเวณนี้ อาคารจะเสียหายปานกลาง (moderate damage)

ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s