อ.ธิดา ตอบปัญหาข้อขัดแย้งและหนี้ที่รัฐอภิสิทธิ์..ก่อบาปให้ปชชไทยและรัฐบาลใหม่

ที่มานสพข่าวสด…

ธิดา โตจิราการ

รักษาการประธานนปช.

เราทำงานเป็นระบบแต่เขาเข้ามาในช่วงหลัง การทำงานของชุดรักษาการเราประชุมกันทุกสัปดาห์ ประชุมวันอังคารแถลงข่าววันพุธ

ระบบการทำงานเราเปลี่ยนเป็นการนำรวมหมู่ ไม่ใช่นำโดยบุคคล ต้องอาศัยการประชุมในรูปของคณะกรรมการ ซึ่งมาจากทุกระดับ ตั้งแต่กรรมการระดับตำบล อำเภอ จังหวัด

การทำงานเราปรับระบบหลายอย่าง ปรับโครงสร้างการนำส่วนกลาง และระบบโดยรวม เป็นการปรับโครงสร้างใหม่ทั้งหมดเพื่อเตรียมพร้อมเปิดกว้างให้คนได้เข้ามาร่วม เพื่อให้มาจากฐานประชาชนจริงๆ

เนื่องจากที่ผ่านมาไม่มีหลักเกณฑ์ ไม่มีระบบ เป็นการรวมตัวของกลุ่มต่างๆ แบบหลวมๆ เช่น คนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ พิราบขาว สมาพันธ์ประชา ธิปไตย พลเมืองวิวัฒน์ เพื่อนรัฐธรรมนูญ พีทีวี การแต่งตั้งแกนนำมาจากความเกรงใจ ไม่มีหลักเกณฑ์

เมื่อมีคณะกรรมการ การดำเนินการก็ต้องใช้การประชุม และมติที่ประชุมขับเคลื่อน ไม่สามารถเปลี่ยนมติอย่างไม่มีเหตุผล ไม่อนุญาตให้คุณทำอะไรได้อย่างเสรี ไร้ระเบียบ ไม่ใช่นึกอยากทำอะไรตามใจชอบก็ทำ การที่ตัวเองยึดหลักนี้ อาจทำให้ดูเฮี้ยบก็ได้ เพราะมันจำเป็น

คนที่มาจากต่างประเทศ คือพวกที่หลบไปอยู่ต่างประเทศ ไม่ได้ใกล้ชิดเรามาแต่แรก มาเจอโครงสร้างใหม่ กติกาใหม่ ก็อาจไม่เข้าใจ ทำให้มีปัญหา ไม่เคยมาประชุม ไม่รู้โครงสร้างการจัดการของเรา แต่เขาจะมาเวลามีการชุมนุม ซึ่งบางครั้งเราต้องมีคอนเซ็ปต์ มีกติกาว่า ชุมนุมครั้งนี้จะทำอะไรบ้าง

ประเด็นที่สำคัญน่าจะเกิดขึ้นในวันที่จัดเวทีปราศรัย เมื่อวันที่ 19 พ.ค. ครบรอบ 1 ปี ซึ่งเป็นการชุมนุมระหว่างที่มีพ.ร.ฎ.เลือกตั้ง ครั้งนั้นเพื่อไม่ให้ผิดกฎหมาย ตกลงกันว่าจะไม่มีการปราศรัย แกนนำต่างจังหวัดมาแนะนำตัวเท่านั้น และให้ประธานสรุปตอนท้าย ขณะที่ชุดนี้ไม่ใช่ผู้สมัครคงหวังจะได้ขึ้นเวที

ก่อนหน้านี้อาจมีปัญหาสะสมหรือเปล่าเราไม่แน่ใจ เช่น เวทีต่างจังหวัด ก็ไม่อยากให้ฮาร์ดคอร์ขึ้นเวทีอย่างเดียว ไม่อยากให้ใครจองว่าภาคนี้เป็นของคนนั้น คนนี้ จุดนี้อาจเป็นความขัดแย้ง เคยไปนั่งคุยกันที่บ้านแกนนำคนหนึ่งสรุปได้ว่าเขาไม่พอใจเรื่องเวที

ตอนหลังมารู้อีกทีตอน ทำงานปราบโกงเลือกตั้ง สุภรณ์ อัตถาวงศ์ บล็อกคนไม่ให้ส่งข้อมูลมา บอกไม่ต้องส่ง นปช. ส่วนกลาง อาจารย์ก็โทร.ถามว่ามีปัญหาอะไร เขาก็พูดเรื่องเวที ก็บอกเขาว่ามันเป็นมติที่ประชุม เขาก็บอกว่ามติเปลี่ยนได้ ก็อึ้ง ทำให้รู้ว่าเขาโกรธเรื่องนี้ แต่คนอื่นไม่รู้เขาโกรธเรื่องนี้หรือเปล่า

เรื่องการปราบโกงเลือกตั้ง ต้องใช้ออร์แกไนเซอร์ ต้องใช้ทีมงานหลายหมื่นคน อาจทำให้เกิดความรู้สึก ว่ามันรวมศูนย์ที่นปช. รวมศูนย์ที่ส่วนกลาง รวบอำนาจหรือเปล่า ทั้งที่หลักการเป็นการจัดตั้งที่เป็นประชาธิปไตยรวมศูนย์ ประชาชนและกรรมการจะ เข้มแข็ง

ข้อกล่าวหาเผด็จการ ทุกอย่างมาจากที่ประชุม แต่ถามว่าดิฉันเข้มงวดหรือไม่ ก็เข้มงวด เพราะไม่ต้อง การให้พลาดแบบก่อนหน้านี้ เมื่อมติออกมาอย่างไรทุกคนก็ต้องทำตาม ตัวดิฉันเองก็ทำตาม แม้บางครั้งจะเห็นต่างแต่หากเป็นมติก็ยอมรับ

ดิฉันทำตรงนี้เป็นความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ไม่ใช่ส่วนตัว ไม่ใช่มีคนด่าแล้วเลิก ทิ้งประชาชนได้อย่างไร นี่คือขบวนการต่อสู้ของประชาชน ไม่ใช่บริษัท ต้องคำนึงถึงองค์รวม สำหรับดิฉันเพื่อให้การต่อสู้ ราบรื่น ได้รับชัยชนะ ยิ่งกว่าออกยังทำได้ ชีวิตเราผ่านมามากแล้ว

แต่ไม่ควรใช้ท่วงทำนองศัตรูต่อมิตร จุดสำคัญไม่ขยายความขัดแย้งของฝ่ายประชาชน

“คณิน”ประกาศไม่นั่งประธานนปช. 

นายคณิน บุญสุวรรณ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ(ส.ส.ร.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จะเสนอให้รับตำแหน่งประธาน นปช.แทนนางธิดา ถาวรเศรษฐ์ ว่า รู้สึกหนักใจกับเรื่องนี้และจะเปิดแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ เพื่อไม่ขอรับตำแหน่งในวันที่ 8 กรกฎาคมนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นซึ่งแกนนำขัดแย้งกันเอง เรื่องนี้ไม่เป็นผลดีกับใครทั้งสิ้น โดยเฉพาะกับฝ่าย นปช.เอง กับปัญหาที่เกิดขึ้นกับแกนนำ นปช. ทำให้รู้สึกลำบากใจกับการจะรับตำแหน่ง เพราะจุดยืนของตัวเองคือ เน้นการทำงานในหลักวิชาการประชาธิปไตยและการต่อสู้ประชาธิปไตย

รัฐบาลอภิสิทธิ์กับการก่อหนี้ให้ปชชไทยและภาระหนักอึ้งของรัฐบาลใหม่…

5ก.ค54

เผยไตรมาส 2 ปีงบ 54 รัฐขาดดุลการคลังตามระบบ GFS ลดลงจากจัดเก็บรายได้เพิ่ม

นายนริศ ชัยสูตร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เผยฐานะการคลังของภาครัฐบาลตามระบบ สศค.(Government Finance Statistics : GFS) ในไตรมาสที่ 2 ของปีงบประมาณ 54(ม.ค.-มี.ค.54) ว่าขาดดุล 1 แสนล้านบาท ส่งผลให้ 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2554 ดุลการคลังภาครัฐขาดดุล 3.72 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 44.8%

โดยในไตรมาสที่ 2 ของปีงบประมาณ 54 ดุลการคลังภาครัฐบาล(รัฐบาลและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น) ขาดดุล 100,616 ล้านบาท ขณะที่ช่วงเดียวกันปีที่แล้วที่ขาดดุล 191,995 ล้านบาท หรือลดลง 47.6% โดยมีรายได้ทั้งสิ้น 654,127 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 115,718 ล้านบาท หรือ 21.5% จากการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลที่เพิ่มขึ้นมาก

ส่งผลให้รายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพิ่มขึ้นมากเช่นกัน ซึ่งเป็นผลจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีสรรพสามิต รวมทั้งรัฐบาลได้จัดสรรและโอนเงินอุดหนุนให้แก่ อปท. เร็วกว่ากำหนด โดยได้โอนเงินอุดหนุนทั่วไปของช่วงครึ่งปีหลังภายในไตรมาสที่ 2 ส่วนรายจ่ายภาครัฐบาลมีจำนวน 754,743 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 24,338 ล้านบาท หรือ 3.3%

สำหรับในช่วง 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 54 ภาครัฐบาลมีรายได้ทั้งสิ้น 1,268,782 ล้านบาท (คิดเป็น 11.7% ของ GDP) เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 187,985 ล้านบาท หรือ 17.4%

ขณะที่รายจ่ายภาครัฐบาลมีจำนวน 1,641,642 ล้านบาท สูงกว่าปีที่แล้ว 303,429 ล้านบาท หรือ 22.7% เนื่องจากการเบิกจ่ายของรัฐบาลสูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 234,100 ล้านบาท ส่งผลให้ดุลการคลังภาครัฐบาลขาดดุลจำนวน 372,860 ล้านบาท ขาดดุลเพิ่มขึ้น 44.8% (ปีที่แล้วขาดดุล 257,416 ล้านบาท)

“การขาดดุลการคลังของภาครัฐบาลในไตรมาสที่ 2 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีที่แล้ว เป็นผลจากจัดเก็บรายได้ที่สูงขึ้นโดยเฉพาะรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในขณะที่รายจ่ายรวมเป็นไปตามเป้าหมาย สำหรับดุลการคลังของภาครัฐบาลในช่วง 6 เดือนแรก ขาดดุลเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นไปตามแผนและนโยบายการจัดตั้งงบประมาณขาดดุลของรัฐบาล” นายนริศ กล่าว

รวมมิตรสูบเงินปชชและประเทศไทยของพรรคปชป..

10มิ.ย53

ขยายเวลาขายพันธบัตรไทยเข้มแข็งถึง 16 มิ.ย.53

นายกรณ์ จาติกวณิช ขยายเปิดขายพันธบัตรไทยเข้มแข็งไปถึง 16 มิ.ย. หลังยอดขาย3 วันที่ผ่านมา ฝืด

นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังจะขยายเวลาการจองซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็ง ปีงบประมาณ 53 ต่อไปจนถึงวันที่ 16 มิ.ย.53 จากกำหนดเดิมที่เปิดจองซื้อระหว่างวันที่ 7-11 มิ.ย.53 โดยยังคงวงเงินรวมที่เสนอขาย 1 แสนล้านบาท และคงเงื่อนไขการจองซื้อที่รายละ 10,000 บาท ถึง 1 ล้านบาท

สำหรับยอดจองซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ 3 วันที่ผ่านมา (7-9 มิ.ย.53) มีประชาชนและนักลงทุนจองซื้อพันธบัตร วงเงินรวม 65,000 ล้านบาท คิดเป็นยอดเฉลี่ยจองซื้อรายละ 73,800 บาท

หลอกเอาเงินปชชไทยไปใช้

วันที่ 11/01/10

 

โกงเข็มแข็ง

กรณ์ออก พันธบัตรออมทรัพย์ วงเงิน 5-8 หมื่นลบ.ปลาย q1/53

กรณ์ ออก พันธบัตรออมทรัพย์ วงเงิน 5-8 หมื่นลบ.ปลาย q1/53

กรณ์ ออก พันธบัตรออมทรัพย์ วงเงิน 5- 8หมื่นลบ. ปลาย ไตรมาส 1/53 เน้นขาย
ผู้สูงอายุ -รายย่อย ให้ดอกเบี้ยสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก ด้านคณะกรรมการกำกับนโยบายหนี้
สาธารณะ ตีกลับแผนกู้เงินซื้อเครื่องบิน 7.3 พันลบ.ของ THAI เหตุแผนไม่ชัด ขณะที่คลัง ย้ำ
ชัด ไม่ค้ำประกันการกู้

นายกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการกำกับนโยบายหนี้สาธารณะ เปิดเผยภายหลัง
การประชุมคณะกรรมการว่า ที่ประชุมได้มีแผนที่จะปล่อยกู้ให้กับรัฐวิสาหกิจภายใต้สังกัด
กระทรวงการคลัง โดยการบินไทยได้เสนอขออนุมัติให้กระทรวงการคลังกู้เงินแทนเพื่อมาชำระ
หนี้ที่บมจ.การบินไทย (THAI) ได้ดำเนินการซื้อเครื่องบินวงเงิน 7.3 พันล้านบาท ทั้งนี้ที่ประชุม
ยังไม่ได้อนุมัติงบประมาณดังกล่าวแต่อย่างใด เนื่องจากข้อมูลที่ THAI เสนอมายังมีความชัดเจน
ไม่เพียงพอ ดังนั้นจึงให้ THAI กลับไปทบทวนแผนและนำเสนอมาให้กระทรวงการคลังพิจารณา
ในภายหลัง
‘กระทรวงการคลังยืนยันว่าจะไม่มีการค้ำประกันให้กับ THAI แต่อย่างใด ซึ่งในราย
ละเอียดในแผนกระทรวงการคลังจะต้องกู้แทนบริษัทการบินไทยก่อนและให้บริษัทมาชำระเงินกู้
ระยะสั้นภายหลัง แต่ความชัดเจนในแผนยังไม่เพียงพอ ดังนั้นให้บริษัทกลับมาเสนอแผนที่ชัดเจน
กว่านี้ในภายหลัง’ นายกรณ์ กล่าว
นอกจากนี้ที่ประชุมได้ให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ขยายการปล่อยกู้เพิ่ม วงเงินอีก
1.6 หมื่นล้านบาท โดยปล่อยสินเชื่อให้กับประชาชนเพื่อนำไปซื้อที่อยู่อาศัย
อย่างไรก็ดีกระทรวงการคลังก็มีแผนที่จะกู้เงินจากต่างประเทศ โดยเฉพาะผ่าน
ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ธนาคารโลก (World Bank) และองค์การความร่วมมือ
ระหว่างประเทศญี่ปุ่น (ไจก้า) ซึ่งขณะนี้ยืนยันว่ากระทรวงการคลังยังไม่มีแนวทางที่จะพิจารณา
การออกพันธบัตรในต่างประเทศแต่อย่างใด แต่หากมีเงื่อนไขใดที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ
ก็พร้อมที่จะดำเนินการในอนาคต
นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้ทบทวนแผนบริหารหนี้สาธารณะปี 2552 โดยขณะนี้
กระทรวงการคลังได้ปรับลดเป้าการบริหารหนี้สาธารณะลดลงอยู่ที่ 1.125 ล้านล้านบาท จากเดิม
ที่กำหนดเป้าไว้ที่ 1.375 ล้านล้านบาท ทั้งนี้แผนดังกล่าวที่ประชุมประเมินแล้วว่าจะสามารถ
บริหารเศรษฐกิจให้ฟื้นฟูได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ดีสำหรับกรอบแผนการบริหารหนี้สาธารณะในปี 2553 นั้นที่ประชุมคณะ
รัฐมนตรีได้พิจารณาเห็นชอบแล้ว โดยกำหนดวงเงินไว้ประมาณ 1.68 ล้านล้านบาท โดยแบ่งเป็น
การกู้เงินจากสถาบันการเงินภายในประเทศวงเงิน 6.7 แสนล้านบาท การกู้เงินเพื่อกระตุ้น
เศรษฐกิจผ่านโครงการไทยเข้มแข็ง 3.2 แสนล้านบาท และงบประมาณเพื่อพัฒนารัฐวิสาหกิจวง
เงิน 3.4 แสนล้านบาท
สำหรับภาระดอกเบี้ยเงินกู้ของกองทุนฟื้นฟูที่ก่อนหน้านี้ได้กู้เงินเพื่อไปพัฒนาสถาบัน
การเงิน โดยยอมรับว่าเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อฐานะการคลังในปัจจุบัน แต่ขณะนี้ยังไม่
พิจารณาที่จะหาแผนการมาแก้ไขปัญหาดังกล่าวแต่อย่างใด
นายกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมถึงกรณีที่ราคาน้ำมันได้ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องว่า
ประเด็นดังกล่าวกระทรวงการคลังได้จับตาดูสถานการณ์ราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิด ซึ่งจะแก้ไข
ปัญหาร่วมกับกระทรวงพลังงาน โดยในขณะนี้ยังไม่มีการเสนอข้อมูลจากกระทรวงพลังงานมาให้
กระทรวงการคลังพิจารณาแต่อย่างใด
โดยขณะนี้มีประชาชนเข้ามาลงทะเบียนในโครงการช่วยเหลือประชาชนที่มีปัญหาหนี้
นอกระบบ แล้วกว่า 9.8 แสนราย โดยเฉลี่ยหนี้ของประชาชนต่อรายประมาณ 1 แสนบาท โดย
ผ่านธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ทั้งนี้รัฐบาลจะดำเนินการ
แก้ไขปัญหาการกู้หนี้นอกระบบของประชาชนกลุ่มแรกประมาณ 1.5 แสนราย ซึ่งมีวงเงินกู้ต่ำ
กว่า 5 หมื่นบาทต่อราย เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ประเมินว่ามีความเดือดร้อนมากที่สุด รวมทั้งมี
ข้อมูลที่ครบถ้วนสามารถดำเนินการได้ทันที ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในภาคอีสาน
ทั้งนี้รัฐบาลจะเตรียมหาแหล่งเงินกู้ให้กับประชาชน โดยจะคำนึงถึงความเป็นธรรมใน
เรื่องของอัตราดอกเบี้ยและระยะเวลา เพื่อยกระดับขีดความสามารถของประชาชนในประเทศให้
เกิดความยั่งยืนต่อไป
‘ขณะนี้ในส่วนของธนาคารธ.ก.ส. สามารถดำเนินการได้เลย แต่ในส่วนของธนาคาร
ออมสินขณะนี้กรมบัญชีกลางกำลังเร่งคัดกรองข้อมูลหนี้ของประชาชนว่า มีการกระจายไปตาม
ธนาคารรัฐแห่งใดบ้าง ซึ่งขั้นตอนต่อไปก็จะมอบหมายให้แต่ละธนาคารของรัฐดำเนินการได้ทันที
โดยคาดว่าจะใช้ระยะเวลาการแยกหนี้ไม่กี่วัน’ นายกรณ์ กล่าว
ส่วนกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีมีแนวคิดที่จะยกเลิกโครงการออก
สลากเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัวผ่านเครื่องอัตโนมัติ หรือ หวยออนไลน์ โดยตั้งคณะทำงานขึ้น ซึ่งมีนาย
เกียรติ สิทธีอมร ผู้แทนการค้าไทยเป็นประธานในการดูแลศึกษาข้อกฏหมายเกี่ยวกับสัญญา
สัมปทานว่าจ้างระหว่างภาคเอกชนว่าสามารถยกเลิกโครงการดังกล่าวได้หรือไม่ ทั้งนี้ยืนยันว่าจุด
ยืนของพรรคประชาธิปัตย์ตั้งแต่เข้ามารับหน้าที่เป็นรัฐบาลไม่เห็นด้วยกับโครงการหวยออนไลน์
แต่อย่างใด ซึ่งขณะนี้จำเป็นต้องรอผลของคณะทำงานดังกล่าวว่า จะมีแนวทางใดที่จะเสนอให้
นายกฯพิจารณาและหลังจากนั้นก็ให้ดำเนินการไปตามการตัดสินใจของนายกฯ
‘จุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วยกับการออกหวยออนไลน์ตั้งแต่แรกแล้ว ซึ่ง
ขณะนี้ต้องรอผลของคณะทำงานว่าจะมีแนวทางใดให้นายกฯพิจารณาเพื่อตัดสินใจ ส่วนการจะ
เยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกโครงการดังกล่าวอย่างใดนั้นจำเป็นต้องรอผลสรุปอีก
ครั้งหนึ่งของคณะทำงาน’ นายกรณ์ กล่าว
ทั้งนี้ในสัปดาห์หหน้ากระทรวงการคลังจะเตรียมแถลงแผนปฏิบัติงานในปี 2553 โดย
จะกำหนดภาระหน้าที่ของ 3 รัฐมนตรีหลักว่าบุคคลใดจะดำเนินการในเรื่องใดบ้าง ซึ่งจะต้องเป็น
การกระตุ้นเศรษฐกิจมหาภาค รวมทั้งการตอบโจทย์ของภาคประชาชนให้ตรงจุด ทั้งนี้ก็เตรียมที่
จะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะฐานะการเงินและการคลังให้มีเสถียรภาพ
มากขึ้นกว่าที่ผ่านมา
‘ในปี 52 ที่ผ่านมานโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลได้ตอบโจทย์การแก้ไขเศรษฐกิจได้
อย่างดี โดยนายกฯได้กล่าวไว้ตั้งแต่ได้เข้ามารับตำแหน่งว่า เราจะต้องมาดับไฟ ซึ่งขณะนี้ไฟได้
มอดลงแล้ว และต่อจากนี้ก็จะหามาตรการเพื่อมาพัฒนาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจให้ดีขึ้น แต่ยัง
คงต้องระวังวิกฤตเศรษฐกิจจะวกกลับมาอีกครั้ง ดังนั้นรัฐบาลจะยังคงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ไว้และจะติดตามว่าจะส่งผลอย่างไรในปี 53 และจะเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนผ่านโครงการไทยเข้ม
แข็ง รวมถึงงบประมาณผ่านสถาบันการเงินรัฐเพื่อเป็นการฟื้นฟูเศรษฐกิจ’ นายกรณ์ กล่าว

รายงานผลการกู้เงินจากรัฐบาลญี่ปุ่นสำหรับโครงการเงินกู้รัฐบาลญี่ปุ่น ครั้งที่ 32

ภาพข่าว: การกู้เงินจากรัฐบาลญี่ปุ่น

มติคณะรัฐมนตรี — พุธที่ 10 พฤศจิกายน 2553 15:47:57 น.

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานผลการกู้เงินจากรัฐบาลญี่ปุ่นสำหรับโครงการเงินกู้รัฐบาลญี่ปุ่น ครั้งที่ 32 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ  และให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจัดทำความเห็นทางกฎหมายสำหรับสัญญาเงินกู้   ดังกล่าวต่อไป

ข่าวเศรษฐกิจ มติคณะรัฐมนตรี — พุธที่ 10 พฤศจิกายน 2553 15:47:57 น.

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานผลการกู้เงินจากรัฐบาลญี่ปุ่นสำหรับโครงการเงินกู้รัฐบาลญี่ปุ่น ครั้งที่ 32 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ  และให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจัดทำความเห็นทางกฎหมายสำหรับสัญญาเงินกู้   ดังกล่าวต่อไป

กระทรวงการคลังรายงานว่า

1. ได้มีการลงนามในหนังสือแลกเปลี่ยนว่าด้วยความร่วมมือทางการเงินระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลญี่ปุ่นโดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง (นายประดิษฐ์  ภัทรประสิทธิ์) เป็นผู้ลงนามในรัฐบาลไทย  และอุปทูต รักษาการแทนเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย (นาย Yuji Kumamaru) เป็นผู้ลงนามในนามรัฐบาลญี่ปุ่น รวมทั้งได้มีการลงนามในสัญญาเงินกู้  โดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง (นายประดิษฐ์  ภัทรประสิทธิ์) ซึ่งได้รับมอบอำนาจจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้ลงนามในนามรัฐบาลไทย และนาย Yasunori Onishi ผู้อำนวยการองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) ประจำประเทศไทยในฐานะผู้ให้กู้สำหรับโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณถนนนนทบุรี 1 ของกรมทางหลวงชนบท  และการลงนามในสัญญาเงินกู้ระหว่าง นาย Yasunori Onishi ในฐานะ ผู้ให้กู้กับนายเยี่ยมชาย  ฉัตรแก้ว รองผู้ว่าการ รฟม. รักษาการแทนผู้ว่าการ รฟม. ในฐานะผู้กู้  โดยมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังลงนามในสัญญาค้ำประกันเงินกู้  เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2553 ทั้งนี้ รายละเอียดหนังสือแลกเปลี่ยนฯ สัญญาเงินกู้ และสัญญาค้ำประกันเงินกู้ดังกล่าวมีสาระสำคัญ   และเงื่อนไขเป็นไปตามที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติทุกประการ

2. เพื่ออนุวัติตามความในมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 กระทรวงการคลังจะต้องประกาศการกู้เงินในราชกิจจานุเบกษาภายใน 60 วัน นับจากวันที่ลงนามในสัญญากู้เงิน (ภายในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2553)

สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้นำประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าว ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศและงานทั่วไป เล่ม 127 ตอนพิเศษ 124 ง วันที่ 26 ตุลาคม 2553 แล้ว

–ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ (นายกรัฐมนตรี) วันที่ 9 พฤศจิกายน 2553–จบ–

แจงพันธบัตรไทยเข้มแข็ง ต้องเสียภาษีร้อยละ 15

แจงพันธบัตรไทยเข้มแข็ง   ต้องเสียภาษีร้อยละ 15

ผอ.สบน.แจง พันธบัตรไทยเข้มแข็งจะต้องเสียภาษีร้อยละ 15 ตามปกติ  คาดคลังอาจคำนวณดอกเบี้ยพันธบัตรรวมอยู่แล้วจึงทำให้พันธบัตรชุดนี้มีดอกเบี้ยที่สูงกว่าชุดที่ผ่านมาเมื่อวันที่ 11 มิ.ย. นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล ผู้อำนวยการสำนักบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวถึงกรณีที่ประชาชนเกิดความสับสนว่าพันธบัตรไทยเข้มแข็งที่รัฐบาลกำลังจำหน่ายผ่านสถาบันการเงิน 12 แห่งขณะนี้ ต้องเสียภาษีหรือไม่ ว่า หลักการคือประชาชนต้องเสียภาษีร้อยละ 15 ตามปกติอยู่แล้ว แต่ที่นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้สัมภาษณ์นั้นอาจหมายถึงว่า ในการคำนวณดอกเบี้ยพันธบัตรนั้น กระทรวงการคลังได้พยายามกำหนดให้ครอบคลุมภาระภาษีร้อยละ 15 ไว้แล้ว จึงจะเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยที่ได้รับนั้นสูงกว่าพันธบัตรชุดอื่นก่อนหน้านี้ทั้งนี้ การจำหน่ายพันธบัตรไทยเข้มแข็ง วงเงิน 100,000 ล้านบาท  ผ่าน  12  ธนาคารตั้งแต่วันที่  7-9  มิ.ย.  มีประชาชนสนใจจองซื้อ  88,000  ราย  เป็นเงิน  65,000  ล้านบาท เฉลี่ย  738,000 บาทต่อราย  ซึ่งจากการหารือกับผู้บริหารแบงก์ต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนจองซื้ออย่างทั่วถึง  จึงขยายเวลาการเปิดจองกำหนดเดิมวันที่ 11 มิ.ย. ไปถึงวันที่  16 มิ.ย.นี้  แต่ยังกำหนดวงเงินซื้อขั้นต่ำ  10,000-1,000,000 บาท เพราะต้องการให้ดอกเบี้ยพันธบัตรที่สูงกว่าตลาดให้รายย่อยได้รับผลประโยชน์.เปิดขายพันธบัตรไทยเข้มแข็งวงเงิน 1 แสนล้านบาท อายุ 6 ปี

รัฐบาลดีเดย์ 17พ.ค.เปิดขายพันธบัตรไทยเข้มแข็งวงเงิน 1 แสนล้านบาท อายุ 6 ปี จ่ายดอกเบี้ยแบบขั้นบันได 3-6% ต่อปี ให้สิทธิผู้สูงอายุจองซื้อก่อนได้ตั้งแต่วันที่ 17-18 พ.ค.นี้ ผ่านสาขาของธนาคารพาณิชย์ 12 แห่งทั่วประเทศ ส่วนประชาชนทั่วไปเปิดขาย 19-21 พ.ค. แบงก์กรุงเทพได้มากสุด 20,000 ล้าน คาดหมดแล้วหมดเลย ไม่มีเพิ่มอีก

P { MARGIN: 0px }

นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 6 พ.ค.ที่ผ่านมา ทางสำนักบริหารหนี้สาธารณะได้มีการลงนามสัญญาแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งประจำปีงบประมาณ 2553 ภายในวงเงินไม่เกิน 100,000 ล้านบาท ซึ่งพันธบัตรดังกล่าวจะจ่ายอัตราดอกเบี้ยเป็นแบบขั้นบันไดอายุ 6 ปี จ่ายอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยที่ 4% ต่อปี  โดยปีที่ 1-2จ่ายดอกเบี้ย 3% ต่อปี ,ปีที่ 3-4 จ่ายดอกเบี้ย 4% ต่อปี,ปีที่ 5 จ่ายดอกเบี้ย 5% ต่อปี และปีที่ 6 จ่ายดอกเบิ้ย 6% ต่อปี

ทั้งนี้จะเปิดโอกาสให้เฉพาะผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปีได้เข้ามาจองซื้อได้ก่อน ในวงเงินขั้นต่ำ 10,000 บาทต่อราย แต่ไม่เกิน 1ล้านบาทต่อรายได้ตั้งแต่วันที่ 17-18 พ.ค.นี้ ส่วนประชาชนทั่วไป,มูลนิธิ,สมาคม,สหกรณ์,วัดและนิติบุคคลอื่นใดที่ไม่แสวงหากำไรจะเปิดขายในระหว่างวันที่ 19-21 พ.ค.นี้ ผู้ที่สนใจสามารถจองซื้อผ่านสาขาของธนาคารพาณิชย์ 12 แห่งทั่วประเทศ รวมกว่า 7,000 สาขา ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ,ธนาคารกสิกรไทย,ธนาคารกรุงไทย,ธนาคารไทยพาณิชย์,ธนาคารกรุงศรีอยุธยา,ธนาคารออมสิน ,ธนาคารทหารไทย,ธนาคารนครหลวงไทย,ธนาคารธนชาติ,ธนาคารยูโอบี,ธนาคารซีเอ็มไอบีไทย และธนาคารซิตี้แบงก์

“การออกพันธบัตร 1 แสนล้านบาท เพื่อนำไปเงินไปไถ่ถอนหนี้ระยะสั้นในส่วนที่กู้มาจากธนาคารพาณิชย์ เพื่อนำมาทำโครงการลงทุนไทยเข้มแข็ง หากจำหน่ายหมด ก็คงจะไม่มีการออกพันธบัตรออมทรัพย์เพิ่มเติมแล้ว เพราะครม.อนุมัติวงเงินมาแค่ 1 แสนล้าน” นายกรณ์กล่าว

ส่วนการจัดสรรพันธบัตรไปให้ธนาคารพาณิชย์นำไปจัดจำหน่ายในครั้งนี้จะคำนวณจากฐานเงินฝากของแต่ละธนาคาร  ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพได้รับการจัดสรรพันธบัตรวงเงิน 20,000ล้านบาท,ธนาคารกรุงไทยได้รับการจัดสรร 18,000 ล้านบาท,ธนาคารกสิกรไทย 14,000 ล้านบาท,ธนาคารไทยพาณิชย์ 14,000 ล้านบาทและธนาคารกรุงศรีอยุธยาวงเงิน 7,900 ล้านบาท,ธนาคารออมสิน 7,800 ล้านบาท ธนาคารทหารไทย 6,000 ล้านบาท,ธนาคารนครหลวงไทย 5,000 ล้านบาท,ธนาคารธนชาติ 4,000 ล้านบาท,ธนาคารยูโอบี 2,000 ล้านบาท,ธนาตคารซีไอเอ็มบี 1,000 ล้านบาท ธนาคารซิตี้แบงก์ 300 ล้านบาท

                 รายละเอียดพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็ง ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 ครั้งที่ 1

1. อายุ

6 ปี

2. อัตราดอกเบี้ย (คูปอง) ปีที่ 1 – 2                       ร้อยละ 3ปีที่ 3 – 4                       ร้อยละ 4ปีที่ 5                             ร้อยละ 5

ปีที่ 6                             ร้อยละ 6

3. วงเงินรวม

100,000 ล้านบาท

4. วันที่ซื้อ วันที่  17 – 21  พฤษภาคม  2553             วันที่  17 – 18  พฤภาคม  2553  ให้เฉพาะผู้สูงอายุ  (อายุ 60 ปี ขึ้นไป หมายถึงผู้ที่เกิดก่อนหรือภายในปี พ.ศ. 2493)             วันที่  19 – 21 พฤษภาคม  2553 ให้ผู้มีสิทธิซื้อทั่วไปรวมทั้งผู้สูงอายุ

ซื้อขั้นต่ำ  10,000  บาท ขั้นสูงไม่เกิน  1,000,000  บาท

5. ผู้มีสิทธิซื้อในตลาดแรก บุคคลธรรมดาที่ถือสัญชาติไทยหรือมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย   สภากาชาดไทย มูลนิธิ สมาคม สหกรณ์ วัด สถานศึกษาของรัฐ
โรงพยาบาลของรัฐ และนิติบุคคลอื่นใดที่ไม่มีวัตถุประสงค์ในการแสวงหากำไร
ให้ผู้มีสิทธิซื้อกรอกคำเสนอขอซื้อ พร้อมให้ตัวอย่างลายชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์ในพันธบัตร ในแบบฟอร์ม A4 (บุคคลธรรมดา)
หรือ ตัวอย่างลายมือชื่อผู้มีอำนาจจัดการตราสารหนี้ (นิติบุคคล)
(ผู้ไม่มีสิทธิซื้อ ประกอบดัวย ธนาคาร บริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน
บริษัทประกัน กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนส่วนบุคคลที่บริหารโดยสถาบันการเงิน

กองทุนรวม คณะบุคคล บรรษัท สำนักงานประกันสังคม รัฐวิสาหกิจ บริษัท ห้างร้าน นิติบุคคลที่แสวงหากำไร
นิติบุคคลอาคารชุด โรงพยาบาลเอกชน และสถานศึกษาเอกชน)

จำกัดการซื้อ  1  คำเสนอขอซื้อ  ต่อ  1  ช่วงซื้อ  ต่อ 1  ธนาคาร

**โปรดศึกษาและทำความเข้าใจวันที่ซื้อ,วันชำระเงิน , วันจดทะเบียน จากตาราง “การชำระเงินค่าพันธบัตร” ให้เข้าใจก่อนตัดสินใจซื้อ**
6. การชำระเงิน

ชำระด้วย

เงินสด / หักบัญชี

ภายในเวลา 15.00 น.

วันจดทะเบียน
และวันที่
เริ่มคิดดอกเบี้ย

ชำระด้วยแคชเชียร์เช็ค/เช็คส่วนตัว (เขตClearing เดียวกัน) ภายในเวลาปิดรับเช็คของแต่ละ ธนาคารตัวแทนจำหน่าย

วันจดทะเบียน
และวันที่
เริ่มคิดดอกเบี้ย

วันที่ 17 พ.ค. 53

วันที่ 19 พ.ค. 53

วันที่ 17 พ.ค. 53

วันที่ 20 พ.ค. 53

วันที่ 18 พ.ค. 53

วันที่ 20 พ.ค. 53

วันที่ 18 พ.ค. 53

วันที่ 21 พ.ค. 53

วันที่ 19 พ.ค. 53

วันที่ 21 พ.ค. 53

วันที่ 19 พ.ค. 53

วันที่ 24 พ.ค 53

วันที่ 20 พ.ค. 53

วันที่ 24 พ.ค 53

ไม่รับเช็ค

วันที่ 21 พ.ค. 53

วันที่ 25 พ.ค 53

ไม่รับเช็ค

7. การจ่ายดอกเบี้ย จ่ายปีละ 2 งวด  คือ  วันที่  19  พฤศจิกายน และ  19  พฤษภาคม  ของทุกปี โดยจ่ายเป็นเงินงวดละเท่าๆ กัน จนกว่าพันธบัตรจะครบกำหนด   
ยกเว้นงวดแรก และงวดที่
2 จะคำนวณดอกเบี้ยจากจำนวนวันที่เกิดขึ้นจริงการโอนดอกเบี้ยเข้าบัญชี ธนาคารจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากเจ้าของบัญชีเงินฝาก ตามระเบียบของแต่ละธนาคาร
8. กำหนดชำระคืนต้นเงิน

19 พฤษภาคม 2559

9. การเสียภาษี ธปท. จะหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ทุกครั้งที่มีการจ่ายดอกเบี้ย ตามอัตราที่ประกาศในประมวลรัษฎากร
สำหรับบุคคลธรรมดาสามารถเลือกได้ว่าจะนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้ ณ สิ้นปีหรือไม่
10. การใช้พันธบัตรเป็นหลักประกัน ผู้ถือกรรมสิทธิ์ในพันธบัตรสามารถใช้พันธบัตรเป็นหลักประกันให้กับหน่วยงานราชการและองค์กรของรัฐ เช่น
การประกันทางศาล หรือการประกันไฟฟ้า และสามารถใช้พันธบัตรเป็นหลักประกันกับสถาบันการเงินหรือบุคคลอื่นได้
11. การโอนกรรมสิทธิ์ กระทำได้ตั้งแต่วันที่  19  พฤศจิกายน  2553  เป็นต้นไปยกเว้น การโอนกรรมสิทธิ์เพื่อเป็นหลักประกัน หรือ โอนทางมรดก หรือการแบ่งทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการหย่า หรือล้มละลาย
หรือการชำระบัญชี ให้กระทำได้หลังจากได้รับใบพันธบัตรแล้ว
ทั้งนี้ การโอนกรรมสิทธิ์จะกระทำในระหว่างระยะเวลา 30 วัน ก่อนวันครบกำหนดชำระคืนต้นเงิน มิได้
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร