Thai PM Yingluck Shinawatra visit Kingdom of Bahrain(مملكة البحرين )

สืบเนื่องจาก…นายกรัฐมนตรีบาห์เรน H.M.King Hamad bin Isa Al Khalifa เข้าพบนายกรัฐมนตรีไทย. วันที่ 7 กันยายน 2554และได้เชื้อเชิญให้ นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรไปเยียนราชอาณาจักรบาเรนห์

และนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรบาห์เรน H.M.King Hamad bin Isa Al Khalifa  ทรงกล่าวยินดีที่ได้มาเยือนประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง และให้กำลังใจนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ ทรงมีความประสงค์ฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศตะวันออกกลางทรงต้องการให้มีการแลกเปลี่ยนทางการทูตระหว่างทั้งสองประเทศขึ้น ใหม่อีกครั้งหนึ่งอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ได้กล่าวยินดีที่จำนวนนักท่องเที่ยวไทยไปบาห์เรนเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว และประเทศไทยเองก็ได้รับประโยชน์ทางด้านการส่งออกอาหาร สินค้าการเกษตรและการท่องเที่ยวของไทยไปประเทศบาห์เรนมีจำนวนเพิ่มขึ้น ตามมาอีกด้วย

ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีบาห์เรนH.M.King Hamad bin Isa Al Khalifa   ทรงกล่าวว่าพระองค์มีความยินดีอย่างมากในโอกาสที่มาเยือนประเทศไทยในครั้งนี้ และทรงแสดงความขอบคุณสำหรับการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างกันและกันให้แน่นแฟ้นยิ่งๆๆขึ้นของราชอาณาจักรบาห์เรนและประเทศไทย  และหวังว่านายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรจะเดินทางไปเยือนประเทศบาห์เรนบ้างในอนาคต.และก่อนจบการสนทนาในครั้งนี้..นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนH.M.King Hamad bin Isa Al Khalifaได้ทรงกล่าวอวยพรให้นายกรัฐมนตรี ให้ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานและหวังว่าความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศจะมั่นคงยิ่งขึ้นนับจากนี้ไป.

15 เม.ษ 2555เวลา 14.00น. ณ โรงแรมแมนดาริน โอเรียลเต็ล กรุงเทพฯ  กษัตริย์บาห์เรนสมเด็จพระราชาธิบดีอาหมัด บิน อิซา อัล คอลิฟะห์ แห่งราชอาณาจักรบาห์เรน  (H.M.King Hamad bin Isa Al Khalifa Kingdom of Bahrain)  ได้ทรงเสด็จฯ มาเยือนประเทศไทยเป็นการส่วนพระองค์ครั้งแรกระหว่างวันที่ 13-16 เมษายน 2555  และนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าพระองค์เพื่อเป็นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่าง2ประเทศ  ซึ่งราชอาณาจักรบาห์เรนนั้นนับเป็นมิตรประเทศที่ใกล้ชิดที่สุดของประเทศไทยประเทศหนึ่งในประเทศเเถบตะวันออกกลาง และการเสด็จฯ ครั้งนี้ของพระองค์นับเป็นการเสด็จฯ เยือนภูมิภาคเอเชียเป็นครั้งแรกอีกด้วยและในปี 2555 นี้ประเทศไทยและราชอาณาจักรบาห์เรนก็ถึงวาระครบรอบการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต 35 ปี พอดี นับตั้งแต่ได้มีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ในปี ค.ศ1977 เป็นต้นมาและนายกรัฐมนตรีไทย ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรได้ถือโอกาสนี้ปรึกษาหารือพระองค์เกี่ยวกับการเยียนราชอาณาจักรบาห์เรน ในระหว่างวันที่13-15 พ.ค 2555 อีกด้วย และพระองค์ก็ทรงแสดงความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะรอการต้อนรับนายกรัฐมนตรีไทย ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรอย่างอบอุ่นในการพบกันครั้งต่อไปที่ราชอาณาจักรบาห์เรน ของพระองค์อีกด้วย.

16เม.ษ 2555 ณ.วังศุโขทัย สมเด็จพระบรมโอรสธิราชและพันเอกหญิง พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายา ได้เสด็จแทนพระองค์ โปรดเกล้าให้สมเด็จพระราชาธิบดีอาหมัด บิน อิซา อัล คอลิฟะห์ แห่งราชอาณาจักรบาห์เรน  (H.M.King Hamad bin Isa Al Khalifa Kingdom of Bahrain)  พร้อมคณะ เข้าเฝ้าในพระราชวโรกาสเสด็จเยียน ประเทศไทยเป็นการส่วนพระองค์

ภารกิจ..เยือนตะวันออกกลางของ นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งได้ออกเดินทางไปเยือน ราชอาณาจักรบาห์เรน อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 13-15 พฤษภาคม 2555 เพื่อกระชับความสัมพันธ์กับประเทศในกลุ่มตะวันออกกลาง โดยเฉพาะบาห์เรน มิตรประเทศที่ให้ความไว้วางใจประเทศไทยในการท่องเที่ยวและอาหาร อย่างยาวนานและแน่นแฟ้นเสมอมา  อีกทั้งได้นำนักธุรกิจของไทยในด้านต่างๆๆเข้าพบ นายกรัฐมนตรีบาเรห์ H.M.King Hamad bin Isa Al Khalifa เพื่อเปิดทางสานประโยชน์ทางการค้าด้านใหม่ๆๆเพิ่มขึ้นอีกด้วย เพื่อเพิ่มมูลค่าทางการค้า และการวางแผนการส่งสินค้าด้านอาหารและการรเกษตรต่างๆๆ รวมทั้งการผักผ่อนย่อนใจของประเทศบาห์เรนและพันธมิตรในเคลือของประเทศในกลุ่่มตะวันออกกลาง อีกด้วย

13 พ.ค2555 นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พร้อมนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีต่างประเทศและคณะนักธุรกิจประเทศไทยได้เดินทางถึงราชอาณาจักรบาห์เรน โดยมีนายกรัฐมนตรีบาห์เรน H.M.King Hamad bin Isa Al Khalifa ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น.

นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้าเฝ้า สมเด็จพระราชาธิบดีฮะมัด บิน อีซา อาล เคาะลีฟะฮ์ (His Majesty King Hamad Bin Isa Al Khalifa) แห่งราชอาณาจักรบาห์เรน ซึ่งทรงเสด็จขึ้นครองราชย์ (ในฐานะเจ้าผู้ครองรัฐ) เมื่อวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2542

บาห์เรน ( Bahrain: البحرين‎) มีชื่อเป็นทางการ ว่า ราชอาณาจักรบาห์เรน ( Kingdom of Bahrain : مملكة البحرين‎)  ลักษณะภูมิประเทศเป้นเกาะ โดยมีสะพาน คิงฟะฮัดเชื่อมต่อกับ ประเทศซาอุดีอารเบียมีความยาวประมาณ 28 กิโลเมตร  ได้เปิดใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 25 พฤษจิกายน พ.ศ2529  และกำลังจะมีสะพาน มิตรภาพกาตาร์-บาห์เรนซึ่งจะเป็นสะพานที่ยาวที่สุดในโลก ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้เชื่อมต่อบาห์เรนกับประเทศกาตาร์ ในอนาคต…

ราชอาณาจักรบาห์เรน ปัจจุบันมีการปกครองในระบอบ ราชาธิปไตยกึ่งรัฐสภา ในอดีตเคยอยู่ใต้การปกครองอิหร่านและเมื่อปี พ.ศ2363 อังกฤษได้มาครอบครองบาเห์เรนโดยแบ่งการปกครองออกเป็น2ส่วนระหว่างเจ้าครองนครกับข้าหลวงอังกฤษ ทำให้บาห์เรน หลุดพ้นจากประเทศภายใต้การปกครองของอิหร่านซึ่งได้ครอบครองมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19

เมื่อปีถึงปี พ.ศ2523 อิหร่านได้ยอมรับมติของ UN ในการแบ่งแยกดินแดนออกมาปกครองตนเองอย่างอิสระ นับจากนั้นมาราชอาณาจักรบาห์เรนจึงได้รับเอกราชเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2514 ตามสนธิสัญญามิตรภาพฉบับใหม่ที่ทำกับอังกฤษ  ปัจจุบันราชอาณจักรบาห์เรนมีความพยายามในการรวมดินแดนเข้ากับประเทศกาตาร์และกลุ่มรัฐสงบศึก (ปัจจุบันคือสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) เป็นสหพันธรัฐร่วมกันแต่ซึ่งยังไม่ประสบความสำเร็จ.

บาห์เรนเป็นประเทศแรกในอ่าวอาหรับที่ขุดพบน้ำมันดิบ ในปี 2475 และมีโรงกลั่นน้ำมันของตัวเอง แม้กระนั้นปริมาณน้ำมันดิบก็มีจำนวนไม่มากนักเมื่อเทียบกับซาอุดีอาระเบีย

14พ.ค 2012 H.M.King Hamad bin Isa Al Khalifa นายกรัฐมนตรีบาห์เรน ให้การต้อนรับอย่างเป็นทางการ โดยการตรวจเยี่ยมทหารกองเกียรติยศ ของกองทัพราชอาณาจักรบาเรนห์ พร้อมกับนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร   แห่งประเทศไทย    ซึ่งพิธีการต้อนรับอย่างเป็นทางการในครั้งนี้ถือเป็น..ครั้งเเรกระหว่างราชอาณาจักรบาห์เรนกับประเทศไทย เพื่อกระชับความสัมพันธุ์อันแน่นแฟ้น..ระหว่าง2ประเทศ.ให้มั่นคงยิ่งขึ้น.

ไทย-บาห์เรนร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง 3 ฉบับhttp://news.voicetv.co.th/thailand/38943.html

14-15-2012 พิธีต้อนรับนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เยียน ราชอาณาจักรบาห์เรน โดยการตรวจเยี่ยมทหารกองเกียรติยศ ของกองทัพราชอาณาจักรบาเรนห์ พร้อมกับนายกรัฐมนตรี บาห์เรน H.M.King Hamad bin Isa Al Khalifa   พระราชวัง Al Gudaibiya ณ.กรุงนามานา

นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติราชอาณาจักรบาห์เรน(Bahrain National Museum )

นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เยี่ยมชมมัสยิดกลาง Alfateh Grand Mosque ณ กรุงนามานา ราชอาณาจักรบาห์เรน

โดยมี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและกิจการศาสนา พร้อมด้วยอิหม่ามของ Alfateh Grand Mosque ให้การต้อนรับ และได้นำนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรชมภายในตัวอาคารมัสยิดกลาง fateh Grand Mosque ซึ่งเป็นที่รวบรวมคำสอนของศาสนาอิสลาม

ประวัติความเป็นมาของ มัสยิด เอล เฟท (Al Fateh)

มัสยิด เอล เฟท (Al Fateh)ตั้งอยู่ณ.เมือง Juffair กรุงมานามา เมืองหลวงของประเทศบาห์เรน ซึ่ง เป็นมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดของประเทศบาห์เรนและชองโลก บรรจุคนที่มาเยี่ยมชมสถาปัตยกรรมที่งดงามแห่งนี้ได้ถึง 7,000 คนต่อวัน  ภายในมัสยิดปูพื้นด้วยหินอ่อนลวดลายอันสวยงามจากประเทศอิตาลี พรมปูพื้นมัสยิดจากสกอตแลนด์ และมีโคมไฟที่สวยงามจากออสเตรีย โดมบนตัวมัสยิด Al-Fatih ทำจาก fibreglass หนักกว่า 60 ตัน ซึ่งในปัจจับันถือว่าเป็นโดมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

ตัวมัสยิดมีตัวอักษรประดิษฐ์ Kufic ภายในตัวอาคารมัสยิดเป็นห้องสมุดแห่งชาติ ซึ่งได้เปิดให้ประชาชนสามารถเข้ามาใช้ได้เมื่อปี ค.ศ. 2006 มัสยิดAlfatehถูกสร้างขึ้นโดย Sheikh Isa ibn Salman Al Khalifa ในปี ค.ศ. 1987 และชื่อของมัสยิดได้ตั้งขึ้นตามชื่อของท่าน Ahmed Al Fateh ซึ่งเป็นผู้ครอบครองประเทศบาห์เรน แห่งนี้

ภายหลังการเยี่ยมชมมัสยิดกลาง นายกรัฐมนตรีได้หารือกับผู้นำศาสนาของราชอาณาจักรบาห์เรน โดยนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรได้กล่าวว่า ประเทศไทยมีชาวมุสลิมอาศัยอยู่ประมาณ 7-8 ล้านคนและประเทศไทยก็ได้ให้ความสำคัญแก่ชาวไทยมุสลิม ให้มีความเสมอภาคเท่าเทียมกันทั้งทางกฏหมายและสิทธิเสรีภาพทางการเมืองในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข  ซึ่งประเทศไทยถือว่าชาวไทยมุสลิมทุกๆๆคนมีบทบาทสำคัญใน การพัฒนาสังคมไทยให้มีความเข้าใจกันทางวัฒนธรรมของศาสนา ,การศึกษาตามระเบียบการกระทรวงศึกษาธิการของไทย และจะพยายามกระตุ้นเตือนให้มุสลิมไทยได้ใช้มาตราฐานทางการศึกษาวิชาการของประเทศไทยซึ่งมีมาตราฐานอันเดียวกับนานาอารยประเทศเพื่อผลประโยชน์ของมุสลิมไทยเองในการยกระดับมุสลิมไทยให้เทียบเท่าคนไทยทั้งชาติ และนานาอารยประเทศของโลก

เพื่อก่อให้เกิดความสมานฉันท์ต่อกันของประเทศชาติและเป็นผลดีต่อมุสลิมไทยเองในอนาคตข้างหน้า  และรัฐบาลยังสนับสนุนให้เยาวชนมุสลิมมีความรู้ที่ก้าวไกล ไม่เฉพาะด้านศาสนา แต่ยังรวมถึงการได้ศึกษาวิชาสามัญต่างๆ การใช้สื่อโสตทัศน์ รวมทั้งเทคโนโลยี่ทางด้านต่างๆๆ ตามระเบียบของการศึกษาประเทศไทย เพิ่มเติมอย่างมีคุณภาพและมีความสุข อีกทั้งรัฐบาลไทยยังได้ให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนไทยมุสลิม เพื่อไปศึกษาต่อประเทศมุสลิมต่างๆๆอย่างยาวนาน รวมถึงราชอาณาจักรบาห์เรน อีกด้วย.

สำหรับปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น รัฐบาลพยายามแก้ปัญหาด้วยสันติวิธีพร้อมกับใช้แนวทางการทำความเข้าใจศาสนาอิสลามเพื่อนำไปพัฒนาการปูพื้นฐานชุมชนไทยมุสลิมให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยใช้ผู้นำหมู่บ้านและชุมชนมาช่วยกันระดมองค์ความรู้ของไทยมุสลิมมาวางรากฐานให้ตรงกับวิถีชีวิตชุมชนนั้นๆๆ และไทยขอขอบคุณ องค์กรความร่วมมืออิสลามซึ่งมีสมาชิก 56ประเทศของOIC (The Organisation of Islamic Cooperation)ที่มีความเข้าใจในปัญหาของประเทศไทยในเรื่องการปกครองชาวมุสลิมในประเทศไทยว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นมิได้มาจากความขัดแย้งทางศาสนา แต่เกิดจากความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจ และความยากจน ของประชาชนไทยทั้งประเทศ เสมอภาคกัน.

ในการ เยี่ยมชมมัสยิด Al Fateh นี้ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประเทศไทย ต้องใส่ชุดประจำชาติสำหรับสตรีบาเรนห์ ที่มีความประสงค์จะเข้าเยี่ยมชมรึมาแสวงบุญในมัสยิดAl Fateh ซึ่งทางมัสยิดAl Fateh ได้เตรียมไว้ให้สตรีต่างชาติได้สวมทับเป็นชุดสตรีสีดำสนิท  ก่อนเข้าเยี่ยมชม มัสยิดในศาสนาอิสลาม ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติอันดีงามตามหลักศาสนาอิสลามสากลอีกด้วย. ส่วนสุภาพบุรุษแต่งกายชุดสุภาพ…

รัฐบาลไทยให้ความเชื่อมั่นนักธุรกิจบาห์เรนhttp://news.voicetv.co.th/business/39028.html

นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประชุมและร่วมรับประทานอาหารกับนักธุรกิจไทยก่อนนำคณะเข้าเฝ้าฯนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรบาห์เรน H.M.King Hamad bin Isa Al Khalifa ณ.ห้อง Yellow Majlis พระราชวัง Al Gudaibiya  ,กรุงมานามา สหราชอาณาจักรบาห์เรน

นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรหารือกับ H.M.King Hamad bin Isa Al Khalifa นายกรัฐมนตรีบาห์เรน และนำคณะนักธุรกิจไทย เข้าเฝ้านายกรัฐมนตรีบาห์เรน ณ ห้องYellow Majlis จากนั้น นายกรัฐมนตรีหารือข้อราชการกับนายกรัฐมนตรีบาห์เรน ณ ห้องทำงานนายกรัฐมนตรีบาห์เรน พระราชวัง Al Gudaibiya ต่อด้วยการหารือเต็มคณะระหว่างนายกรัฐมนตรีกับนายกรัฐมนตรีบาห์เรน ณ ห้อง Blue Majlis พระราชวัง Al Gudaibiya ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้มีการหารือถึงประเด็นด้านความสัมพันธ์และความร่วมมือต่างๆ และร่วมกันหารือเต็มคณะ เกี่ยวกับความร่วมมือด้านต่างๆ ทั้งด้านการเมือง และด้านเศรษฐกิจ ที่เน้นความร่วมมือด้านการก่อสร้าง เนื่องจากภาคเอกชนไทยมีความต้องการที่จะเข้าร่วมโครงการก่อสร้างและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในบาห์เรน โดยเฉพาะโครงการขยายสนามบินนานาชาติ

ทั้งนี้ ภายหลังการหารือเสร็จสิ้น นายกรัฐมนตรีไทยและบาห์เรน ร่วมเป็นสักขีพยานลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยและบาห์เรนจำนวน 3 ฉบับ ได้แก่ บันทึกว่าด้วยความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว บันทึกว่าด้วยความร่วมมือด้านวัฒนธรรม และบันทึกว่าด้วยความร่วมมือด้านมั่นคงทางอาหาร การค้า การลงทุนด้านผลิตผลและสินค้าทางการเกษตรกร โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารฮาลาล  ซึ่งถือเป็นการขยายการลงทุนและเพิ่มปริมาณการส่งออกสินค้า ทำให้ประเทศไทยมีรายได้เข้าประเทศไทยเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย.

 

นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ลงนามในสมุดเยี่ยมราชอาณาจักรบาห์เรน ณ.ห้องทำงานของนายกรัฐมนตรี ราชอาณาจักรบาห์เรน ,กรุงนามานา  พระราชวัง Al Gudaibiya

 
15 พ.ค.551นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เยี่ยมศูนย์บัญชาการกองผสมทางทะเล ซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างดีจากผู้บัญชาการ และเข้ารับการฟังนโยบายและผลงานการปราบปรามโจรสลัดภายใน อ่าวเอเดน และการปกป้องอธิปไตยทางทะเล น่านน้ำแถบนี้ ซึ่งมีทหารเรือของประเทศไทยเข้าร่วมในโครงการนี้ด้วย และนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ก็ได้เยี่ยมทหารเรือไทย ซึ่งบรรยากาศการต้อนรับเป็นไปอย่างอบอุ่นเลยทีเดียว เชียวละ
หลังจากนั้น นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรได้เดินทางไปเยี่ยมชม เขตอุตสาหกรรม Salman Industrial City และเข้าเยี่ยมชมโครงการบ้านเอื้ออาทรของบาห์เรน ซึ่งณ.ที่นี้ นายกรัฐมนตรีบาห์เรน ได้เซอร์ไพร์ ท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยทรงเสด็จมาเเจม แบบมิได้นัดหมาย พร้อมกันนั้นพระองค์ก็ยังรับอาสาพาเยี่ยมชมโครงการบ้านเอื้ออาทรด้วยพระองค์เอง  งั้นเลย และพระองค์ได้ทรงร่วมเสวยอาหาร กลางวันร่วมกับนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อย่างมีมิตรไมตรียิ่ง หลังจากนั้นพระองค์ก็ร่วมเดินทางมาส่งนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งมีกำหนดการเดินทางเยียนรัฐกาตาร์ ด้วยพระองค์เองอีกด้วย อะจ๊ะเอ๋ๆๆๆ คริ คริ See you later my dear sister !!!
Advertisements
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร