23-27 ก.ย 2555 Thai PM Yingluck Shinawatra Attended the General Assembly of the 67th United Nations

13.00 น. นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรและคณะ เดินทางออกจากประเทศบรูไนดารุสซาราม  มุ่งสู่มหานครนิวยอร์ค ,สหรัฐอเมริกา เพื่อเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ สมัยที่ 67 ถึงท่าอากาศยาน JFK ในเวลา 22.50 น. ตามเวลาท้องถิ่น

ในการเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรมีภารกิจสำคัญได้แก่ การกล่าวแถลงการอภิปรายทั่วไปของการประชุม UNGA67 การร่วมงาน Asia Society และเข้าร่วมงาน Every Woman Every Child (EWEC)การสร้างความมั่นใจในการลงทุนของนักธุรกิจสหรัฐอเมริกาต่อประเทศไทยไทย ในงานสัมนา “The State of Thai Economy”  รวมทั้งงานพบปะนักธุรกิจภาคอุตสหกรรมในงาน Executive Luncheon Meeting ซึ่งจัดขึ้นโดยโดยกระทรวงอุตสาหกรรมและ BOI ซึ่งเป็นผู้เข้าร่วมงานจากภาคเอกชนไทยและนักลงทุนสหรัฐฯ อเมริกาในกลุ่ม real sector โดยมีผู้แทนจาก USABC และ USCC เข้าร่วมรับฟังทิศทางการลงทุนและความมั่นคงของเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศไทยอีกทั้งการได้พบปะผู้ประกอบการร้านอาหารไทยในสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยในการนำครัวไทยสู่ครัวโลกในงาน Thai Restaurant Weekอีกด้วย

นอกจากนี้นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรได้ ศึกษาและเยี่ยมชม Highline Park และ Grand Central Station เพื่อศึกษาระบบการบริหารจัดการ การวางผังเมืองของมหานครนิวยอร์ก และระบบรักษาความปลอดภัย,การจราจรในนครนิวยอร์กที่มีประสิทธิภาพ เพื่อนำมาปรับใช้กับประเทศไทย และพบหารือเพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและประสบการณ์ กับนาย Michael Rubens Bloomberg นายกเทศมนตรีมหานครนิวยอร์ก ซึ่งได้ให้การดูแลนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรเป็นอย่างดียิ่งนับจากการไปรับที่สนามบินมาส่งยังที่พักรับรองที่ทางมหานครนิวยอร์กได้จัดให้พักรับรองฉันปิยมิตรพร้อมกันนันท่านยังให้ความเมตตาต่อนายกรัฐมนตร ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรของเราโดยให้คำแนะนำชี้แนะประสบการณ์ของท่านจากการบริหารเมืองเอกขนาดใหญ่อย่างมหานครนิวยอร์กแห่งนี้ ซึ่งเป็นการเล่าสู่กันฟังในบรรยากาศที่อบอุ่นดุจครอบครัวเดียวกัน ณ.บ้านพักรับรองริมน้ำ

จากนั้นนายกรัฐนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังได้พบปะหารือกับนักธุรกิจไทยก่อนเข้าพบนายกรัฐมนตรี เต็ง เส็งและคณะของประเทศพม่าเพื่อกระชับการลงทุนด้านต่างๆๆให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในทุกๆๆด้าน

รวมทั้งการพบปะหารือกับซาอุดีอาระเบียในการฟื้นฟูความสัมพันธไมตรีร่วมกับท่านฑูต อาหรับอามิเรต และท่านฑูตจากประเทศบาห์เรนและประเทศอื่นๆๆซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ไปเยี่ยนเยียนคาระวะมาแล้ว ทั้งนี้นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรยังได้เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนชั้นนำของสหรัฐฯ เข้าสัมภาษณ์ ได้แก่ Wall Street Journal และ The New York Times รวมทั้งสื่อมวลชนไทยให้สัมภาษณ์ ทิศทางของประเทศไทย เชื่อมโยงประเทศไทยไปทั้งโลกหนึ่งเดียว

ถึงแม้การบริหารงานของรัฐบาลจะมีอุปสรรคบ้างแต่ก็จะเคียงข้างประชาชนไทยก้าวเท้าไปข้างหน้าพร้อมๆๆกัน โดยอันดับแรก…ได้เริ่มงานจากรากฐานประชากรไทยด้วยการพัฒนายกระดับคุณภาพชีวิตให้พ้นจากวงวนของความยากจน โดยการรณรงค์ให้ประชาชนไทยมีทรัพย์จากสัมมาอาชีพ เริ่มต้นที่พระเอกตัวจริงซึ่งก็คือชาวนารากหญ้าในโครงการรับจำนำข้าวแก่ชาวนาไทย โดยภาครัฐบาลทั้งการจัดซื้อจัดส่งให้แก่ผู้บริโภคและลูกค้าเเฟนคลับข้าวประเทศไทยโดยรัฐต่อรัฐต่อไป แม้กลุ่มนายทุนผูกขาดจะยังไม่ยอมอ้างโน่นนี่สารพัดมาทำลาย อยากรู้จังเรื่องการจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เพื่อชาวนาไทยในครั้งนี้ มันกระเทือนนักค้าอาวุธของอำมาตย์์รึกระไร นะชักสังสัยเนอะ ออกมาดิ้นๆๆกันทั้งคอกดุจทาสรับใช้ให้มาขัดขวางทางเจริญของประชาชนไทย อันที่จริงหากติดตามทิศทางจัดระเบียบประชาธิปไตยไทยโดยใช้นโยบายการจำนำข้าวเพื่อที่จะให้ชาวนาได้ลืมตาอ้าปากได้นี้เกิดขึ้นในช่วงต่อสู้กับเผด็จการรัฐประหาร 19ก.ย 49กับทหารไทยในรูปแบบต่างๆๆอันทำให้ชาวนาไทยผู้ซึ่งโดนรังแกสารพัดทั้งน้ำท่วม ฝนแล้งต้องซื้อน้ำมาทำนาทำไร่ ,โรงสีขูดรีดราคาข้าวให้ราคาถูกๆๆ ,จนบีบให้ชาวนาขายที่ดินทำกินมาเป็นยาจกในสลัมเมืองหลวงของกรุงเทพมหานคร เมืองฟ้าอมรของอำมาตย์เเห่งนี้ จากการกดขี่กระดูกสันหลังของประเทศไทยที่ดำรงอาชีพชาวนารากฐานของประเทศไทยของกลุ่มนายทุนผูกขาดการค้าข้าวนี้  หากยังจำกันได้ ในยุคของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปเวียดนามและรับนโยบายการร่วมหุ้นส่วนจัดส่งข้าว,ค้าข้าวร่วมกับเวียดนามในนามพันธมิตรร่วมค้า ทำให้เวียดนามได้เเชป์แบบทำมือ ทำเป็นลืม????รึพูดโกหกตอแหลจนเคยชิน แบบดีแต่พูดๆๆพูดพล่อยๆๆ สื่อไทยเองก็หลังคาแดงตามไปด้วยนะงานนี้ ยังมีหน้ามาค้ดค้านนโยบายของชาวนาที่คิดเองให้พรรคเพื่อไทยลงมือทำในครั้งนี้ แถมพรรคประชาธิปปัตย์ร่วมสื่อมวลชั่วไทยกับผู้สนับสนุนทั้งนักวิชาการ นายทุนอำมาตย์ยังร่วมกันฆ่าชาวนาไทยจากการเดินทางมาให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะยุบสภาเสียนอมินีอำมาตย์ แต่ดันให้โลงศพ

อีกอย่างหากมีภัยพิบัติเกิดขึ้นประเทศไทยไม่มีข้าวสำรองไว้ มัวแต่ครองเเชป์ส่งออกที่`1 แบบไร้สติแล้ว ครานี้แม้มีเงิน 1000ล้าน ทองกองท่วมหัว ชาวนาก็จะไม่ขายให้กลุ่มอำมาตย์จำนำข้าวๆๆๆไม่ดี บลาๆๆๆ เด็ดขาด บอกแล้วงานนี้ชาวนาไทยส่งผ่านอำนาจให้พรรคเพื่อไทยโดยการมอบความต้องการที่แท้จริงของพวกเขาและชี้แนะเสนอปัญหาชุมชนด้วยเหตุด้วยผล พร้อมบอกเล่าถึงการคาดคะเนอนาคตที่จะเกิดขึ้นสำหรับ2012`ซึ่งประเทศไทยอาสาเป็นคลังครัวของโลก จัดส่งข้าวปลาอาหารและปัจจัย4ให้ประเทศต่างๆๆ ที่เกิดปัญหาจากผลแห่งการเกิดโลกร้อน เปลือกโลกกำลังเคลื่อนตัวนี้ จากการสู้รบกับทหารรัฐประหารทุกลมหายใจตั้งแต่ 19ก.ย2549 ทำให้ชาวนาไทยซึ่งรวมกันต่อสู้กับอำมาตย์บาดเจ็บล้มตาย ร่างกายพิการ สูญหายตายจากไปจากการเก็บศพไร้ร่องรอย เมื่อมีการเลือกตั้งอีกครั้งชาวนาไทยรากหญ้าประเทศไทยเหล่านี้ จึงวางนโยบายเองโดยผ่านทางพรรคเพื่อไทย ซึ่งประชาชนไทยส่วนใหญ่ไว้วางใจให้บริหารพัฒนาประเทศนั้นเอง จากการที่คนส่วนใหญ่ในประเทศมีการงานสุจริตนี้ การเงินได้มาตามสัมมาอาชีพ ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งในคุณภาพชีวิตมนุษย์นี้จะทำให้ประชาชนไทยมีความสุขที่แท้จริง เพราะเงินนี้ได้จากหยาดเหงื่อเเรงกายตามวิภีมนุษย์ชาติ จะทำให้เกิดกการเชื่อมโยงไปสู่การพัฒนาด้านสังคมและก่อให้เกิดการศึกษาที่ดี,มีการพัฒนาสินค้า ต่างๆๆสิ่งอำนวยสะดวกในชีวิตมนุษย์ ทำให้การคมนาคม ขนส่ง มีการพัฒนาการที่ดีมีถนนคุณภาพตามวิชาชีพที่ได้เล่าเรียนมา เกิดการวิจัยในด้านต่างๆๆขึ้นในที่สุด

เมื่อสังคม,บ้านเรือนสะอาดเรียบร้อยก็จะตามมาเพื่อนำสู่การมีคุณธรรมในรูปแบบต่างๆๆตามธรรมชาติชีวิต โดยการวางรากฐานการพัฒนาประเทศในการรับเรื่องตรงจากปัญหาที่เกิดขึ้นจริงและความต้องการที่ตรงส่งจากวิชาชีพต่างๆๆเหล่านี้ไปยังทีมงานมหาเทพแห่งพรรคเพื่อไทย ทำให้พรรคเพื่อไทยจึงพร้อมจะช่วยผลักดันปัญหาที่เกิดขึ้นอันเป็นจุดร้าวลึกของสังคมไทยที่หมักหมมปัญหามานานนี้ ให้ก้าวพ้นผ่านการขัดแย้งทั้งปวง โดยการการชี้แนะและให้การศึกษาประชาชนในการรู้แพ้รู้อภัย ในเกมกติกาตามระบอบประชาธิปไตยที่ถูกต้องของ`80%ส่วน`20%ก็ปกครองแค่`20%ตามนานาอารยะประเทศมหาอำนาจที่เขารักษาระดับตนเอง โดยการเคารพกติกาสังคม ซึ่งในส่วนพระมหากษัตริย์นั้นต้องอยู่ในสัดส่วนที่ชัดเจน หากใครเอาสภาบันมาเล่นแบบพันธมิตร ตั้วศรัญยู เอกยุทธ์ นักปั่นหุ้นโกงประชาชนไทยไม่หยุดชั่ว ทนายพรรคประชาธิปัตย์จอมจัดป่วนชาติไทย สำนักราชวงค์น่าจะแจ้งความจับซะบ้าง หมาใครก็ควรจัดเข้าคอกอย่ามาใช้มั่วๆๆเลย หลอกจับประชาชนขังคุกทั่วไทยคงปาไปครึ่งประชากรไทยทั้งหมดละมั่ง พรรคปชปจึงผูดขาดสสพรรคปชปและกทมแบบนี้ คนดีอยู่ในคุก คนชั่วออกมาได้ว่างั้นเนอะ!!!!  ไฟล์บังคับนะงานนี้หากลมพายุแห่งความเปลี่ยนแปลงมาไม่หลบแบบนี้ก็เตรียมตัวพังก็แล้วกัน งานนี้ทำเองนะอย่าได้มาโทษใคร??? let it beใครอยู่ในหน้าที่ใดถึงแม้ศาลรัฐธรรมนูญ ,ศาลปกครองรวมศาลทุกส่วนภาคในประเทศไทยจะไม่รู้ว่าตนเองอยู่จุดไหนของระบอบการปกครองประชาธิปไตย เงินเดือนมาจากภาษีของประชาชนไทยจ้างมาทำหน้าที่ นะอย่าหลงในการหลอกลวงตาสว่างซะทีทำผิดมาทั้งชีวิตแล้ว น่าจะทำดีก่อนตายโดยหันมารับใช้ประชาชนแบบนานาอาระยประเทศเขาทำกันซะดี ๆๆ ซึ่งหากศาลไทยปรับทัศนคติหน้าที่เห็นตรงตามสัมมาทิฐิแล้วจะปรับสังคมไทยให้เข้าสู่สากลได้ในที่สุด

A Few Good Men Part 1.

ประมวลภาพนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยที่ 67 ระหว่างวันที่ 23-27 ก.ย 2555

24 ก.ย 2555

ประชาชนไทยผู้อาศัยอยู่ในมหานครนิวยอร์กให้การต้อนรับอบอุ่น

ร่วมพิธีเปิดการประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยที่ 67

นายกฯยิ่งลักษณ์หารือทวิภาคีกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ

นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตรเป็นสักขีพยานในการลงนามและยื่นสัตยาบันพิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก เรื่องกระบวนการติดต่อเรียน ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ

นายบัน คี มุน เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ได้เชิญ นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ร่วมงานเลี้ยงอาหารกลางวัน เลขาธิการสหประชาชาติเป็นเจ้าภาพเพื่อเป็นเกียรติแก่หัวหน้าคณะผู้แทนซึ่งเข้าร่วมการประชุมสมัชชาประชาชาติ และนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรได้ ขึ้นกล่าวบรรยายเกี่ยวกับสิทธิสตรีโครงการกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี และนโยบายด้านการรักษาพยาบาลในโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ

นายกฯยิ่งลักษณ์เข้าร่วมงานเลี้ยงรับรอง Seated Dinner โดยโครงการ Every Woman Every Child ณ Museum of Modern Art นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้าร่วมงานและกล่าวสุนทรพจน์ในงาน A Global Conversation Leaders Respond to UNGA 67

25 ก.ย. 2555มอบบนโยบายส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศแก่ ผอ. สนง.การค้าในต่างประเทศ

(24 ก.ย. 55) เวลา 09.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  พร้อมด้วยนาย     สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางออกจากโรงแรมที่พัก เพื่อไปเยี่ยมชมโรงเรียนย่านฮาร์เล็ม นครนิวยอร์ก ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการเพื่อเด็กและเยาวชนของ UNICEF เพื่อศึกษาดูงานเกี่ยวกับการศึกษาปฐมวัย ซึ่งนายกรัฐมนตรีเข้าเยี่ยมชม 2 โรงเรียนใน  Harlem Children Zone  คือ 1) Promise Academy Charter School 2) Harlem Gem Pre-school

เมื่อนายกรัฐมนตรีเดินทางไปถึง ณ บริเวณ Harlem Children Zone มีผู้แทนระดับสูง Harlem Children Zone องค์กร UNICEF และ US Fund for UNICEF รอให้การต้อนรับและพาเยี่ยมชม ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณผู้แทนระดับสูงจากทั้ง 3 หน่วยงาน และกล่าวถึงความสำคัญของ สิทธิของเยาวชนโดยเฉพาะทางด้านการศึกษาว่าเป็นสิ่งที่ไทยให้ความสนใจเป็นพิเศษ นายกรัฐมนตรีเป็นคณะกรรมการการส่งเสริมการพัฒนาและส่งเสริมเยาวชนและเด็กของไทย และ การเยี่ยมชมในวันนี้จะเกิดประโยชน์และสามารถนำแนวทางต่างๆนี้ ไปส่งเสริมการพัฒนาเยาวชนและเด็กในประเทศไทยต่อไป  โครงการ Harlem Children Zone ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2540 โดยนายGeoffrey Canada มีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริการด้านการศึกษาและโอกาสสำหรับเด็กและเยาวชนที่มีฐานะยากจนในชุมชนโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ตั้งอยู่ในย่านฮาร์เล็มของนครนิวยอร์ก คลอบคลุมบริเวณหลายช่วงถนน ประกอบไปด้วยโรงเรียนในระดับต่างๆ เช่น โรงเรียนระดับประถมวัย ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา และบริการสำหรับครอบครัว โดย Harlem Children Zone นี้ได้รับการยกย่องจากนิตยสาร New York ว่าเป็นหนึ่งในการทดลองทางสังคมที่ต้องใช้ความพยายามอย่างสูงที่สุดในยุคปัจจุบัน และนาย Canada ผู้ก่อตั้งได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในผู้นำชาวอเมริกาที่ดีที่สุด โดยหนังสือพิมพ์ US News and World Report ด้วย

สำหรับโรงเรียน Promise Academy Charter School ซึ่งเป็นโรงเรียนแรกที่นายกรัฐมนตรีได้เยี่ยมชม เป็นโครงการเพื่อให้เด็กในย่านฮาร์เล็ม ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพสูง โดยใช้บุคลากรที่มีความสามารถและเอาใจใส่เด็กนักเรียน  โดยนักเรียนจะได้รับประทานอาหารที่ประกอบอย่างสดใหม่และถูกสุขลักษณะทุกวัน  และได้เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ทั้งทางวิชาการ และกิจกรรมเสริมอื่นๆ เช่น ดนตรี หมากรุก การถ่ายภาพ การออกแบบเว็บไซด์ โดยเน้นการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยและเอื้อต่อการเรียนการสอน และนับเป็นโครงการที่ประสบผลสำเร็จอย่างดี เนื่องจากนักเรียนชั้นประถม 3 ของโรงเรียน Promise แห่งที่ 2 ทั้งหมดได้คะแนนสูงกว่า หรือเท่ากับ คะแนนเฉลี่ยในการทดสอบวิชาคณิตศาสตร์ทั่วมลรัฐ เมื่อปี 2551    ระหว่างการเยี่ยมชม นายกรัฐมนตรีได้พูดคุยกับผู้แทนระดับสูงจากทั้ง 3 หน่วยงาน และแสดงความชื่นชม Promise Academy Charter School ว่าเป็นตัวอย่างที่ดีของการนำเสนอการศึกษาที่มีคุณภาพสูงและครบถ้วนแก่เยาวชน พร้อมกับกล่าวถึงแนวทางของการประกันคุณภาพการศึกษาของเยาวชนไทย คือ การมอบ tablet เด็กนักเรียนในชั้น ป 1 ทั่วประเทศ เพื่อช่วยส่งเสริมการเรียนโดยการออกแบบการสอนแบบเฉพาะให้สอดคล้องหลักสูตรของระดับชั้น รวมถึง จะผลักดันให้มีการเปิดให้ใช้ wifi ทั่วประเทศโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อให้เด็กทุกคนสามารถค้นคว้าหาความรู้ได้อย่างเสมอภาคและทั่วถึง ไม่เว้นแม้แต่เด็กที่มาจากครอบครัวที่มีรายได้ต่ำ

นอกจากนี้ ประเทศไทยกำลังนำนโยบายด้านการศึกษาที่เด็กทุกคนต้องได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 9 ปี และมีสิทธิที่จะได้รับการศึกษาถึง 12 ปี ภายใต้รัฐธรรมนูญ และยังมีนโยบายที่จะสนับสนุนให้มีการศึกษาเป็นระยะเวลา 15 ปีสำหรับทุกคน ตั้งแต่อนุบาลจนถึงระดับมัธยมปลายไม่ว่า จะมีสัญชาติใดก็ตามสำหรับ Harlem Gems Pre-School เป็น 1 ใน 4 ของโครงการด้านเด็กปฐมวัยของ Harem Children Zone ซึ่งเป็นโรงเรียนอนุบาลที่เปิดให้บริการเต็มวัน ตั้งแต่ 08.00 – 18.00 น. ทำการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ สเปน และฝรั่งเศส โดยมีอัตราส่วนระหว่างเด็กนักเรียนต่อครูเท่ากับ 4:1 และสามารถรองรับนักเรียนได้ 200 คน

นายกรัฐมนตรีรับเสด็จและร่วมการประชุมและฟังพระดำรัสของพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา

นายกฯยิ่งลักษณ์มอบนโนบายครัวไทยสู่โลกในงานThai Restaurant Week นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

พูดคุยกับรมต.ต่างประเทศบาห์เรน 

นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตรพบปะแลกเปลี่ยนกับกองบรรณาธิการบริหาร Time

TheVice Minister for Foreign Affairs of Saudi Arabia Prince Abdulaziz Bin Abdullah

  

26ก.ย 2555

เช้าวันนี้นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์เข้าพบปะพูดคุยและร่วมหารือกับภาคเอกชนไทยระหว่างอาหารเช้า ณ โรงแรม Plaza Athenee นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

นายกฯยิ่งลักษณ์ให้สัมภาษณ์หนังสื่อพิมพ์ Wall Street Journal นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

หลังจากนั้นนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตรก็ออกเดินทางไปเยี่ยมชม Highline Park นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

ซึ่งแปลงสถานีรถไฟเก่ามาเป็นสวนสาธารณาลอยฟ้า มีพื้นที่สีเขียว และสนามเด็กเล่น พร้อมกันนั้นขณะที่เดินชมสวนสาธารณะแห่งนี้อย่างสนอกสนใจก็มีแฟนคลับจำนายกรัฐมนตรีผู้สุดแสนจะน่ารักน่าชังของเราได้ก็เลยเกิดการทักทายกันขึ้นด้วยไมตรีจิตอันงดงามของผลเมืองมหานครนิวยอกร์แถมยังให้ข้อมูลที่นายกของเราสนใจและร่วมถ่ายภาพเป็นที่ระลึกอีกด้วย นะค่ะงานนี้ อิอิ

เวลา 15.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เข้าเยี่ยมคารวะ  นายเต็ง เส่ง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์  ณ โรงแรมMark  สรุปดังนี้

ประธานาธิบดีแห่งสหภาพเมียนมาร์และนายกรัฐมนตรีได้หารือเกี่ยวกับการคืบหน้าโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย รวมถึง กลไกที่จะทำให้ MOU ที่ได้ลงนามกันไปสู่การปฏิบัติ ซึ่งพม่าเห็นด้วยกับแนวคิดของไทย รวมถึงโครงสร้างของการจัดตั้งกลไกคณะกรรมการร่วมเพื่อการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายฯ  ที่มีคณะทำงานระดับสูงของสองฝ่าย ซึ่งจะเป็นคณะกรรมการระดับนโยบาย โดยมีรองประธานาธิบดีเมียนมาร์ และรองนายกรัฐมนตรีของไทยเป็นประธานร่วม รวมถึงการจัดตั้งคณะทำงานประสานงานร่วม เพื่อทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขา ซึ่งฝ่ายไทยจะมีเลขาธิการสภาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นประธาน นอกจากนี้ ยังมีคณะอนุกรรมการ 6 คณะ ตามสาขาความร่วมมือ ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานและการก่อสร้าง อุตสาหกรรม พลังงาน การพัฒนาชุมชน กฏระเบียบและการเงิน โดยทั้งสองฝ่ายเห็นควรให้มีการมอบหนังสือแลกเปลี่ยน (Note of Exchange) ระหว่างกันเพื่อจัดตั้งกลไกดังกล่าวอย่างเป็นทางการ และเห็นควรจัดการประชุมระหว่างไทย-เมียนมาร์ ซึ่งไทยรับที่จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมขึ้นที่ประเทศไทย

ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้แสดงขอบคุณเมียนมาร์อย่างเป็นทางการ สำหรับการปล่อยตัวคนไทย 83 คนที่ถูกจับกุมเมื่อเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา

หลังจากนั้นนายกฯยิ่งลักษณ์เยี่ยมชมสถานีรถไฟ Grand Central นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เพื่อนำมาปรับใช้ในการรถไฟที่จะมีขึ้นในประเทศไทยเร็วๆๆนี้ให้ได้มาตราฐานตามแบบสากล

19.00น นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมงานเลี้ยง พร้อมกล่าวสุนทรพจน์ที่สำนักงานใหญ่ของ Asia Society  ในหัวข้อ ” Moving Forward in the Asia-Pacific Century”

ไทยพร้อมเป็นส่วนสำคัญเชื่อมต่อการเติบโตและความมั่นคงจากอาเซียนสู่โลก

 นายกรัฐมนตรีสนับสนุนการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทในภูมิภาคต่างๆอย่างสันติ ไทยพร้อมเป็นส่วนสำคัญเชื่อมต่อการเติบโตและความมั่นคงจากอาเซียนสู่โลก

วันนี้ (26 ก.ย. 55) เวลา 17.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมงานเลี้ยง พร้อมกล่าวสุนทรพจน์ที่สำนักงานใหญ่ของ Asia Society  ในหัวข้อ ” Moving Forward in the Asia-Pacific Century” โดยมีผู้เข้าร่วมงานประมาณ 200 คน จากภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐ วิชาการ สื่อมวลชนและประชาสังคม และมีนาย Eric E. John อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยเป็นผู้ดำเนินรายการ  Asia Society เป็นสถาบันด้านวิชาการที่มีจุดมุ่งหมายส่งเสริมความสัมพันธ์และความเป็นหุ้นส่วนระหว่างประชาชน ผู้นำ และองค์กรต่างๆของเอเชียและสหรัฐอเมริกา ที่ให้ความสนใจกับการศึกษาวิจัยทั้งด้านศิลปวัฒนธรรม ธุรกิจ การศึกษา และด้านนโยบาย ก่อตั้งโดย นาย John D. Rockefeller 3rd  และมีสำนักงานสาขา ตั้งอยู่ในเมืองสำคัญๆในสหรัฐอเมริกาและประเทศต่างๆ

ปัจจุบันสมาคมเอเชียได้ให้ความสนใจการศึกษาในประเด็นที่หลากหลายมากขึ้น เช่น ผลกระทบของโลกาภิวัตน์ บทบาทของสตรี ผลกระทบและความท้าทายต่างๆและมักจะจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนความเห็นโดยเชิญผู้นำประเทศไปร่วมเป็นประจำ ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้พบกับแขกผู้มีเกียรติทุกคน ที่ Asia Society ซึ่งมีส่วนร่วมกันสร้างความเชื่อมโยงระหว่างอเมริกาและเอเชีย และภูมิใจที่ไทยและสหรัฐฯ ได้ทำงานอย่างใกล้ชิดและเป็นพันธมิตรในโลกเสรีแห่งนี้

ประเทศไทยในช่วงเวลาแห่งเสถียรภาพและความพร้อมในการทำงานร่วมกันกับสหรัฐฯ

ภายหลังเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองมาหลายปี ประเทศไทยได้กลับสู่ช่วงเวลาแห่งเสถียรภาพ รัฐบาลซึ่งยึดมั่นในประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และหลักนิติธรรม ได้ปูพื้ฯฐานที่เข้มแข็ง เพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ พื้นฐานเศรษฐกิจไทย และการเงินการคลังมีพัฒนาการที่สำคัญในปีนี้  รัฐบาลได้ดำเนินการแผนเศรษฐกิจต่างๆ ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจแต่ยังมุ่งหวังการสร้างงาน และเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชนไทย ซึ่งมีความคาดหวังว่าเศรษฐกิจจะเติบโตระหว่างร้อยละ 5.5 ถึง 6 ในปี 2012 แม้ว่าจะประสบภาวะวิกฤตเศรษฐกิจและน้ำท่วมเมื่อปีที่แล้ว และด้วยพื้นฐานทางเศรษฐกิจและการเมืองนี้ ประเทศไทยจึงพร้อมที่จะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดในฐานะพันธมิตรกับสหรัฐฯเพื่อช่วยวางแผนอนาคตของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

เอเชีย-แปซิฟิกถือเป็นภูมิภาคสำคัญของเศรษฐกิจโลก ธนาคารพัฒนาเอเชียได้รายงานว่าในปี 2011 ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ได้มีส่วนแบ่งตลาดผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) คิดเป็นร้อยละ 36 ของโลก ซึ่งนับเป็นภูมิภาคที่ใหญ่ที่สุด นอกจากนี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้คาดการณ์ว่าพัฒนาการทางเศรษฐกิจในเอเชียจะเติบโตประมาณร้อยละ 7 ในปี 2012  สหรัฐฯ ถือเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญ ด้วย GDP กว่า 14 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นจำนวนมากกว่าครึ่งหนึ่งของ GDP ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก  และสหรัฐฯ ยังเป็นคู่ค้าและนักลงทุนชั้นนำของภูมิภาค โดยไทยและสหรัฐฯ มีการค้าระหว่างกันประมาณ 35,000 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่สหรัฐฯ ได้มีการลงทุนกับไทยประมาณ 12,700 ล้านดอลลาร์ นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่าไทยและสหรัฐฯ สามารถเพิ่มพูนการค้าการลงทุนระหว่างกันได้มากขึ้น ทิศทางบวกของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกได้ถูกสะท้อนให้เห็นเมื่อครั้งการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคซึ่งจัดขึ้นที่รัสเซียเมื่อต้นเดือนนี้ โดยเหล่าผู้นำต่างเห็นพ้องกันที่จะต่อต้านนโยบายการกีดกันทางการค้า และให้มีการค้าการลงทุนอย่างเสรี การเติบโตทางเศรษฐกิจ การสร้างงานในช่วงที่โลกประสบภาวะวิกฤติ การสร้างแรงผลักดันสู่ศตวรรษแห่งเอเชีย-แปซิฟิกมีกลยุทธ์และวิธีการสำคัญที่เราต้องให้ความสำคัญอันดับแรกของภูมิภาคคือการสร้างกลยุทธ์ในการเติบโตและการพัฒนาที่ยั่งยืน แม้ว่าจะมีอุปสงค์ต่ำและมีความไม่แน่นอนในเศรษฐกิจยุโรปและสหรัฐฯ ก็ตาม

ก้าวแรกคือต้องต่อต้านนโยบายการกีดกันทางการค้า และรักษาตลาดเปิดเสรี โดยยุโรป สหรัฐฯ และประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกถือเป็นประเทศคู่ค้าต่อกัน การค้าจึงต้องสนับสนุนการป้องกันการกีดกันเพื่อก่อให้เกิดการสร้างงานและการเติบโตแก่ทุกฝ่าย การเพิ่มมูลค่าทางการค้ากับยุโรป และสหรัฐฯ ได้มีการเปลี่ยนถ่ายเทคโนโลยี และทักษะความรู้ของทั้งสองภูมิภาคต่อเอเชีย-แปซิฟิก เพื่อก่อให้เกิดการเติบโตในระยะยาว ในขณะเดียวกันต้องสร้างการเติบโตของเศรษฐกิจโลกโดยสนับสนุนการฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนของยุโรปและสหรัฐฯ  ยิ่งไปกว่านั้นในการปกป้องจากแรงกดดันภายนอก ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกจะต้องมีแหล่งที่มาของการเติบโตที่หลากหลาย และพึ่งพิงกับห่วงโซ่อุปทานของโลกให้น้อยลง แต่จะต้องให้มีการพึ่งพิงอุปสงค์ในประเทศให้มากขึ้นและสร้างการเติบโตในภูมิภาค ซึ่งภูมิภาคที่เข้มแข็งนี้จะเติบโตเป็นตลาดสินค้าและบริการที่สำคัญของโลกและช่วยสนับสนุนให้เกิดการฟื้นฟูเศรษฐกิจของโลก สิ่งเหล่านี้คือเหตุผลที่การสร้างประชาคมอาเซียน ในปี 2015 โดยเฉพาะในกรอบเศรษฐกิจจึงถือเป็นสิ่งที่สำคัญ ตลาดเดี่ยวบนพื้นฐานการผลิตของประชากรกว่า 600 ล้านคน ความสะดวกด้านศุลกากรว่าด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ณ จุดเดียวของอาเซียน การพัฒนาความเชื่อมโยง และเขตการค้าเสรีอาเซียนกับประเทศคู่ค้าที่สำคัญ จะช่วยนำไปสู่การเติบโตของอาเซียนและดึงดูดการลงทุนจากสหรัฐฯ

ในการนี้ไทยมีความยินดีที่จะสนับสนุนพม่าในการสร้างการปฏิรูปเพื่อนำไปสู่การเปิดประเทศ ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกทวายของพม่า เมื่อเสร็จสิ้นจะเป็นการเชื่อมโยงระหว่างมหาสมุทรอินเดีย และแปซิฟิก ผ่านสะพานขนาดใหญ่ของไทย และเป็นการเพิ่มทางเลือกใหม่ทดแทนช่องแคบมะละกา การสะพานเศรษฐกิจถือเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเชื่อมโยงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีนและรวมไปถึงรัสเซียตะวันออก ด้วยรถไฟความเร็วสูงเริ่มต้นที่ประเทศไทย เครือข่ายโลจิสติกส์ใหม่นี้จะช่วยให้การขนส่งสินค้าเป็นไปอย่างรวดเร็วและสนับสนุนการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งไทยได้มีการลงทุนกว่าแสนล้านเหรียญสหรัฐฯ ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการจัดการทรัพยากรน้ำ ซึ่งจะช่วยเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาค และขอเชื้อเชิญสหรัฐฯ ร่วมในการลงทุนโครงการนี้ผ่านการประกวดราคาแบบนานาชาติ (international bidding)

ความมั่นคงในระดับภูมิภาค เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ (ทะเลจีนใต้) 

การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หากภายในภูมิภาคมีปัญหาความขัดแย้งในการอ้างอธิปไตยและแย่งชิงทรัพยากรในน่านน้ำ ซึ่งทุกฝ่ายต่างมีความในการพยายามหาทางแก้ไขอย่างสงบ เช่นในบริเวณดินแดนหมู่เกาะในทะเลจีนใต้นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าทุกประเทศในภูมิภาคควรร่วมมือกันในการใช้ดินแดนดังกล่าวให้เกิดประโยชน์ร่วมกันอย่างสูงสุด ด้วยการใช้เป็นเส้นทางการค้าทางทะเลที่ปลอดจากความขัดแย้ง และปลอดภัยจากปัญหาโจรสลัด

ดังนั้น ทุกฝ่ายจึงควรสนับสนุนการดำเนินการที่เป็นไปอย่างสันติ ทั้งอาเซียนและจีนควรมุ่งเน้นไปที่การแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกันในบริเวณดินแดนหมู่เกาะในทะเลจีนใต้ โดยผลประโยชน์ร่วมกันเหล่านี้ จะเกิดขึ่นได้ ด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือด้านการวิจัยทางทรัพยากรและการบรรเทาภัยพิบัติ ภายใต้ปฏิญญาจรรยาบรรณของรั ฐภาคี ในทะเลจีนใต้ (Declaration on the Code of Conduct of Parties in the South China Sea: DoC) ซึ่งจะช่วยสร้างความไว้วางใจระหว่างกันได้และยังจะให้อาเซียนและจีนสามาถก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน ภายใต้ Code of Conduct: CoC ในระดับภูมิภาค โดยไทยมีความพร้อมที่จะให้การสนับสนุนการสร้างความร่วมมือ ความเชื่อมั่นและความไว้วางใจระหว่างกันอย่างเต็มที่

เครือข่ายทางความสัมพันธ์ที่ดี เพื่อการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างกันในประเด็นสำคัญต่างๆ

การพัฒนากรอบความร่วมมือ การเสริมสร้างความไว้วางใจ และความสัมพันธ์อันดีระหว่างกันในภูมิภาค จะทำให้ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก สามารถเจริญเติบโตได้อย่างมั่นคง มั่งคั่ง และมีประสิทธิภาพ ซึ่งไทยมีความยินดีอย่างยิ่งที่ความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกเป็นไปด้วยดี โดยไทยถือเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาตร์ของจีน และยังเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ ด้วยความร่วมมือที่มีความสร้างสรรค์ เช่น เทคโนโลยี การศึกษา และนวัตกรรม

อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือในระดับทวิภาคีย่อมไม่เพียงพอ เราจึงควรเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ความร่วมมือในระดับภูมิภาคเช่นกัน โดยการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (East Asia Summit – EAS) ก็เป็นอีกกรอบความร่วมมือหนึ่งที่จะมีส่วนช่วยในการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาคเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ เช่น ปัญหาเศรษฐกิจโลก การจัดการภัยพิบัติ และความร่วมมือทางทะเล

ในขณะเดียวกัน ทุกประเทศในภูมิภาคควรสนับสนุนการดำเนินการที่จะทำให้เกิดประโยชน์ร่วมกันนสูงสุด เช่น ประเด็นความมั่นคงทางอาหาร ในฐานะที่ไทยเป็นประเทศผู้นำด้านอุตสาหกรรมอาหาร ไทยสามารถทำงานร่วมกับ จีน สหรัฐฯ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และประเทศอื่นๆ เพื่อพัฒนาและเสริมสร้างให้เกิดความมั่นคงทางอาหารยิ่งขึ้น ด้วยการใช้เทคโนโลยีต่างๆ ทั้งในด้านการขนส่ง และการเก็บรักษา

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีแสดงความมั่นใจว่า เอเชีย-แปซิฟิค จะเป็นแสงสว่างแห่งความหวัง   โดยการรักษาไว้ทั้งกิจการภายในประเทศ และระหว่างประเทศ ตามที่ปฏิบัติมาและจะดำเนินต่อไป ทั้งนี้ ในส่วนขอไทย นายกรัฐมนตรีให้คำมั่นว่า ไทยมีความมั่นคงและสงบภายในประเทศ ยืนยีนที่จะทำงานร่วมกับพันธมิตรสหรัฐฯ และหุ้นส่วนสำคัญเช่น จีน และประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน เพื่อให้ความร่วมมือสาขาต่างๆให้มากที่สุด และลดการพิพาทให้น้อยลงให้มากที่สุด รวมทั้ง เสริมสร้างความเข้มแข็งองค์กรระหว่างประเทศ พื่อความสงบเรียบร้อยของโลกเพื่อการอยู่ร่วมกัน และทำให้โลกน่าอยู่ยิ่งขึ้น ความพยายามของประเทศในภูมิภาค และความร่วมมือที่มีมาอย่างยาวนานระหว่างไทยและสหรัฐฯ จะทำให้ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกสามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และหวังว่า Asia Society จะช่วยทำให้ไทยและสหรัฐฯใกล้ชิดกันมากขึ้นต่อไป

หลังจากเสร์จการประชุมAsia Societyนายกฯยิ่งลักษณ์และรมต.พาณิชย์ได้เดินทางไปสำรวจตลาดสินค้าส่งออกสินค้าไทยในสหรัฐอเมริกา

27 ก.ย. 2555

นายกฯยิ่งลักษณ์มอบนโยบายและหารือกับทีมประเทศไทยนายกฯยิ่งลักษณ์มอบนโยบายและหารือกับทีมประเทศไทย พร้อมเน้นย้ำให้สื่อสารเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นกับประเทศ ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

หารือร่วมนาย Vuk Jeremic ประธานสมัชชาฯ สมัยที่ 67 ค้นหาทิศทางประเทศไทยที่สวยงาม,ทางออกและการช่วยเหลือทั้งปวงอันที่จะทำให้ประเทศไทยเดินหน้าประชาธิปไตยก้าวไปพร้อมคนไทยทั้งชาติร่วมใจหนึ่งเดียว

นายกฯยิ่งลักษณ์กล่าวสุนทรพจน์เปิดการสัมมนาในหัวข้อ”Thailand Positioning for Growth and Stability” เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจและภาวะตลาดทุนไทย โดยมีภาคเอกชนในสาขาที่เกี่ยวข้องร่วมด้วย ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

นายกฯหารือกับนาย Michael Rubens Bloomberg นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก ที่บ้านพักริมน้ำ

นายกฯยิ่งลักษณ์เปิดงานExecutive Luncheon Meeting กับภาคเอกชนไทยและนักลงทุนสหรัฐในกลุ่ม Real Sector โดยมีผู้แทน USABC และ USCC เข้าร่วม

นายกฯยิ่งลักษณ์และคณะเยี่ยมชม New York Police Department (NYPD) เพื่อดูการควบคุมจราจรและเเก้ไขปัญหาของมหานครนิวยอร์ก เพื่อนำมาปรับใช้กับกรุงเทพมหามครและจังหวัดต่างๆๆในประเทศไทย

นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรกล่าวสุนทรพจน์ในที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นจีเอ)

Economic development strategies must put people first, Thai leader says at UN debate

http://www.un.org/apps/news/story.asp?NewsID=43093&Cr=general+debate&Cr1#.UGmSr5inIeN

นายกฯยิ่งลักษณ์กล่าวถ้อยแถลงในช่วงการอภิปรายทั่วไปของการประชุม UNGA 67

นายกฯยิ่งลักษณ์ชูประเด็นสันติภาพและความมั่นคง ย้ำต้องไม่ใช้ความรุนแรงแก้ปัญหาข้อพิพาท

นายกรัฐมนตรีกล่าวถ้อยแถลงชูประเด็นสันติภาพและความมั่นคง ย้ำต้องไม่ใช้ความรุนแรงแก้ปัญหาข้อพิพาท ความมั่นคงต้องยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง การพัฒนาทั้งเศรษฐกิจและการเมืองต้องครอบคลุมและทั่วถึงทั้งระดับประเทศ ภูมิภาค และระหว่างประเทศ

วันนี้ เวลา 19.00 น. ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา นางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 67 ในประเด็นเกี่ยวกับความมั่นคง สันติภาพ และการพัฒนาของโลก สรุปดังนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในช่วงเวลาของความท้าทาย ต้องฟื้นฟูความเชื่อมั่นและความมั่นคงในระบบเศรษฐกิจและการเงินของโลก และหาทางแก้ปัญหาระยะยาวของวิกฤติเศรษฐกิจยูโร  ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอยู่ขณะนี้ สะท้อนถึงความพยายามในการส่งเสริมสันติภาพ ความรุ่งเรือง และประชาธิปไตย รวมทั้ง การส่งเสริมความอดทนอดกลั้น การเคารพซึ่งกันและกัน และความเข้าใจในสังคม เพื่อป้องกันปัญหาความรุนแรงต่างๆ ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความมั่นคงและสันติภาพอย่างยั่งยืน จะต้องแสวงหาแนวทางการแก้ปัญหาที่ทันสมัย และการคิดแบบใหม่ รวมทั้ง การเป็นผู้นำที่เข้มแข็ง ความตั้งใจจริงทางการเมือง และธรรมาภิบาล  ข้อพิพาทต่างๆ จะต้องแก้ปัญหาด้วยแนวทางสันติ  ที่สำคัญไปกว่านั้น จะต้องคิดถึงการปฏิบัติเชิงป้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดข้อพิพาทตั้งแต่ต้น ที่สำคัญที่สุด จะต้องพิจารณาถึงการพัฒนาและสันติภาพที่ครอบคลุมและทั่วถึง ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ เพราะสันติภา ความมั่นคง และการพัฒนานั้นเชื่อมโยงกัน

การพัฒนาทางเศรษฐกิจจะต้องควบคู่ไปกับการพัฒนาทางการเมือง ซึ่งมีประเด็นที่สำคัญ ได้แก่ ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศอย่างทั่วถึง  การพัฒนาระดับภูมิภาคที่ทั่วถึงเพื่อการเติบโต และการพัฒนาที่ต่อเนื่องและทั่วถึงในระดับระหว่างประเทศ เพราะ ประชาคมระหว่างประเทศ ถือเป็นวาระการพัฒนาต่อจากปี 2558 ในยุคโลกาภิวัตน์ แนวคิดเรื่องความมั่นคง ไม่สามารถทำได้เพียงอย่างเดียวแต่ต้องควบคู่ไปกับการพัฒนา เราไม่สามารถแสวงหาสันติภาพผ่านความมั่นคงและเสถียรภาพขั้นพื้นฐานเท่านั้น ดังนั้น จึงต้องมีการทำงานร่วมกันกับพันธมิตรในแต่ละภูมิภาคเพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการพัฒนาสู่เป้าหมายดังกล่าว ซึ่งประเทศไทยเชื่อว่า สันติภาพของเพื่อนบ้าน คือ ของเราเช่นกัน

ดังนั้นประเทศไทยจึงให้การสนับสนุนเมียนมาร์อย่างเต็มที่ ในช่วงแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย  เราต้องร่วมมือกันในฐานะพันธมิตรเพื่อช่วยให้เมียนมาร์สามารถเดินหน้ากระบวนการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ต่อไป  ซึ่งในที่สุดทุกคนจะได้ประโยชน์จากความร่วมมือทางเศรษฐกิจและจากการรวมตัวกัน

เราทุกคนอยู่ท่ามกลางโลกที่มีการเชื่อมต่อระหว่างกันมากขึ้น ในขณะที่ประชาชนต้องเผชิญความไม่มั่นคงจากความท้าทายข้ามเขตแดน  ซึ่งนายกรัฐมนตรีเห็นว่า ปัจจุบัน แนวคิดเรื่องความมั่นคงต้องเน้นที่ประชาชนเป็นศูนย์กลาง และขณะเดียวกันความท้าทายต่างๆเหล่านี้ ต้องถูกบรรจุอยู่ในวาระแห่งชาติ   โดยประชาคมโลกต้องร่วมกันต่อสู้อาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อความเชื่อมโยงระหว่างกันในโลก นายกรัฐมนตรีเห็นว่า รูปแบบที่เลวร้ายที่สุดของการหยามเกียรติของมนุษย์  คือ การค้ามนุษย์ ซึ่งรัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญเป็นสูงสุด และเรายึดมั่นที่จะกำจัดให้หมดไป เพราะ ทั้งการค้ามนุษย์ และอาชญากรรมข้ามชาติ ส่งผลต่อหลักประกันของความเป็นนิติรัฐ และสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน โดยเฉพาะบุคคลที่ด้อยโอกาส เด็ก ผู้สูงวัย และคนพิการ

แต่ความท้าทายเหล่านี้ ไม่อาจสำเร็จได้โดยรัฐบาลแต่ลำพัง  เราต้องทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน ด้วยส่งเสริมค่านิยมและมาตรฐานระดับสากล  ผ่านองค์การสหประชาชาติ เพื่อร่วมกันเสริมสร้างหลักนิติรัฐ ให้เป็นพื้นฐานที่แข็งแกร่งที่นำไปสู่สันติภาพ ความมั่นคงของโลก หลักสิทธิมนุษยชน และการพัฒนาอย่างยั่งยืน   เราต้องร่วมกันยึดมั่นต่อหลักสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองของประเทศและในระดับโลก โดยต้องเริ่มที่บ้านของเราก่อน ซึ่งจะสำเร็จได้ด้วยการสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริงและกระบวนการปรองดองในชาติ  ที่สำคัญคือ เราต้องทำงานร่วมกันแบบหุ้นส่วนในฐานะสมาชิกในประชาคมโลกที่มีความรับผิดชอบ ทำงานร่วมกันผ่านสหประชาชาติ เพื่อเข้าถึงผู้ที่ด้อยสิทธิทางกฎหมาย และปราศจากแรงบันดาลใจ

โดยรัฐบาลไทยหวังให้ ข้อพิพาทต่างๆ ในประชาคมโลก มีทางออกโดยสันติวิธีและไม่ใช่ความรุนแรง ทั้งความขัดแย้งระหว่างอิสลาเอลและปาเลสไตน์  รวมถึงสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งเราห่วงกังวลต่อผลกระทบทางมนุษยธรรมจากความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับประชาชน  โดยไทยขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหาทางออกโดยช่องทางที่มีอยู่เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ที่ประชาชนได้รับประโยชน์

การค้นหาสันติภาพและความมั่นคง จำเป็นต้องมองภาพใหญ่ ไม่เพียงแต่ในขอบเขตประเทศของตน ทั้งนี้ ประเทศไทยยืนยันต่อความยึดมั่นในภารกิจการรักษาสันติภาพ ไม่ว่าจะเป็นในติมอเลสเต ฮิติ ดาร์ฟู อ่าวเอเดน ซึ่งนอกจากการปฏิบัติการรักษาสันติภาพ ประเทศไทยยังได้เข้าไปช่วยเรื่องการพัฒนาในท้องถิ่นและชุมชนที่เรามีความถนัด ไม่ว่าจะเป็นด้านเกษตร สาธารณสุข และการบริหารจัดการน้ำ

โดยประเทศไทยยึดมั่นต่อการเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลกผ่าน 3 เสาหลักของสหประชาชาติ ได้แก่ ด้านสันติภาพและความมั่นคง การพัฒนา และสิทธิมนุษยชน โดยการบริหารจัดการในประเด็นที่มีความเชื่อมโยงจะช่วยนำไปสู่แนวทางการแก้ปัญหาในระยะยาว ไม่เพียงแต่ เป็นทางออกสำหรับความขัดแย้งผ่านกระบวนการสันติวิธีและยังสำหรับป้องกันความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น โดยนายกรัฐมนตรีได้ยืนยันว่า ประเทศไทยจะคงยึดมั่นต่อการเป็นสมาชิกที่แข็งขันของสหประชาชาติ และพร้อมที่จะช่วยบรรเทาความท้าทายต่อมนุษยชาติต่อไป

นอกจากนี้ยังมีการเข้าร่วมหารือแบบทวิภาคีกับผู้นำของประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง และทวีปแอฟริกา เนื่องจากประเทศเหล่านี้มีทรัพยากรธรรมชาติที่ประเทศไทยสามารถนำมาใช้ประโยชน์ และร่วมมือกันทางการค้าระหว่างกันมากขึ้น ทั้งนี้ จากการที่นครนิวยอร์ก ถือเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงด้านแฟชั่นและการเงินการธนาคาร ดังนั้น กระทรวงการคลังจะเชิญภาคเอกชนและธุรกิจด้านตลาดหลักทรัพย์ในนิวยอร์ก ให้ได้มาพบปะกับภาคเอกชนด้านตลาดหลักทรัพย์ของไทย ขณะที่ด้านแฟชั่นนั้น ภาคธุรกิจให้ความสนใจเรื่องการออกแบบอัญมณีและเครื่องประดับ

 

ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร