แนะนำอาหารเจเพื่อสุขภาพและรีรันหนทางดับทุกข์ชองศาสนาพุทธ

เทศกาลกินเจอาหารผักปลอดเนื้อสัตว์ ประเทศไทยปีนี้ตรงกับวันที่13-21ตุลาคม 2558

IG-เทศกาลกินเจ2558_5-600

16 ตค2558 ประเทศไทยชาวจีนนิยมชักชวนกินกินเจเพื่อสุขภาพ งดบาปและฝึกการมีเมตตาต่อสัตว์(รวมถึงเพื่อนมนุษย์ผู้ทุกข์ยากด้วย) ทุกวันขึ้น1-9ค่ำเดือน9ปฏิทินจีน จะเริ่มกินผักเป็นหลักแทนเนื้อสัตว์ในทุกวัน อันที่จริงคนจีนประเทศไทยโดยเฉพาะเเถวเยาวราชมักจะมาจากซัวเถาประเทศจีนล่องเรือมารึมากับอดีตพระมหากษัตริย์โดยเฉพาะรัชกาลที่3หนีสงครามกลางเมืองการแย่งชิงอำนาจและการยากจนมาที่แผ่นดินไทยและร่ำรวยเป็นเศษฐีระดับต้นๆๆประเทศไทยในแผ่นดินนี้ จึงเห็นคุณค่าในการร่ำรวยนั้นมาจากถิ่นฐานที่อยู่อาศัย การมีสังคมดีคือศาสนาพุทธ การเมืองมั่นคงมาก(แต่ตอนนี้ไม่มั่นคง-รัฐประหารซ้ำซาก)การมีประชาธิปไตยยาวนานกว่า80ปีนั้นมาจากภาคประชาชน ที่ร่วมกันสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นประเทศมหาอำนาจ ร่ำรวยทัดเทียมชาวโลก แทนการเดินอยู่หลังมหาอำนาจเป็นที่ปรึกษาให้…การปลดแอกตนเองจากทาส การใช้แรงงาน จึงคิดการทำบุญในแบบตนเองขึ้นมา แต่เดิมไม่มีหน้าม้าร่างทรงแต่ก็ประยุกต์ใช้ตามใจผู้จัดงานเพื่อดึงดูดการท่องเที่ยวของท้องถื่นนั้นๆๆ แต่เป้าหมายที่แท้จริงคือการละบาป..เพียง9วันใน1ปี..รายละเอียดหาอ่านได้ทั่วไปแต่ที่นี่จะแนะนำอาหารง่ายๆๆให้ทำกันแม้ผ่านไป3วันแล้วหวังว่ายังทันให้ทุกคนได้ลองฝึกทานอาหารฝักแบบง่ายๆๆ

1บะหมี่เจกับถั่วผักยาวเต้าหูขาวเจ

IMG20151014002

2) ข้าวพัดเครอทกับผัดกวางตุ้งเต้าเจี้ยว

IMG20151015001

3)ผัดผักกวางตุ้งเต้าหูทอด…รึผีดกระหล่ำซีอิ๋วเจฝักกาดขาวเพลียวๆๆก็ได้ หากไม่อิ่มผัดกับเต้าหูเจก็ได้ทำซุปรึผัดเเห้งได้

Found_80250799_61523

4)เห็ดผัดกับคะน้ากรอบใส่ซี้อิ้วเจดำ ซีอิ๋วขาวก็ได้ตามสะดวก

Found_167552943_28606

5) ข้าวผัดข้าวโพดอ่อน

Found_109902767_47496

6)ซุปเต้าหู้อ่อนใส่ผักบุ้งเต้าเจี๊ยว

IMG20151016160016[1]

5)เห็ดหอม คะน้าและเต้าหูอ่อนซุปเต้าเจี้ยว

IMG20151016160402[1]

5)ผัดผักบุ้งใส่เต้าหูเล้กน้อยเดี๋ยวไม่อิ่มท้องจ้า

80249583_72498

6)ผักผักกระหล่ำซีอิ๊วเจ

IMG20151016192256[1]

7)ผัดผักกาดขาวเต้าหูอ่อน

IMG20151016192126[1]

8)ช้าวผัดเเครอทซีอิ๊วเจ

IMG20151017170246[1]

9)ผัดผัก3อย่าง ผักกวางตุ้งไต้หวัน +ผักกาดขาว+ กระหล่ำ

IMG20151017170300[1]

10)ผลไม้เวลาหิวได้ทุกเวลากับน้ำดื่มสะอาด

Found_35474351_16611 ตลาดผลไม้และผักล้างน้ำให้สะอาดผ่านน้ำไหลนะคะกินรัปประทานและนำมาปรุงอาหาร

11)สลัดบล็อคโคลี่กับมะเขือเทศ กับน้ำสลัดน้ำส้มสายชูน้ำตาลเล็กน้อยและเกลือรึซีอิ้วเจก็ตามสดวก

Found_134539375_24847

12)ของหวานพายเเอปเปิ้ลขบลูเบอร์รี่

Found_167553455_14882

13)อาหารว่างเพื่อหิวระหว่างมื้อ

IMG20151017171709[1]

14)น้ำดื่มน้ำผลไม้ ฝรั่งสัปรดแครอทและตามใจชอบ น้ำแร่ น้ำชา

IMG20151017172653[1]

หวังว่าจะฝึกลดละกิเลศและห้ามด่าตำหนิใครแม้คิดกับโพสต์เพซบลุคนะหากใครพร้อมทั้งกายและใจแล้วมาฝีกมรรค8กันนะคะ หนทางดับทุกข์ ศาสนาพุทธเป้นศาสนาดับกิเลสทั้งปวง อยู่ท่ามกลางทรัพย์สมบัติแต่ไม่อยากมีอยากได้ หากมีแล้วก็มิได้ยินดีปิติรึทุกข์ยอมรับสภาพเป็นจริงของตัวเรา ที่ต้นทุนเกิดไม่เท่ากันแต่ฝึกดับกิเลสเท่ากันได้…

รีรันอีกครั้งสำหรับคนที่พราดยังไม่เคยได้อ่านและได้ฝึกเข้าสู่พุทธภูมิ ตัดภพตัดชาติเข้าสู้ภพภูมิใหม่ที่ท่านทำเองได้เท่านั้น

มรรค(the noble eightfold path)  คือ หนทางปฏิบัติให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์หรือ วิธีปฏิบัติเพื่อให้บรรลุสู่อิสรภาพที่เป็นสัจธรรม

มรรคมีองค์8  ประกอบไปด้วยก่อนถึงมรรค8ต้องเห็นอริยสัท4ก่อน วิเคาระห์ ทุกข์ สมุทัย นิโรธแล้วจึงเข้าหมวกฝึกมรรค8(แบบโลกธรรมก่อน) หากเป็นผู้ทรงศีลเช่นอริยบุคคลทั้ง4จะฝึกมรรค8ขั้นโลกุตระ วาจาสุภาพไม่ส่อเสียด..เป็นต้น

1) ทุกข์ (suffering)ความเกิดเป็นทุกข์

2) สมุทัย(the cause of suffering) คือเหตุให้เกิดทุกข์ ได้แก่ตัณหา(ความอยาก)แปลอีกอย่าง คือ อาการกระวนกระวาย ดิ้นรนของจิตที่อยากมีอยากได้ อยากเป็น  อยากไม่มีสิ่งนั้นนี่ อยากไม่เป็นนั่นนี่

มี3ชนิด

1)กามตัณหา คือ ความอยากในกามกามทางพุทธศาสนา เรียกว่า ความใคร่ แบ่งเป็น2 อย่าง

ก) กิเลสกาม ความรู้สึกใคร่ในใจ เป็น นามธรรม เช่น ความรักรักหญิง ชาย

ข)วัตถุธรรม ความรู้สึกใคร่ ในวัตถุ เป็นรูปธรรมเช่น  เพชรพลอย ของฟุ่มเฟีอย

2)ภวตัณหา คือ ความอยากมีอยากเป็นนั่นนี่เช่นอยากเป็นตำรวจ อยากให้ฝนตก ไม่ตกก็ทุกข์

3)วิภวตัณหาคือความอยากไม่มี ไม่อยากเป็น เช่น ไม่อยากเป็นผู้หญิง(ทอม)ไม่อยากเป็นชาย(เกย์ ตุ๊ด)ไม่อยากให้คนเกียดมามองหน้าเราไม่อยากอยากจน ไม่อยากลำบาก และอื่นๆๆ จึงคร่งเครียด(อวิชชา)โศกซึม( โทมนัส )ไปตามความอยากมากน้อย ส่วนการทำงานโดยไม่ต้องอยาก กินอาหารโดยไม่มีจิตอยากบริโภคผลงาน โดยไม่รู้สึกอะไร ทำไปงั้นๆๆแล้ว มีความสงบ เย็นนี้ เป็นปุถุชน ที่ไม่เห็นปฏิปทาของพระอริยเจ้า หรือไม่ได้อยู่ในตัวอย่างที่มีให้เห้น จะไม่เชื่อ รึเชื่อยาก เพราะคนตกเป็นธาตุของตัณหาโดนเผาลนไหม้เกรียมอย่างนั้น จะไม่เชื่อว่า เมื่อละตัณหาเหล่านี้เเล้ว ชีวิตจะประเสริฐสุด ร่ำรวยที่สุดเป็นชัยชนะที่สุด มีความสำเร็จที่สุด นอกจากเราจะหยั่งชีวิตลงสู่ สัจธรรมตามลำดับเท่านั้นตัวอย่าง ชายคนหนึ่งหลงไหลในทรงผม เดี๋ยวทรงนั้นนี้ ฟู แฟบ เกรียนต่อมาบวชเป็นพระโกนผม ก็สบายดี ไม่ต้องปรุงแต่ง ก็มีความสุขง่ายๆๆนิโรธ( the cessation of suffering) คือความดับไม่เหลือแห่งทุกข์จิตใจ มีอิสระภาพเต็มที่ ซึ่งเรียกชื่ออื่นๆๆ คือ นิพพาน วิมุติ ขีณาสพ วิราคะ และอรหันตผล และอื่นๆๆ เป็นต้น

มรรคมีองค์8 แบบชาวโลกทั่วไปที่จะต้องฝึก ประกอบไปด้วย

1) สัมมาทิฎฐิ( right view, understanding) ความเห็นชอบ ในการเกิดเป็น อัตตา(รู้มีนินทา และถูกนินทา) ก็เห็นทุกข์เกิดจากสิ่งนั้น(ที่ค้างคาใจเราทำให้เป็นทุกข์) วิเคราะห็สิ่งที่ทำให้เกิดตัณหาอันเป็นสาเหตุทำให้จิตเราดิ้นรน( สมุทัย)จากนั้นเราก็พิจารณาว่า คำนินทา เป็นเรื่องธรรมชาติของชาวโลกเหมือนสายลม แสงแดด และท้องฟ้าถ้าเราไม่ยึดมั่นถือมั่น เข้าถึงสัจธรรมว่า ความจริงตัวเรา มิได้มีตามที่เขานินทา กล่าวหา ก็จะไม่มีความทุกข์เกิดขึ้น(นิโรธ )และเมื่อพบนิโรธแล้วเราจะเห็นวิธี แห่งการพิจารณา การฝึกที่จะปล่อยวาง ฝึกในการไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่เป้นทุกข์ ก่อให้เราเกิดทุกข์ทำให้เรา(จิต)ไม่ถูกกิเลสเผา(เพราะเราไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลงแล้ว) ขั้นตอนนี้ทำให้เราเข้าสู้การฝึกเห็น มรรค8 ถ้าเราฝึกเช่นนี้เป็นประจำ จนเกิดความเคยชินใหม่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจก็จะมีสมรรถภาพใหม่ที่ไม่ถูกเพลิง ราคะ โทสะ โมหะ โลภะ เผาให้ใหม้เกียมอะไรมากระทบก็จะเห็นสัจจะจน แจ่มแจ้ง (เห็นหนอ ) ไม่สงสัยอะไรในเมื่อเราวืเคราะห็ถูกต้อง เช่นนี้ก็จะทำให้ตัณหารึสิ่งไม่ดีที่มากระทบตัวเรา(รวมเวชมนต์คุณไสย์) จิตเราใสสะอาดผ่องแผ้วตัณหาในเราจะไม่กำเริบอีกเลย นี้คือ การเข้าถึงสัจธรรม(นิพาน=การดับทุกข์ทั้งปวง)

2) สัมมาสังกัปปะ(right thought) ดำริชอบ  ในขณะที่ชมนั้นเอง เราเห็นปรากฏการ์ณธรรมชาติว่านินทาเป็นเรื่องธรรมดาแล้ว ไม่ปล่อยความคิด(ความดำริ) ให้เพลิดเพลิน ไปในรูป รึเสียง เรียกว่า ไม่ได้เล่นไปหา กามวิตก ถ้าไม่พอใจ กระเทือนใจ ก็จงระวังอย่าให้เกิด พยาบาทวิตก คือ คิดพยาบาทมุ่งร้าย ตอบโต้เขา และระวังใจไม่ให้เกิด

วิหิงสาวิตก คือคิดเอารัดเอาเปรียบเขา ทำใจให้เป็นปกติ มีอิสระจากการผูกพันของสิ่งสมมุติทั้งหลาย ให้รักษาใจจากการมากระทบของทุกทาง ทำงานไปให้ระวังไป กินอาหารไปให้ระวังไป ชีวิตหมุนเวียนไป วัน เดือน ปี ด้วยความคิดเช่นนี้ หมั่นฝึกจิตมุ่งแน่วแน่ต่ออิสระภาพอันสูงสุดนั้น ชีวิตจะค่อยๆๆเลื่อนชั้นตัวเองไปตามลำดับ ซึ่งผู้ปฏิบัติจะรู้ได้ด้วยตนเองเท่านั้น

3) สัมมาวาจา (right speech) การพูดจาชอบ คือพูดให้จุงใจ โน้มนาวใจไปสู่อิสรภาพ  บางคนพูดทั้งวันหาสาระไม่ได้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ไม่ประกอบด้วยธรรมอันเป้นทางโน้มน้าวใจให้เข้าไปสู่ความสงบเย็น เราจึงควรสำรวมระวังในคำพุด การพูดหยาบ พูดปด ส่อเสียด และเพ้อเจ้อ อย่าให้เกิดมีขึ้นได้

4) สัมมากัมมันตะ (right action)การทำงานชอบ คือการทำงานที่ไม่เอารัดเอาเปรียบมีความเเวดล้อมที่จะทำให้ใกล้อิสระภาพนั้น เรื่องคดโกง ไม่สุจริต ให้เลิกเสีย

5) สัมมาอาชีวะ(right livelihood) การเลี้ยงชีพชอบ คือเลี้ยงชีวิตง่ายๆๆ บริสุทธ์ ไม่ต้องไปฆ่าคนมาเลี้ยงชีวิต ไม่ต้องไปลักขโมยเขามาเลี้ยงชีวิตหรือไม่ประพฤติผิดในกามเพื่อเลี้ยงชีวิต เพราะการทำเช่นนั้นจะทำให้เกิดกิเลสบ่อยๆๆและทำให้ห่างไกลจากอิสรภาพที่แท้ จริง

สรุป สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ คือการจัดเรื่องการดำรงชีวิตอยู่ในโลกท่ามกลางสิ่งแวดล้อมให้เป้นชีวิตประจำวันในเชิงง่ายไม่เป้นพิษ ไม่เป็นภัยแก่ตน และคนอื่น เหลือ

6) สัมมาวายามะ (right effort ) ความเพียรชอบ(ขยันในสิ่งถูกต้อง ตามศีลธรรม ตามหลักการบริหาร ตามสัตยาบรรณ ตามจริยะธรรม ตามจรรยาบรรณวิชาชีพ)

7)สัมมาสติ (right mindfulness) มีสติชอบในการไม่ทำความชั่วทั้งปวง ยอมตายได้หากมีคนให้ทำบาปทำผิดศีลธรรมผิดต่อสิ่งดีๆๆที่ชาวโลกยอมรับ

8)สัมมาสมาธิ (right concentration) มีสมาธิชอบในการทำความดีทั้งปวง

เมื่อเราอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีการทำงานที่ไม่เป็นพิษเป็นภัย ไม่โหดร้าย ไม่คดโกง ไม่หมักหมมในงาน การเลี้ยงชีวิตของเราก็บริสุทธ์ ซื่อตรง ระวังการพูดจาได้ดีแล้ว ก็ให้มีสติวาดวงกลม “การปฏิบัติธรรม” ให้ชัดมีความเพียรทางจิต เฉลียวฉลาดในการคุมจิต บรรพบุรุษไทยสร้างประเทศให้ง่ายต่อการฝึกทำความดี แต่รัฐบาลล้มเหลวเพียรชั่ว ประชาชนไทยจึงเดือดร้อน..การกินเจของคนจีนไทยจึงเป็นจุดสำนึกว่าร่ำรวยมาจากแผ่นดินที่ถวายเป็นพุทธบูชา หากไม่รักษาไว้ลูกหลานคนจีนท่านทั้งหลายคงยากจนที่ซัวเถา…เช่นเดิมไม่มีโอกาสมีการศึกษาที่ดีเช่นวันนี้ หากเอาท่านไปวางที่ประเทศจีนและจะมีวันนี้ของท่านไหม ประชาชนไทยสร้างท่านมิใช่ถวายแด่ใครคนใดคนหนึ่ง…

การทำสมาธิภาวนา ก็จะสามารถเข้าถึงภาวะอันสูงสุด คือ สัจธรรม (นิพพาน=ดับกิเลสทั้งปวงในช่วงชีวิตนี้)

มรรค8ข้อนี้ ย่อให้สั้นที่สุด คือ จงมีสติและความเห็นถูกต้อง(สัมมาทิฏฐิ) ในชีวิตเรื่อยไปชีวิตก็จะก้าวไปตามลำดับเองเพื่อละ อภิชชาและโทมนัส บางท่านอาจสงสัยว่าจะปฏิบัติไปทำไม จะไปละกิเลสได้อย่างไร หรือจะได้อะไร จะแก้ปัญหาชีวิตประจำวันได้จริงรึจำเป็นด้วยรึที่จะต้องทำ ถ้าไม่ทำจะมีอะไรเกิดขึ้นไหม

พระพุทธองค์ ตรัสสอนว่า ให้ปฏิบัติธรรมด้วยอริยมรรค เพื่อไม่ให้ใจมี อภิชชา (ความเคร่งเครียดทางใจ) เเละโทมนัส(ความเศร้าซึมหม่นหมองทางใจ)    จะเห็นว่า ชีวิตประจำวันของเรา ถ้าวันใดอารมณ์เคร่งเครียดหรือ หม่นหมองแล้ว การงานในวันนั้นก็จะทำอย่างเกียจคร้านแบบขอไปที แม้กินอาหารก็ไม่อร่อยไม่มีความสุข มันจำเจ เบื่อหน่ายจนแทบจะร้อง ออกมา ยุ่งจริงโวย วุ่นวายจริงโวยพูดภาษาชาวบ้านว่า อารมณ์ที่เคร่งเครียดและหม่นหมองนั้นเป็นอุปสรรคยิ่งใหญ่ในการดำรงชีวิต เป็นตัวนำไปสู่ปัญหาทุกชนิด

 สรุปสั้นๆๆของอริยสัท4 มรรค8หนทางอันประเสริฐ คือเริ่มแรกเราใช้อริยสัท4แบบโลกีย์รึทางโลกใช้ในการทำงานและเเก้ปัญหาต่างๆๆทุกข์คือ ปัญหาที่เราไม่สบายใจ

สมุทหัยคือหนทางแก้ ไขปัญหา มีกี่ข้อแจกแจงออกมาเพื่อปฏิบัติตาม

นิโรธ คือลงมือทำรึปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหานั้นๆๆ

มรรค คือเมื่อทำงานนั้นแล้วผลเป็นอย่างไร และนำมาประเมิณผลงานเพื่อนำไปแก้ไขปัญหานั้นต่อไปในครั้งหน้า รึแผนงานนี้ครั้งหน้าเพื่อให้คนที่มาทำงานต่อจากเราได้ใช้งานและศึกษาต่อยอดให้ประสพผลสำเร็จในงานที่ทำ เรียกแผนงานนี้คือ CEO(Chief executive officer)

เจอปัญหาอย่าท้อแท้ มีหนทางแก้เสมอสาธุ ธรรมมะอันงดงาม ในเบี้ยงต้น ท่ามกลาง และที่สุด เพื่อประโชน์เพื่อความสุข สาธุชนจงนำไปใช้เทอญ

เมื่อทำงานสำเร็จทางโลกแล้วเข้าสู่ทางธรรมทำความเห็นให้ตรง….ความหมาย

อริยสัจ4

1 ทุกข์หมายถึงทุกชีวิตต้องรับความทุกข์

2.สมุทัยหมายถึง เหตุให้เกิดทุกข์

3.นิโรธหมายถึงความดับทุกข์โดยการเอาชนะกิเลส

4.มรรค หมายถึงข้อปฏิบัติในการดับทุกข์อันมี8ประการ

ละกุศลบท10

  • ที่เป็นกายกรรม มี 3 อย่าง คือ ไม่ฆ่าสัตว์ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม
  • ที่เป็นวจีกรรม มี 4 คือ ไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียดไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ
  • ที่เป็นมโนกรรม มี 3 คือ ไม่โลภอยากได้ของเขา ไม่พยาบาทปองร้าย เห็นชอบตามธรรม (สัมมาทิฐิ)
  • ใช้มรรค8มรรค8 ทางโลก สรุปให้สั้นๆดังนี้มรรคแปดคือทางสายกลางที่พระพุทธเจ้าทรงยึดถือปฏิบัติในการนำไปสู่การตรัสรู้ ถือเป้นข้อปฏิบัติในการดำเนินชีวิต1.สัมมาทิฐิ  เห็นชอบ คือมีการคิดเห็นต่อชีวิตที่ถูกต้อง เช่น มีความเข้าใจในอริยสัจ42.สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ เช่น การตรึกตรองและความเมตตาต่อผู้อื่น แทนที่จะเห็นแก่ตัวและเอาชนะผู้อื่น3. สัมมาวาจา เจรจาชอบ  คือ การหลีกเลี่ยง ความโกรธเคือง การเป็นศัตรู การพูดเกินกว่าเหตุ การโกหก และการนินทาว่าร้าย4.สัมมากัมมันตะ  ปฏิบัติชอบ คือ การดำเนินชีวิต ด้วยความซื่อสัตย์และไม่ให้ร้ายใคร5.สัมมาอาชีวะ เลี่ยงชีพชอบ คือ การหลีกเลี่ยงการทำงานที่มีผลร้ายต่อผู้อื่น

    6.สัมมาวายามะ เพียรชอบ คือความพยามยามในทางที่ดี เพื่อทำให้จิตใจอยู่ในสภาพปกติสุข

    7.สัมมาสติ ระลึกชอบ คือ การบำเพ็ญความเยือกเย็นใจจิตใจเพื่อไม่ให้เฉไฉไปในทางใด

    8.สัมมาสมาธิ ตั้งใจชอบเป็นการนำไปสู่การหยั่งรู้ และนิพพาน

    นิพพานคือความดับเย็น ไม่เป็นทุกข์เด็ดขาดอย่างสิ้นเชิง  มิใช่เมืองรึสถานที่ใดๆๆอย่างที่เข้าใจกัน แต่เป็นระดับสภาวะของจิตที่สูงสุด โปร่ง เบา ว่าง ไม่เป็นทุกข์เพราะละอุปทาน(เข้าใจขันธุ์5(เหตุเเห่งทุกข์)ได้แล้ว ซึ่งมนุษย์ทุกคนสามารถบรรลุได้ด้วยตนเองในขณะมีชีวิต ไม่ใช่เข้าถึงนิพพานเมื่อตายแล้วอย่างที่เข้าใจผิดกัน  ซึ่งการฝึกตนนั้นต้องกระทำตามมงคล38 ไปตามลำดับนั้นเอง

  • อริยมรรค 8 แบบโลกุตระธรรม1) สัมมาทิฐิ (ทำความเห็นให้ตรง)คือเห็นอริยสัท4เห็นทุกข์พิจารณารูปนาม2)สัมมาสังกัปปะ( ดำริชอบ )คือตรึกตรองศึกษาในพระธรรมคำสอน(ธรรมวิจัย) และเมตตาผู้อื่น แทนที่จะมีมานะ ฉันโสดาบัน อนาคมีขั้นนั้นนี่ เธอปุถุชน ฉันกรรมฐาน เธอบริหารวัด เธอธรรมยุทธฉันมหายาน เธอพระลาว ฉันพระไทย ฉันเก่งที่สุด ธรรมสายฉันดี อันนี้ให้ละ3)สัมมาวาจา (เจรจาชอบ)  การหลีกเลี่ยง โมหะ โทสะ โลภะ ราคะโกรธเคืองทั้งมวล การเป็นศัตรู การพูดเรื่องโกหก การนินทาว่าร้าย เพราะพุทธกาลมีหลายหมู่เหล่ารวมกัน นินทาอริยพุทธโทษหนักแต่ก็ยังมี เช่น นางฟ้ากุฏิ ตามหลังพระจุลลปัณฐกเถระ ทำให้ท่านมีข้อครหาแม้วิญญานก็ทำอะไรไม่มีคิด แต่คนนินทาท่านกรมหนักเพราะท่านมิได้ใส่ใจต่อคู่เวรของท่าน หากเราฝึกการวิปัสนา(พิจารณาอริยสัท4) แล้วไปสวรรค์ง่าย ศึลจะฝึกไปเรื่อยๆๆจนไม่ทำอีกเลยตามขั้นตอนเอง อาจไปชั้นพรหม และดาวอื่นๆๆ ปกติของเจตสิกที่สมควรอยู่ณ.แห่งใด ทำอะไรได้อันนั้นไงล่ะ ทำไมต้องทำบุญให้หลากหลายกันไว้ก่อนไง อยากรวยช่วยทักษิณ ชินวัตร หากท่านเกียดเขาท่านก็กรรมแบบเขาหากท่านเมตตาเขาท่านก็จะไม่มีวิบากกรรมแบบเขา หากเขาอยากพ้นทุกข์ก็ต้องวิปัสสนาเอง…จะพบครูผู้สอนด้วยตัวเอง…ให้พูดตามจริง ที่ทำได้แล้วขั้นเมตตาบารมีเลยล่ะช่วยใครแล้วได้ผลรึไม่ได้เพราะอะไร แต่อันนี้งานพระโพธิสัตว์เขาคนธรรมดาช่วยตนองให้พ้นทุกข์ก่อนอย่าเป็นร่างทรงพ่อมดหมอผีเล่นไสยศาสตร์คนสวมรอยเยอะ…เข้าสู่หลักธรรมแน่นอนมั่นคงกว่า ความสุขท่านจะสัมผัสได้เอง  (บันทึก ฟัง สักวันบอกทางได้ เป็นสุตตะพุทธในอนาคตใช้กาลมสูตร กับผู้รู้แจ้งไม่เชื่อไม่ได้นะจุดนี้ ผู้รู้เเจ้งนั้นเขาเรียนเพื่อบอกชนรุ่นหลังและแนวทางแห่งการลดละกิเลส ที่เขาทำสำเร็จแล้ว ท่านอ่านแค่เชื่อไว้จดีต่อท่านเองในสักวัน4)สัมมากัมมันตะ (ปฏิบัติชอบ) คือ การดำเนินชีวิตสมณะเพศ หากพุทธบริษัทก็ผัวเดียวเมียวเดียว มีหลักธรรมทั้ง4พุทธบริษัทเป็นการเฉพาะ…ผู้ที่อยู่ในหมวดนี้จะตรวจสอบธรรมใครแท้ไม่แท้ใครผิดต่อหลักธรรม มีลกดับพระโสดาบัน,  พระสกทาคามี ,พระอนาคามี อรหันต์น่ะยากสมัยนี้

    ดำรงความซื่อสัตย์ในหลักพระรัตนตรัย ไม่ให้ร้ายใคร ดำรงไตรลักษณ์(อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา)

    5)สัมมาอาชีวะ (การเลี้ยงชีพชอบ) คือ ไม่เป็นพ่อหมอผี, ไสยาศาสตร์เป็นกุนซือแนะนำให้ทหารตำรวจ (ผู้ฆ่า)ให้พรไปฆ่าคนให้พร โจรปล้นคนอื่น เป็นพระผู้นำโจรเป็นที่ปรึกษาให้คนผิดต่อหลักธรรม ศีลธรรมและประเทศชาติ ,แนะนำผู้ค้ายาเสพติด ใบ้หวย ให้คำปรึกษาแด่ผู้ค้าของเถื่อน หนีภาษี ค้าแรงงานเถื่อน นักการเมืองคนทุศีล ผู้ไม่มีศาสนาไม่เชื่อฟังอะไรใครทั้งนั้น(ขั้นนี้ เทวดาศาสนาอื่นๆๆเขายังทำอยู่ แต่ขั้นโลกุตระจะไม่ทำ ข้อแรกเลยมงคล38ไม่คบคนพาลนำมาประกอบจนครบ38นั้นอรหันต์แล้ว แต่สมัยนี้ยาก…จึงต้องอ่านศึกษาหนทางไว้นะเอง…

    หากทำได้ดังนี้มรรค8ขั้นโลกุตระ…จะกันคนพาลเสร็จสรรพ หากมีอาจคู่เวร แต่ให้ดึงตนเองออกจากคนพาลช่วยตนเองด้วยเท่าที่หลบหลีกได้ ไม่ใช่นั่งให้เขาด่า รังแก นิ่งไม่ตอบโต้แล้วขอตัวออกมาจากณ.ที่แห่งนั้น ไม่ทำผิดศีลธรรม)เหมือนหลุดจากอบาย พบแต่กัลยาณธรรม

    (หลังพุทธกาล ฝึกเองแต่สำเร็จ เงียบ จูนคลื่นเทวดา แต่ทำประโยชน์มากอย่างเดียว เตมีย์)

    6) สัมมาวายามะ (ความเพียรชอบ) คือ ความพยายามรักษาจิตใจให้มีสุขภาพดี ปกติสุข (ใช้โพชณงค์7 แก้ไขเช็คตน) อ่านพระไตรปิฏกนำมาธรรมวิจัยปัสสนาจิตตนเอง ระลึกอดีต ตายตอนนี้เกิดเป็นอะไรแล้วอนาคตทำต่อยอด เพิ่มความรู้ ตามเจตสิก108อดีตทั้งหมดตัดละกิเลสตนในอดีตให้หมด ค่อยๆๆเป็นไป

    7)สัมมาสติ คือ คุมสติให้ได้ นั่งหนอ ยืนหนอ นอนหนอ เดินหนอ ระลึกกายทำอะไรอยู่ ถอดจิต ไปปัสนาตามญานทัศนะ โปรดสัตว์สอดส่องธรรม ธรรมวิจัย สอนจิตตนเอง  อย่าเคลิ้มเคลิ้ม หลงไหลในสิ้งเน่าเหม็น ปฏิกูล มูตร คูตร น่ารังเกียด ขอให้เราออกจากกองทุกข์ ขอให้พระพุทธเจ้ามาโปรด เมื่อดับขันธ์ นิพพาน อย่าให้หลงในรูปรสกลิ่นเสียง ไม่ต้องการ รังเกียดการเกิด แก่ เจ็บตาย ขอให้จิตตั้งมั่น หลงก็ดึงกลับมา ฝึกไปๆๆจนกว่า จะนิ่ง ไม่สงสัยอีกเลย

    8) สัมมาสมาธิ จิตตั้งมั่น เข้าสู่นิพพาน ดับกิเลสทั้งมวล ไม่ต้องการสิ่งใด

  • อริยมรรค8 เรียกสั้นๆ ไตรสิกขา ศีล สมาธิ ปัญญา รึ อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ซึ่ง ใช้นิโรธสมาบัติ9(การละทั้งหมดคือสมาบัติทั้ง8นั้น)ละก็ได้ อีกทาง เรียกว่าฝึกตายเป็น รึธรรมวิจัยตาม ยอดพระกัณฑ์ไตรปิฏก

hy29199-1

ข้อความนี้ถูกเขียนใน หนังสือ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร