ราเมงหมูยอ

โพสท์ใน ข่าวสารและการเมือง | แสดงความคิดเห็น

เขาพระวิหาร-อยากรบนักหรือ: โดย รศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข

รศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข
เป็นผู้มีความเชี่ยวชาญทางด้านยุทธศาสตร์ การรบ และสงคราม
ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จากงานเสวนาวิชาการ “รัฐศาสตร์ภาคประชาชน ครั้งที่ 1″
หัวข้อ “ฝ่าวิกฤตชายแดนไทยเขมร”
ณ ห้องประชุมมาลัยหุวนันท์ ตึก 3
คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
วันพฤหัสบดีที่ 17 กุมภาพันธ์ 2554

— รายงานเสวนา “ฝ่าวิกฤตชายแดนไทยเขมร”  ที่มา:ประชาไท

Thu, 2011-02-17 22:33

สุรชาติ บำรุงสุขเสนอ 13 ประเด็นข้อเท็จจริงก่อนตัดสินใจจะ “รบเขมร” หรือจะ “พัฒนาร่วมกัน” ธงชัย วินิจจะกูลชำแหละอุดมการณ์ “เสียดินแดน” พร้อมชี้ปัญหาการเมืองภายในของไทยคือรากปัญหาที่แท้จริงกรณีพิพาทเขาพระวิหาร

17 ก.พ. 2554 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเสวนาวิชาการ “รัฐศาสตร์ภาคประชาชน ครั้งที่ 1″ หัวข้อ “ฝ่าวิกฤตชายแดนไทยเขมร” ณ ห้องประชุมมาลัยหุวนันท์ ตึก 3 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รศ.สุรชาติ บำรุงสุข และศ.ธงชัย วินิจจะกูล ดำเนินการเสวนาโดย รศ.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

 
วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2554

รศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์จุฬาฯ , รศ.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์,.ดร.ธงชัย วินิจจะกุล อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน   
 
 

รศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ 
คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

กรอบที่ผมจะพูด อยากพูดจากภาพกว้างๆ เริ่มต้นด้วยคำถามง่ายๆ คนในห้องนี้ไม่มากเท่าไหร่ เข้าใจว่าทุกคนเรียนประวัติศาสตร์ผ่านหนังสือ สปช. (สร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต) ไม่ได้เรียนผ่านประวัติศาสตร์โดยตรงตอนเรียน สปช. ความทรงจำเรื่องรัชกาลที่ 4 รัชกาลที่ 5 ว่าจำอะไรได้บ้าง เข้าใจว่ามีความทรงจำเหลืออยู่น้อยมาก สปช.พูดถึงการเสียดินแดนแบบผิวเผินมาก คนที่เรียน สปช.แล้ว เข้าใจการเผชิญกับลัทธิอาณานิคมหรือไม่ การกล่อมเกลาโดยการเรียน สปช.นั้น ทำให้เราไม่ค่อยรู้เรื่องคนไทยรุ่นหลังลืมไปแล้วว่า ปราสาทพระวิหารถูกตัดสินไปแล้วในปี 2505 ผมไม่ได้เดินขบวนครั้งแรกช่วง 14 ตุลา ชีวิตครั้งแรกของการอยู่ในม็อบของผมคือภายใต้คำสั่งของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์หากเราไล่เรียงประวัติศาสตร์ พูดแบบตัดตอน ฝรั่งเศสเข้ามาและได้ไซ่ง่อน ค.ศ.1859 แล้วเริ่มขยายอิทธิพลสู่ลำน้ำโขง หลายส่วนที่ขยายเข้าไปก็ปะทะกับเจ้าพ่อท้องถิ่นหรือคนมีอำนาจรัฐอยู่ในท้องถิ่นหลัก 3 ราย รายหนึ่งโพกผ้าบนศีรษะอยู่สาละวิน รายหนึ่งอยู่ตรงกลาง อีกรายหนึ่งคือเจ้าพ่อเหงียนพอเข้าช่วงรัชกาลที่ 3 ไซ่ง่อนแตก เหลือเจ้าพ่อรายใหญ่รายเดียวอยู่ลุ่มเจ้าพระยา เมื่อเผชิญกับเจ้าพ่อแห่งปารีส สิ่งที่ฝรั่งเศสรู้สึกว่าเป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวคือ สยาม ซึ่งเข้าไปมีอิทธิพลต่อพื้นที่ต่างๆ ในวิกฤตการณ์ ร.ศ.116 หรือปี 1896 ในวิกฤตการณ์ปากน้ำ เรือรบฝรั่งเศส 2 ลำแล่นผ่านแนวป้องกันของสยาม แต่โชคดีที่สยามยิงโดนเรือนำร่องของฝรั่งเศส แต่เรือรบ 2 ลำยิงไม่โดน ถ้ายิงเรือรบ 2 ลำจม ป่านนี้เราอาจได้พูดภาษาฝรั่งเศสกันทั้งประเทศ ถ้าท่านอ่านหนังสือพิมพ์เก่าๆ ในปี 1893 พูดได้เลยว่า สยามถ้าไม่เป็นของฝรั่งเศสก็ต้องเป็นของอังกฤษหลัง 1893 ตอนเราเรียน สปช.ไม่พูดอะไรเลย รู้แต่ว่าพอเราจ่ายสตางค์จนหมดท้องพระคลังกรณีพระยอดเมืองขวาง ฝรั่งเศสยอมถอยไปยึดจันทบุรี สุดท้ายก็ทำข้อตกลงพ่วงเรียกว่า อนุสัญญา 1904แนวคิดสมัยใหม่ของความเป็นรัฐ มีความคิดชุดหนึ่งคือ รู้ว่าอำนาจอธิปไตยสิ้นสุดตรงไหน เรื่องเส้นเขตแดนเริ่มพูดในอนุสัญญา 1904 ต่อมาสยามต้องป้องกันตัวเอง เราไม่มีอาวุธ ผลจากวิกฤตการณ์ปากน้ำ ทำให้เรารู้ว่ารบยาวไม่ได้ ความหวังของสยามจบลงเพราะอังกฤษไม่ช่วย สยามต้องช่วยตัวเองรัชกาลที่ 5 จึงตัดสินใจครั้งสำคัญว่า สยามต้องเป็นรัฐเหมือนยุโรป ต้องมีเส้นเขตแดน เพื่อว่าฝรั่งเศสรุกเข้ามาจะได้ยืนยันได้ว่า ฝรั่งเศสรุกเข้ามาในดินแดนสยามแล้วรัชกาลที่ 5 ตัดสินใจแลกแผ่นดินสยามกับฝรั่งเศส 3 แลก 3 แลกด่านซ้าย ตราด และส่วนในของเกาะกูด-แหลมสิงห์กับมณฑลพระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณ เมื่อตกลงแลกแล้วก็มีเรื่องใหญ่ตามมา ต้องปักปันเขตแดน นำไปสู่การตีพิมพ์แผนที่ซึ่งเป็นแผนที่แนบท้ายสัญญาปักปันปี 1907 ตีพิมพ์แผนที่ปี 1908 ที่ปารีสผมถามว่า ประเด็นที่หนึ่งตกลงท่านยอมรับไหมเรามีอนุสัญญา 3 ฉบับ กับ 1 แผนที่ปักปัน ในหลวงรัชกาลที่ 5 ท่านให้สัตยาบันข้อ 1 ของอนุสัญญาว่า ให้ใช้แนวสันปันน้ำ แต่ในข้อ 3 ระบุว่าให้ใช้คณะกรรมการร่วมในการตัดสิน “ผมเรียกการตัดสินใจเช่นนี้ว่าพระราชวินิจฉัยของรัชกาลที่ 5” แต่เมื่อตกลงแล้วมันมีเรื่องใหญ่ตามมาก็คือต้องปักปันเขตแดน เพราะไม่รู้ว่าจุดสิ้นสุดอิทธิพลของสยามกับฝรั่งเศสอยู่ตรงไหน นั่นหมายความว่าหลัง ค.ศ. 1907 เราได้ปักปันเขตแดน และแผนที่ดังกล่าวตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1908 ที่ปารีสผมเปิดประเด็นพื้นฐานให้ท่านเห็นว่ากรณีเขตแดนไทย-กัมพูชาประกอบด้วย 3 สัญญา/อนุสัญญา และ 1 แผนที่ ท่านรับหรือไม่ แต่ในหลวงของเราได้ให้สัตยาบันต่อสัญญาและอนุสัญญาทั้งสามฉบับ และเมื่อให้สัตยาบันแล้วปัญหาอยู่ในอนุสัญญา ค.ศ. 1904 ให้ใช้สันปันน้ำ แต่ในปี ค.ศ. 1908 ให้ใช้เส้นเขตแดนที่คณะกรรมการขีดเส้นประเด็นที่สองถ้าเราไม่ยอมรับว่าการปักปันเกิดขึ้นจริง และเชื่อว่าเป็นการดำเนินการอย่างเป็นเอกเทศของเจ้าหน้าที่ของฝรั่งเศส นั่นเป็นแต่เพียงความทรงจำที่ไม่ชัดเจน เรามักเรียกแผนที่นี้ว่าแผนที่แบนาร์ แต่ฝ่ายไทยมีพลเอกหม่อมชาติเดชอุดมร่วมด้วย คือเป็นกรรมการผสม เพราะฉะนั้นข้อถกเถียงตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 ว่าการปักปันเป็นการดำเนินการโดยเอกเทศนั้นไม่จริง เพียงแต่ผมไม่เข้าใจว่าทำไมเรียกว่าแผนที่แบนาร์ ทำไมไม่เรียกว่าแบร์นา-เดชอุดม หรือเดชอุดม-แบนาร์ เพื่อสร้างจินตรนาการที่ชัดเจนว่าการปักปันนั้นดำเนินการโดยคณะกรรมการผสมของทั้งสองฝ่ายประเด็นที่สาม รับหรือไม่รับแผนที่ นี่เป็นปัญหาใหญ่ เพราะแนวพรมแดนตั้งแต่ พ.ศ.2496 นั้น แนวพรมแดนจากเหนือสุดถึงจังหวัดตราด เมื่อปักปันแล้วตัดออกเป็นส่วนๆ เป็น 11 ส่วนหรือ 11 ระวาง เมื่อแบ่งออกเป็น 11 ระวาง แผนที่ตีพิมพ์เสร็จปี ค.ศ. 1908 รัฐบาลสยามส่งสัญญาณขอให้ตีพิมพ์เพิ่มอีก 50 ชุด ในจำนวนนี้เก็บไว้ที่สถานทูตไทยที่ปารีส 2 ชุด จากนั้น เก็บไว้ที่สถานทูตไทยประจำกรุงลอนดอน และกรุงวอชิงตัน ส่งกลับกรุงเทพฯ 44 ชุด เพราะฉะนั้นคำขอโดยจดหมายของรัฐบาลไทยในเดือน เม.ย. 1908 ถือเป็นการยอมรับว่าสยามยอมรับการปักปันเขตแดนแล้วฉะนั้นเวลาที่ท่านได้ยินว่าไม่รับแผนที่ 1 ต่อ 200,000 คือแผนที่ชุดนี้แหละประเด็นที่สี่ เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว มีนักวิชาการอาวุโสบอกว่ารัฐบาลไทยรับแผนที่บางระวาง และไม่รับบางระวาง พูดต่อหน้าทีวี คำตอบคือเป็นไปไม่ได้ เพราะถ้ารับจะต้องรับแนวเส้นเขตแดนทั้งแนว ฉะนั้นปัญหาตรงนี้ต้องยอมว่าเราจะเอายังไงเกี่ยวกับตัวเราเองประเด็นที่ห้า มีคนพูดเรื่องเอกสารลับและแผนที่ลับ ความตกลงระหว่างสยามกับฝรั่งเศสไม่ใช่ดาวินชี่โค้ดนะครับ มันเป็นไปไม่ได้ ความตกลงนั้นทำโดยเปิดเผย ความตกลงลับมีไหม คำตอบคือมีแต่ไม่เกี่ยวกับการปักปันเขตแดนทั้งหลายทั้งปวงกลับมาที่เดิม คือ 3 สัญญา/อนุสัญญาบวก 1 แผนที่ประเด็นที่หก ฝรั่งเศสแพ้สงครามเดียนเบียนฟู ทำให้กัมพูชาได้เอกราช ผลพวงจากการก่อตั้งเอกราชของกัมพูชา ซึ่งบางพื้นที่กัมพูชามองว่าสยามได้ส่งตัวแทนเข้าไปครองครอง โดยปี พ.ศ. 2501 – 2502ตกลงกันไม่ได้ก็จูงมือกันขึ้นศาลโลก ศาลตัดสินในวันที่ 15 มิ.ย. 05 โดยความเห็น 9 ต่อ 3 ลงความเห็นว่าปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในเขตอธิปไตยกัมพูชา ยอมรับไหมว่าศาลโลกตัดสินแล้ว ถ้าไม่ยอม ตกลงคำตัดสินปี 05 คืออะร เมื่อไม่ยอมก็นำไปสู่ปัญหาข้อที่ 7ประเด็นที่เจ็ดคนรุ่นใหม่ ไม่คุ้นกับเรื่องเขตแดน จนกระทั่ง 4 ก.ค. 2505 จอมพลสฤษดิ์ต้องออกมาพูดว่าไทยต้องยอมรับเพราะไทยเป็นสมาชิกสหประชาชาติ ระยะห่างหลายเดือนเพราะอะไร ผมคิดว่าเพราะมีความพยามที่จะไม่รับมติศาลโลกเมื่อเรารับแล้ว เราต้องทำรายงานกลับไปที่ UNSC ว่ารัฐบาลที่กรุงเทพฯได้ดำเนินการอย่างไรบ้าง เราดำเนินการ 1 ต้องชักธงไตรรงค์ลงจากหน้าผาที่เขาพระวิหาร 2 ต้องคืนโบราณวัตถุบ้าง 2-3 ชิ้น ตกลงมีพื้นที่รอบตัวปราสาทไหม ผมเรียนท่านก่อนว่ารัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ตัดสินใจชัดเจนว่าตัวปราสาทมีพื้นที่กำกับ ครม. ปี 2505 ลากเส้นกำกับตัวปราสาทเขาพระวิหาร เพราะเราต้องส่งรายงานกลับไปที่ UNSCวันนี้ถ้าเราไม่ทะเลาะกันอย่างนี้ เราก็เปิดแผนที่แล้วใช้มติครม. ปี 2505 แต่มันเกิดข้อโต้แย้งในคนรุ่นปัจจุบันที่สะพานมัฆวาน ว่ากัมพูชาได้แต่ตัวปราสาท แต่พื้นที่แม้แต่ใต้ตัวปราสาทก็เป็นของไทย แต่ท่านต้องเข้าใจก่อนว่ารัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ขีดเส้นแล้วประเด็นที่แปด นักกฎหมายท่านหนึ่งอธิบายว่า กรณีปราสาทพระวิหารไม่ต่างกับกัมพูชาลืมโทรศัพท์มือถือไว้บนโต๊ะของไทย ผมเข้าใจว่าตีความแบบนี้ไม่ได้ เพราะมีความต่างระหว่างสังหาและอสังหาริมทรัพย์ และ ครม. ยุคจอมพลสฤษดิ์ได้ดำเนินการขีดเส้นไว้แล้วอย่างไรก็ตาม ในสมัยจอมพลสฤษดิ์ คุณถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สมัยนั้นได้สงวนสิทธิไว้ แต่คำตัดสินของศาลโลกถือเป็นการสิ้นสุดไม่มีการอุทธรณ์หรือฎีกา แต่เปิดโอกาสให้มีการสงวนสิทธิ์ แต่ตามหลักกฎหมายมีการสงวนสิทธิ์ใดบ้างที่คงอยู่ชั่วฟ้าดินสลาย โดยหลักแล้วต้องถือหลัก 10 ปี นั่นหมายความว่าการสงวนสิทธิ์ดำรงอยู่ตั้งแต่ปี 05-15 แต่ต้องใช้สิทธิที่สงวน แต่ถ้าไม่เคยใช้แปลว่าสละสิทธิ์ สองต้องมีหลัฐานใหม่ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาของศาล ดังนั้นผมคิดว่าต้องยอมรับว่าสิ้นสุดแล้ว เพราะเราไม่เคยแสดงหลักฐานใหม่ที่มีนัยยะต่อการเปลี่ยนแปลงคำตัดสินของศาลประเด็นที่เก้า มีคนโต้แย้งว่า มณฑลบูรพาจนถึงปัจจุบันยังเป็นของไทย โดยข้อเท็จจริงสงคราม ไทย-ฝรั่งเศส เริ่มปี พ.ศ.2483 กำลังรบของไทยรุกข้ามแดน มีการชัดธงที่ช่องจอม สุดท้ายญี่ปุ่นเข้ามาไกล่เกลี่ย เราไปยุติสงครามกันที่กรุงโตเกียว ผลของการไกล่เกลี่ยของญี่ปุ่นแล้วเราได้อนุสัญญาโตเกียว 2484 เราได้พระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณถ้าไปอ่านหนังสือจะบอกว่า เราได้พระวิหารคืนมาแล้ว

แต่ถามหน่อยว่าญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกไหม ถ้าญี่ปุ่นไม่แพ้ เราจะได้ภาคใต้เพิ่มด้วย ทางเหนือยังได้รัฐฉาน เชียงตุงด้วย แต่พอญี่ปุ่นแพ้ รัฐบาลที่กรุงเทพฯ คืนดินแดนทางใต้ให้อังกฤษทันที แต่ไม่คืน จำปาศักดิ์ เสียมราฐ ศรีโสภณ ถามว่า ถ้ารัฐบาลไทยช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองต้องการอะไร ต้องการเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ-ยูเอ็น ถ้าเราอยากเป็นสมาชิกยูเอ็นแล้วยึดครองดินแดนของฝรั่งเศสเขาไว้ เขาจะยอมให้เราเข้าหรือ สุดท้ายถอยกลับไปสูจุดเดิม ตั้งคณะกรรมการประนอม ในท้ายที่สุดเราทำอนุสัญญาวอชิงตันคืนให้ฝรั่งเศสทั้งหมด คำถามคือคืนพระวิหารให้หรือเปล่า

ประเด็นที่ 10 MOU 2543 เมื่อปัญหาผ่านมาทั้งหมด เราทำความตกลงที่เป็นบันทึกช่วยจำ หรือ เอ็มโอยู 43 ท่านไปอ่านเลย ว่าคือกรอบของการทำความตกลงงาถ้าในอนาคตประเทศไทยและกัมพูชามีปัญหาขอพิพาทเกิดขึ้น เอกสารที่ใช้ คืออนุสัญญา และสัญญา 3 ฉบับ ที่ผมเรียนท่านมาแต่ต้น มีเกินกว่านั้นไหม ไม่มี เพราะฉะนั้นถ้าท่านจะเลิกหรือไม่เลิก MOU 2543 หลักเหล่านี้หายไปไหม ก็ไม่หายไปไหน แต่ถ้าท่านจะเลิกเอ็มโอยู ท่านจะเลิกโดยที่รัฐภาคีไม่ยอมรับไม่ได้ เพราะในทางระหว่างประเทศเราจะเป็นรัฐที่ไม่น่าเชื่อถือประเด็นที่ 11 มีแผนที่ที่ถูกอ้างบ่อยมากคือแผนที่ 1 ต่อ 50,000 หรือ L7017 และ L7916 เป็นแผนที่ยุทธการไม่ใช่แผนที่เพื่อการปักปันเขตแดน โดยพื้นฐานแล้วไม่สามารถนำมาใช้อ้างในความตกลงระหว่างประเทศ เพราะเป็นแผนที่สำหรับภารกิจทางทหาร ดังนั้นถ้าท่านตัดสินใจว่าจะไม่ยอมรับการปักปันแผนทีแบนาร์ แต่มายอมรับ L7017 แต่ท่านต้องตัดสินใจด้วยความระมัดระวังว่านี่ไม่ใช่แผนที่ที่ใช้ปักปัน และไม่เคยได้รับการให้สัตยาบันจากฝ่ายใดทั้งสิ้นประเด็นที่ 12ตกลงวันนี้พื้นที่ทับซ้อนคืออะไร ก็คือพื้นที่เขตแดน ตามที่คณะกรรมการปักปันได้ทำไว้ในปี ค.ศ. 1907 ถ้าถือเส้นเขตแดนตามคณะกรรมการปักปัน ค.ศ. 1904 เส้นเขตแดนอยู่ที่หน้าผาของพระวิหาร แต่ ค.ศ. 1907 ศาลโลกรับข้อสาม เพราะรัฐบาลที่กรุงเทพฯ รับแผนที่แล้ว ดังนั้นรอยเหลื่อมที่หน้าผาตามแนวสันปันน้ำ ส่วนต่างตรงนี้แหละคือพื้นที่ทับซ้อน นั่นหมายความว่าเราต้องทำใจพอสมควร เพราะในปีพ.ศ. 2505 กัมพูชาไม่ได้ฟ้องเส้นเขตแดน เพราะเราจะยุ่งกว่านี้ นั่นหมายความว่า ถ้าเรายอมให้เป็นพื้นที่ทับซ้อนง่ายกว่า แต่วันนี้มันเป็นปัญหาการเมืองที่ใหญ่เกินไปแล้วล่ะถ้า12 ข้อทำใจรับไม่ได้เลย ก็มาสู่ข้อ 13 คือไปรบที่ภูมิซรอล คือไม่ยอมรับอะไรเลย ต้องกลับไปอ่านประวัติศาสตร์ใหม่เลยนะ เพราะรัฐบาลแต่ละช่วงดำเนินการด้วยนความละมุนละม่อม เพื่อไม่ให้เป็นปัญหาใหญ่จนรัฐบาลไทยถูกกำหนดจากปัจจัยภายนอกดังที่เคยเป็นมาแล้วเมื่อปี 2505

โพสท์ใน ข่าวสารและการเมือง | แสดงความคิดเห็น

พิพาทชายแดน

 

กัมพูชาของนายกรัฐมนตรีฮุนเซนท่าทางในงานแถลงข่าวในสันติภาพวังในกรุงพนมเปญ, กัมพูชา, พฤหัสบดี, 17 กุมภาพันธ์ 2011 ฮุนเซนเมื่อ พฤหัสบดีกล่าวว่าประเทศของเขาจะขอให้ไทยลงนามข้อตกลงหยุดยิงถาวรในข้อพิพาทชายแดนใกล้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นที่รู้จักในระหว่างการประชุมอาเซียน

 

แม่ทัพภาคที่ 2 เผย ประสานกัมพูชาเจรจาหยุดยิง  คาดสุดสัปดาห์หรือหลังวันที่ 22 ก.พ. ได้คำตอบ

พล.ท. ธวัชชัย สมุทรสาคร แม่ทัพภาค 2  กล่าวว่า กำลังประสานกับ พล.ท. เจียมอน ผบ.ภูมิภาคทหารที่ 4 ของกัมพูชา เพื่อเจรจาเรื่องการหยุดยิงถาวร ในรายละเอียดแต่ยังไม่มั่นใจว่า ทางกัมพูชาจะตอบกลับมาในวันใด วันเสาร์ อาทิตย์  หรือว่า จะรอการประชุม อาเซียน ในวันที่ 22 กพ.นี้ก่อน
“ปกติก็คุยกันอยู่บ้างแล้ว แต่ไม่ใช่การเจรจา เพราะการเจรจา จะต้องเป็นคำสั่ง หรือนโยบาย”
พล.ท. ธวัชชัย กล่าวว่า ถึงขั้นนี้ก็ต้องเจรจา แต่เราก็เตรียมพร้อมรับสถานการณ์อยู่แล้ว  ตอนนี้ทหารก็ช่วยทางจังหวัดในการสร้างหลุมหลบภัยที่แข็งแรงได้มาตรฐาน เพิ่มขึ้นในในหมู่บ้านชายแดนที่เสี่ยง อีก 200-300 จุด

แหล่งที่มา :อัพเดท : 18-02-2554 21:29 น.

สื่อฝรั่งเศสรายงานว่า เวียดนามส่งรถถังข้ามชายแดนเข้ากัมพูชามุ่งหน้าสู่พื้นที่พิพาทระหว่างกัมพูชาและไทย และกล่าวหาว่าไทยอยากเปิดสงคราม

 

พล.ท. ธวัชชัย สมุทรสาคร แม่ทัพภาค 2  กล่าวว่า กำลังประสานกับ พล.ท. เจียมอน ผบ.ภูมิภาคทหารที่ 4 ของกัมพูชา เพื่อเจรจาเรื่องการหยุดยิงถาวร ในรายละเอียดแต่ยังไม่มั่นใจว่า ทางกัมพูชาจะตอบกลับมาในวันใด วันเสาร์ อาทิตย์  หรือว่า จะรอการประชุม อาเซียน ในวันที่ 22 กพ.นี้ก่อน
“ปกติก็คุยกันอยู่บ้างแล้ว แต่ไม่ใช่การเจรจา เพราะการเจรจา จะต้องเป็นคำสั่ง หรือนโยบาย”
พล.ท. ธวัชชัย กล่าวว่า ถึงขั้นนี้ก็ต้องเจรจา แต่เราก็เตรียมพร้อมรับสถานการณ์อยู่แล้ว  ตอนนี้ทหารก็ช่วยทางจังหวัดในการสร้างหลุมหลบภัยที่แข็งแรงได้มาตรฐาน เพิ่มขึ้นในในหมู่บ้านชายแดนที่เสี่ยง อีก 200-300 จุด 

ภูมิซรอลยังเจอระเบิดตกค้างกลางทุ่ง พื้นที่เกษตรเสียหายเป็นวงกว้าง ทหารเร่งเก็บกู้

 

สื่อนอก เผย รถถังเวียดนามเข้าเขมร  วันศุกร์ 18 กุมภาพันธ์ 2554รถถังพีที-76ของเวียดนามเข้าสู่กรุงพนมเปญเมืองหลวงของกัมพูชาได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากชาวกัมพูชาในฐานะผู้ขับไล่เขมรแดง 

           วันนี้(18กพ.2554) สำนักงานข่าวต่างประเทศ อ้างจากสื่อฝรั่งเศสรายงานว่าเวียดนามส่งรถถังข้ามชายแดนเข้ากัมพูชามุ่งหน้าสู่พื้นที่พิพาทกับไทย พร้อมกล่าวหาไทยอยากเปิดสงคราม

            ขณะที่ เว็บไซต์ เค-ไอ มีเดีย รายงานอ้างข้อความที่แปลจากภาษาฝรั่งเศสในหนังสือพิมพ์ เลอ กรองด์วิลยาจว่า รถถังหลายลำของเวียดนาม ได้แล่นข้ามเข้าไปในดินแดนประเทศกัมพูชา เพื่อมุงหน้าสู่พื้นที่บริเวณชายแดนด้านที่ติดกับไทย และในขณะที่สหประชาชาติ กำลังผลักดันให้มีการเจรจาภายใต้กรอบการทำงานขอสมาคมอาเซียนนั้น ก็ดูเหมือนจะมีฝ่ายสนับสนุนที่พร้อมรบเช่นกัน

 รถถังที-54และ55 เป็นหัวหอกหลักของกองทัพ เวียดนาม มาตั้งแต่ยุคสงครามเวียดนาม

  เค-ไอ มีเดีย ระบุว่า เป็นเรื่องน่าตกใจอย่างยิ่งสำหรับผู้เห็นเหตุการณ์ ที่รถถังเวียดนามหลายคันแล่นเข้าไปในดินแดนของกัมพูชา ซึ่งเมื่อ 20 ปีก่อน ก็มีคนเคยเห็นรถถังเวียดนามแล่นเข้าไปปลดปล่อยกัมพูชาจากการปกครองของเขมรแดงมาแล้ว แต่ในยุคนั้น เวียดนามเข้ายึดพื้นที่และปล้นเอาความมั่งคั่งไปจากกัมพูชา ที่สร้างความเจ็บปวดให้อย่างแสนสาหัส

            ผู้เห็นเหตุการณ์ บอกด้วยว่า เขาเกือบตายเพราะความกลัว ตอนที่เห็นรถถังของเวียดนามแล่นเข้ามาในเส้นทางเดียวกันกับเมื่อ 20 ปีก่อน ด้วยข้ออ้างที่ว่าไปช่วยกัมพูชา และครั้งนี้ก็เช่นกัน รถถังเหล่านี้ ถูกส่งเข้ามาด้วยเจตนาที่จะข่มขวัญประเทศไทย และถ่วงดุลย์การเจรจา แต่ก็เป็นที่ทราบกันดีว่า เวียดนามก็เหมือนกับจีน ที่จะต้องได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่าต่อการช่วยเหลือ

   นอกจากความพยายามขยายอิทธิพลเข้าไปในอาเซียน ในช่วงที่ไทยสูญเสียความน่าเชื่อถือแล้ว เวียดนามกับจีน ยังมีเป้าหมายสำคัญในการตักตวงผลประโยชน์จากกัมพูชา ซึ่งก็คือ น้ำมันที่เพิ่งพบเมื่อไม่นานมานี้ ยิ่งไปกว่านั้น เวียดนามยังเสนอจะช่วยเหลือในการจัดหาน้ำมันให้กับกัมพูชา ในช่วงที่กำลังรอการขุดเจาะน้ำมันของตัวเองขึ้นมาใช้ อันเป็นการแลกเปลี่ยนกับสิทธิในการสำรวจแหล่งทรัพยากรน้ำมันของกัมพูชาในอนาคต

              ความรุนแรงที่ขยายขึ้น และการเตรียมพร้อมในการทำสงคราม ได้สร้างความวิตกให้กับกลุ่ม NGO ในกัมพูชา และยังได้เตือนไปยังชาติอื่น ถึงความเสี่ยงที่จะเกิดความยุ่งยากซับซ้อนในภูมิภาคที่มีขนาดเล็กแต่มีความสำคัญอย่างแท้จริง   

 เลอ กรองด์ วิลยาจ ระบุด้วยว่า ชาติบรรดามหาอำนาจทั้งในระดับภูมิภาค และนานาชาติ จะไม่มีวันยอมให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต้องวุ่นวายจากการสู้รบกันอย่างเด็ดขาด ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า ในประเด็นอ่อนไหวนั้น ภูมิภาคแห่งนี้ เป็นแหล่งผลประโยชน์อันมหาศาล และดึงดูดสหรัฐ จีนและอินเดีย ไม่มีมหาอำนาจชาติไหนอยากเห็นสงครามระหว่างไทยกับกัมพูชา หรือแม้แต่สมาชิกในอาเซียนเองก็ไม่อยากเห็นเช่นกัน มีเพียงไทยเท่านั้น ที่ต้องการสงครามเพื่อเรียกคะแนนนิยมที่สูญหายไปในช่วงวิกฤติการประท้วงของคนเสื้อแดง

   เค-ไอ มีเดีย ระบุว่า ไม่อาจยืนยันรายงานของเลอ กรองด์ วิลยาจ ได้ แต่ก็ระบุว่า เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา มีรถหุ้มเกราะของเวียดนาม ที่ผลิตในยุคโซเวียต ถูกส่งข้ามชายแดนเข้าไปยังกัมพูชา ที่บริเวณจังหวัดกัมปง ธม ที่เป็นเส้นทางไปยังพระวิหาร

สื่อฝรั่งเศสรายงานว่า เวียดนามส่งรถถังข้ามชายแดนเข้ากัมพูชามุ่งหน้าสู่พื้นที่พิพาทระหว่างกัมพูชาและไทย และกล่าวหาว่าไทยอยากเปิดสงคราม

 ภาพรถไถทหารไทยขับไปเพื่อพังวัดเเก้ว ปลดธงเขมรทำบุญวัด 
 
 
 

22 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา 18:00 น

 

อาเซียนให้อินโดร่วมสังเกต

มติที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนให้ไทย-เขมรใช้กลไกเจรจาทวิภาคีแก้ปัญหา ขณะที่อินโดฯจะส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สังเกตการณ์ชายแดนทั้งสองฝั่ง

 

ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ที่กรุงจาร์ตา ประเทศอินโดนีเซีย มีมติให้มีการดำเนินการโดยใช้กลไกเจรจาทวิภาคีเพื่อแก้ไขข้อพิพาทระหว่างไทยและกัมพูชา และอินโดนีเซียจะส่งผู้สังเกตการณ์เข้ามาในพื้นที่ของทั้งสองฝ่ายเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าจะไม่มีการปะทะกันอีก

“ที่ประชุมสนับสนุนการใช้กลไกเจรจาทวิภาคีตามที่ไทยได้เสนอไป ทั้ง เจบีซี จีบีซี และอาร์บีซี ส่วนกรณีที่อาเซียนส่งผู้สังเกตการณ์เข้ามานั้น ไม่ถือว่าเป็นการเปิดให้ประเทศที่สามเข้ามาแทรกแซง แต่เป็นเรื่องดี เพราะเราไมได้เปิดการยิงก่อน เมื่อมีคนมาอยู่ในพื้นที่จะได้รับว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกิดจากอะไร”นายอภิสิทธิ์กล่าว

เมื่อที่ประชุมมีมติเช่นนี้ กัมพูชาก็คงต้องเข้ามาสู่การเจรจาทวิภาคี เพราะไม่มีทางอื่น ส่วนการเจรจาเจบีซีในวันที่ 27 ก.พ.นี้ ทางกัมพูชายังไม่ตอบรับ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะกำลังรอผลการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนในวันนี้

สำหรับสถานการณ์ในพื้นที่ คิดว่าขณะนี้ได้คลี่คลายแล้ว และจากการมีผู้สังเกตการณ์เข้ามา คงจะช่วยไม่ให้มีการมาละเมิดกันอีก ขณะที่ยูเนสโกคงจะให้ผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่นเดินทางมาปลายสัปดาห์นี้ ทั้งที่กรุงเทพฯ และกรุงพนมเปญ เป็นการมาฟังข้อมูลจากทั้ง 2 ฝ่าย ฉะนั้น ยืนยันไม่มีเรื่องการเซ็นสัญญา เป็นเพียงการส่งผู้สังเกตการณ์มาเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าเกิดความสงบในพื้นที่

นาอภิสิทธิ์กล่าวว่า ส่วนเรื่องพื้นที่รอบปราสาทเขาพระวิหารนั้น จากการที่ได้สนทนากับผอ.ยูเนสโก ก็ได้ระบุว่า ถ้าเรื่องของเขตแดนยังไม่เรียบร้อยก็จะไม่เข้าไปจัดการบริหารในพื้นที่ ซึ่งเป็นจุดยืนที่กัมพูชาต้องยอมรับ เพราะเป็นคนลงนามเอ็มโอยูไว้เอง ทำให้ไม่สามารถเสนอแผนจัดการพื้นที่ได้

ประธานอาเซียนยืนยันส่งตัวแทนลงพื้นที่แค่สังเกตการณ์ไม่มีติดอาวุธ

ด้าน นายมาร์ตี นาเตเลกาวา รัฐมนตรีต่างประเทศ อินโดนีเซีย ในฐานะประธานอาเซียน กล่าวว่า อินโดนีเซียจะส่งเจ้าหน้าที่เข้าสังเกตการณ์ในพื้นที่ชายแดนทั้งสองฝั่ง โดยไทยและกัมพูชาต่างยอมรับการส่งเจ้าหน้าที่เข้าร่วมสังเกตการณ์ในครั้งนี้

ทั้งนี้ขอยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ที่ถูกส่งลงพื้นที่เป็นทีมสังเกตการณ์เท่านั้น ไม่ใช่ทีมปฏิบัติการเพื่อสันติ โดยทีมสังเกตการณ์จะไม่มีการติดอาวุธใดๆ ทั้งสิ้น

กษิตเผยอาเซียนให้ส่งผู้แทนลงพื้นที่ฝ่ายละ15คน

ด้าน นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า ในภาพรวมที่ประชุมได้เห็นตรงกันที่จะมุ่งมั่นแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี  โดยการใช้การเจรจา  ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากประเทศอาเซียนอีก 8 ประเทศ 

“ไทยและกัมพูชาได้ให้คำมั่นสัญญาต่อกันว่าจะหยุดยิงไม่ปะทะกันอีก ​ซึ่งได้ยืนยันต่อสมาคมอาเซียน และ ประชาคมโลก โดยยืนยันจะให้มีทหาร  ผู้สังเกตการณ์จากอินโดนีเซีย ไทยและ กัมพูชา ฝ่ายละ  15 คน มีหน้าที่สังเกตการณ์ บริเวณโดยรอบปราสาทพระวิหาร”นายกษิตกล่าว

อย่างไรก็ตาม ​หลังจากกลับมาจะได้ปรึกษากับพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ​รมว.กลาโหม ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป โดยจะนำประสบการณ์จากที่ไทยเคยส่งตัวแทนไปสังเกตการที่อะเจะห์ และ อีสต์ติมอร์ก่อนหน้านี้มาเป็นเทียบเคียง  ส่วนจะมีภาระหน้าที่อย่างไร ขึ้นกับการที่จะได้ปรึกษากับฝ่ายทหารก่อน ไม่สามารถให้รายละเอียดได้  ทั้งนี้ฝ่ายไทยและกัมพูชา อยากที่จะให้ส่งตัวแทนเข้ามาสังเกตการณ์โดยเร็วที่สุด 

)
เร่งประสานเขมรเปิดเจรจาเจบีซี

นายกษิต กล่าวว่า ​ประเด็นที่สอง ​ทั้งไทยและกัมพูชา เห็นพ้องต้องกันให้ใช้ทวิภาคีดำเนินการแก้ปัญหาต่อไป ผ่านคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (เจบีซี)​ที่จะสำรวจปักปันเขตแดน ​โดยอยากจะให้มีการเจรจาโดยเร็วที่สุด ซึ่งที่ผ่านมาไทยเคยเสนอให้เป็นวันที่ 27 ก.พ.  ส่วนจะเป็นไปได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับความพร้อม  อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้หลังจากกลับจะได้มีการโทรศัพท์ประสานกันอีกครั้งหนึ่ง

23 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา 10:11 น.

ผบ.ทบ.ยันไม่ถอนกำลังทหาร ชายแดนไทย-กัมพูชา

 

ผู้บัญชาการทหารบก ยันไทยไม่ถอนกำลังทหารบริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ลั่น หากยิงเข้ามาก็ต้องตอบโต้  ระบุอาเซียนส่งผู้สังเกตการณ์เป็นเรื่องดี

 

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวยืนยันว่า ไทยไม่ถอนกำลังทหารบริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะในพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร หากกัมพูชายังตรึงกำลังอยู่ ทั้งนี้หากกัมพูชายิงเข้ามาในพื้นที่ของไทย จำเป็นต้องยิงตอบโต้ เนื่องจากทหารมีหน้าที่รักษาอธิปไตย
         
ส่วนกรณีที่อาเซียนจะส่งผู้สังเกตการณ์มาลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา นั้นก็ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่จะได้ผลหรือไม่ก็ต้องรอดูต่อไป และตนเชื่อว่าการเจรจาจะทำให้ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี

ยูเนสโกบินขอข้อมูลไทย 25 ก.พ.54

องค์การยูเนสโก เดินทางมาประเทศไทย 25 ก.พ. 54 ขอข้อมูลข้อพิพาทปราสาทพระวิหาร

(24 ก.พ 54

21.40 น. ทหารไทย ออกลาดตระเวนบนภูมะเขือ พลาดเหยียบกับระเบิดได้รับบาดเจ็บ 2 นาย  

เมื่อเวลา 20.00 น. มีรายงานว่า ส.อ.พรพิบูลย์ เหง้าสุวรรณ และ ส.ท.สุเมธ บุญสาลี ทหารสังกัดพัน ร.1631 ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ บน ภูมะเขือ ชายแดนไทย-กัมพูชา อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ได้เหยียบกับระเบิดได้รับบาดเจ็บสาหัส ขณะออกลาดตระเวนตามแนวชายแดนเมื่อเวลาประมาณ 16.00 น.

ทั้งนี้ภูมะเขือถือเป็นสมภูมิหลักที่ทหารไทยและกัมพูชาได้มีเหตุปะทะกันหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา

โพสท์ใน ข่าวสารและการเมือง | แสดงความคิดเห็น

ตะวันออกกลางมุสิมโดมิโน่-รัสเซียติงสหรัฐยัดเยียดรูปแบบประชาธิปไตยไม่ทำให้เกิดผลดี

มุสลิมไทยดอทคอม : 17 กพ. 54 11:09:01

สำนักข่าวมุสลิมไทย  รัสเซียติงสหรัฐยัดเยียดรูปแบบประชาธิปไตยไม่ทำให้เกิดผลดี

สำนักข่าวรอยเตอร์ – รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย เซอร์จี เลฟรอฟ กล่าวในการให้แถลงข่าว ระหว่างการเยือนอังกฤษอย่างเป็นทางการว่า รัสเซียมีความห่วงใยในสถานการณ์ตะวันออกกลาง 

เขาได้ตอบคำถามของสื่อที่ถามถึงความเห็น กรณีสหรัฐออกมาเรียกร้องต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงในประเทศอียิปต์ รวมทั้งการยัดเยียดประชาธิปไตยแบบฉบับอเมริกาให้ประเทศต่างๆ ว่าจะไม่ทำให้เกิดผลดี

เขายังกล่าวถึงกรณีของฮามาสที่ชนะการเลือกตั้งในกาซ่า และขึ้นบริหารประเทศเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา แต่ชาติตะวันตกไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งครั้งนั้น และขนานนามฮามาสว่าเป็นองค์กรก่อการร้าย ว่าเป็นการปฏิบัติแบบ 2 มาตรฐาน เพราะถึงอย่างไรฮามาสก็มาจากการเลือกตั้ง

เขายกตัวอย่างประเทศรัสเซียว่า เคยมีการปฏิวัติหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยไปยัดเยียดแนวความคิดนี้ให้กับประเทศใด และไม่จำเป็นต้องเลือกสนับสนุนข้างใดข้างหนึ่ง 

ในความเห็นของเลฟรอฟ ประเทศต่างๆ ทั่วโลกควรช่วยกันเรียกร้องให้ฝ่ายต่างๆ ใช้การเจรจาเป็นหลักในการแก้ปัญหามากกว่า   

สภาทหารให้เวลา 10 วันยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญอียิปต์
สำนักข่าวมุสลิมไทย  สภาทหารให้เวลา 10 วันยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญอียิปต์สำนักข่าวอัล-อาราบิญา –  สภากองทัพได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้เสร็จสิ้นภายใน 10 วัน ซึ่งแหล่งข่าวกล่าวว่า คงไม่มีการเข้าไปเปลี่ยนแปลงบททั่วไปของรัฐธรรมนูญนี้ แต่จะมุ่งแก้ไขเปลี่ยนแปลงในด้านอำนาจหน้าที่รัฐให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ และการรับรองสิทธิของนักการเมือง

คณะกรรมการดังกล่าวนำโดยผู้พิพากษาศาลอิสลาม ทาริก อัล-บิชรี ซึ่งในอดีตเป็นผู้ต่อต้าน และวิจารณ์การขับไล่มุบารักออกจากอำนาจ เขาถูกมองว่าเกี่ยวพันกับกลุ่ม อัล-วาซัต (สายกลาง,ทันสมัย) ซึ่งแตกออกมาจากกลุ่มภราดรภาพมุสลิมอีกทีหนึ่ง

กรรมการคณะนี้ประกอบด้วยผู้พิพากษาเป็นหลัก และมีนักการเมือง รวมทั้งนักบวชคริสต์คอปติก และส.ส.จากกลุ่มภราดรภาพมุสลิมจำนวนหนึ่ง แต่เนื่องจากเงื่อนเวลาบังคับอยู่ ดังนั้นจึงไม่สามารถเข้าไปแก้ไขในมาตราต่างๆ ที่เปราะบาง เช่น มาตราที่เกี่ยวเนื่องกับด้านศาสนา

มาตราที่คิดว่าจะต้องแก้ไขมากที่สุดคือมาตรา 76 ทั้งนี้ เพื่อต้องการเปิดโอกาสให้นักการเมืองอิสระมีช่องทางเข้ามาสมัครรับเลือกตั้งเพิ่มขึ้น โดยจะมีการกำหนดให้ต้องมีลายเซ็นผู้มีสิทธิ์ออกคะแนนเสียงเลือกตั้ง ลงชื่อสนับสนุนจำนวน 25,000 คน จึงจะมีสิทธิ์ลงสมัครรับเลือกตั้งในนามอิสระได้ใน 15 จังหวัด

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า มีการแนะนำให้ยกมาตรา 179 ซึ่งเกี่ยวกับการต่อต้านก่อการร้ายออก เนื่องจากมีกฎหมายเฉพาะในเรื่องนี้อยู่พอเพียงแล้ว และที่ผ่านมานักกฎหมาย และนักสิทธิมนุษยชนแสดงความขัดแย้งในการใช้กฎหมายนี้ โดยมีการอ้างใช้มาตรา 179 อย่างฟุ่มเฟือย และกฎหมายนี้ยังอนุญาตให้เจ้าหน้าที่จับกุม สอบสวน และติดตามผู้ต้องสงสัยว่ากระทำผิด โดยไม่จำต้องผ่านการขออนุมัติจากฝ่ายยุติธรรม รวมทั้งผู้ต้องสงสัยยังถูกขัดขวางจากการพิสูจน์ตัวเอง และการประกันตัว รวมทั้งจำกัดสิทธิ์เสรีภาพพื้นฐานส่วนบุคคลด้วย 

 บาห์เรนProtesters fled as soldiers fired tear gas near Pearl Square

18 February 2011 Last updated at 16:59

 GMT Bahrain troops ‘fire on crowds’ 

ตำรวจปราบจลาจลของ” บาห์เรน” ใช้กำลังเข้าสลายผู้ชุมนุมประท้วง บริเวณจตุรัสใจกลางกรุง”มานามา” เมื่อเวลา 3 นาฬิกาเช้าวันนี้ โดยใช้กระสุนยาง และแก๊ส เข้าสลายประชาชนหลายร้อยคน ที่ตั้งเต้นปักหลักชุมนุมประท้วง มาตั้งแต่ วันอังคารที่ผ่านมา  เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต  2 คน เป็นชาวมุสลิม”ชีอะห์” นอกจากนั้น ยังมีผู้บาดเจ็บอีก 70 คน อาการสาหัสหลายคน ล่าสุดได้ส่งเจ้าหน้าที่ และยานหุ้มเกราะกว่า 50 คัน เข้าควบคุมพื้นที่การชุมนุม และรักษาความสงบ ตามจุดสำคัญ ๆภายในเมืองหลวง

 ส่วนที่”เยเมน”  การชุมนุมประท้วงเพื่อขับไล่รัฐบาล  ได้ขยายวงกว้างไปทั่วประเทศ โดยที่เมือง”เอเดน” ผู้ชุมนุมประท้วงถูกเจ้าหน้าที่ยิงเสียชีวิต 2 คน ส่วนที่กรุง”ซานา” ผู้สนับสนุนรัฐบาลหลายร้อยคน  ได้ปะทะกับกลุ่มต่อต้านรัฐบาล ที่ออกมาเดินขบวนตามท้องถนนติดต่อกันเป็นวันที่ 4 แต่ยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บ ที่  

Map

updated 2/17/2011 6:29:29  

 20 reported killed in Libya ‘day of rage’   

“ลิเบีย”  เกิดการปะทะกันระหว่างตำรวจ กับผู้ประท้วงใน 2 เมืองใหญ่  หลังประชาชนออกมาชุมนุมต่อต้านรัฐบาลของประธานาธิบดี “โมอัมมาร์ กัดดาฟี่”  ที่ครองอำนาจมายาวนานถึง  42  ปี โดยในวันนี้ แกนนำการชุมนุมประท้วง ยังได้ใช้เฟซบุ๊ค และทวิตเตอร์ เรียกร้องให้ชาวลิเบียออกมาชุมนุมประท้วงทั่วประเทศ ทำให้เกิดความวิตกว่า ทางการอาจใช้กำลังเข้าปราบปรามประชาชน

นางฮิลลารี่ คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐได้โทรศัพท์ไปคุยกับชีค คาลิด บิน อาห์เหม็ด อัล-คาลิฟา รัฐมนตรีต่างประเทศบาห์เรน กล่าวว่าสหรัฐรู้สึกวิตกอย่างเป็นอย่างมากกรณีบาห์เรนใช้กำลังทหารเข้ากวาดล้างและสลายกลุ่มผู้ประท้วงที่จตุรัสเพิร์ล ทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 คนและบาดเจ็บอย่างน้อย 231 คน พร้อมกล่าวว่าบาห์เรนจำเป็นต้องเริ่มการปฎิรูป การเมืองอย่างจริงจังและว่าสหรัฐกำลังจับตามองเหตุไม่สงบที่กำลังขยายตัวและบานปลายไปทั่วภูมิภาคตะวันออกกลางด้วยความวิตกเพราะเกรงว่าจะส่งผลต่อเสถียรภาพในภูมิภาค

ขณะที่นายวิลเลี่ยม เฮก รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษและนายบัน คี-มุน เลขาธิการยูเอ็นต่างก็ออกมาเรียกร้องรัฐบาลบาห์เรนให้ใช้ความอดกลั้น อย่างไรก็ตาม อัล-คาลิฟาออกมาโต้กลับว่าบาห์เรนจำเป็นต้องใช้กำลังทหารและตำรวจเข้าควบคุมสถานการณ์เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยก่อนที่จะเกิดความแตกแยกมากกว่านี้ระหว่างกลุ่มสุหนี่ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ปกครองกับกลุ่มชีอะห์ซึ่งเป็นชนกลุ่มใหญ่ ขณะที่พรรคฝ่ายวีฟัค ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านชีอะห์ที่ทรงอิทธิพลโดยมีที่นั่งในสภาจำนวน 17 ที่นั่งจากทั้งสิ้น 40 ที่นั่งได้ประกาศลาออกจากสภาแล้วเพื่อประท้วงรัฐบาลที่ใช้กำลังทหารกวาดล้างผู้ประท้วง

Pro-Gaddafi demonstrators in Benghazi. Photo: 16 February 2011Gaddafi supporters held rallies in Benghazi and other Libyan cities, state TV reported

ส่วนที่ลิเบีย กลุ่มผู้ประท้วงไม่สนมาตรการกวาดล้างของรัฐบาลประธานาธิบดีมูมมาร์ กัดดาฟี่โดยได้ออกมากชุมนุมประท้วงถึง 5 เมืองรวมทั้งกรุงทริโปลี และเมืองเบงกาซีด้วยการจุดไฟเผาถังขยะ, ปิดการจราจรทำให้ความปั่นป่วนไปทั่วประเทศหลังกลุ่มผู้ประท้วงได้ใช้ social network ปลุกระดมให้ประชาชนออกมาชุมนุมประท้วง ส่งผลให้กลุ่มสนับสนุนกัดดาฟี่หลายร้อยคนออกมาชุมนุมต่อต้านกลุ่มผู้ประท้วง จนเกิดการปะทะกันอย่างรุนแรง ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 20 คน กลุ่มสนับสนุนกัดดาฟี่ยังได้โจมตีสื่อต่างชาติรวมทั้งบีบีซีและอัลจาซีร่าที่มุ่งรายงานข่าวเฉพาะเหตุไม่สงบ

และที่เยเมน การชุมนุมขับไล่ประธานาธิบดีอาลี อับดุลลาห์ ซาเลห์ได้เข้าสู่วันที่ 7 เมื่อวานนี้ โดยกลุ่มผู้ต่อต้านราว 3 พันคนออกมาชุมนุมที่เมืองท่าอาเดน ทำให้เกิดปะทะกับตำรวจปราบจลาจล ทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 คน บาดเจ็บ 17 คน ทางการเมืองอาเดนได้สั่งระงับกิจการทุกอย่างเพื่อประท้วงตำรวจที่ใช้กำลังกวาดล้างอย่างรุนแรง

ขณะเดียวกันกลุ่มสนับสนุนรัฐบาลก็ได้ออกมาชุมนุมประท้วงที่กรุงซาน่าจนเกิดการเผชิญหน้ากับกลุ่มต่อต้าน ทำให้มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 40 คน ขณะที่นักข่าวหลายคนถูกกลุ่มสนับสนุนรุมทำร้าย

โพสท์ใน ข่าวสารและการเมือง | แสดงความคิดเห็น

ความจริงปรากฏ

— คลิปเลเซอร์ ล็อกเป้าทหาร

ภาพจริงในคริปที่ทหารไม่ยอมบอกความจริง  ทหารนอกราชการแฟงมา…ปี52ก็มี นายกวีไกรใส่เสื้อขาว กางเกงทหารร่วมกับทหารข่มขู่ปชชถือปืนร่วมกับทหาร ปีนี้ก้มีเสื้อขาวกางเกงทหารยิงๆๆ

10 เม.ษ 53

ภาพนี้ทหารสวนลุม19 พ.ค 53 กรรมตามสนองตนเองหน่วยหนึ่งฝังระเบิด อีกหน่วยมาไม่รู้ โดน!!!!!

กางเกงยีนนะจ๊ะ ชายชุดดำกลางวันนักข่าว กลางคืนนักฆ่า ภาพนี้ทหารโดนระเบิดมือตนเองขว้างไม่ไป สวนลุมไปฝังระเบิดไว้ เเรกๆๆระเบิดทหารเกลื่อนเขตทหารกันไว้ ต่มาปิดเครีย์ หลักฐานเก็บหมด …ทำนองวัดประทุมปิดจัดฉากใส่ร้ายอาวุธพระ..ทำให้หมดจนไม่มีหลักฐาน กับเผาเซ็นทัลเวริด์ เอง แล้วทำใหม่… กรรมตามทันสาธุ..ทหาไทยรเลวจริงๆๆ สม..มาร์คพาไปตายชายแดนเขมร ให้ขึ้นศาลโลก ต่อไปไทยเสียที่ทัพซ้อน สม..โง่ฆ่าปชชภูมิสรอลศรีษเกษ สุรินทร์ สาธุกรรมสนองกรรม …

ภาพนี้เอาภาพในกลุ่มเสธเเดง มาตัดต่อใส่ร้าย อาวุธไม่มีแม็ก  ออกในสื่อฟรีทีวี…นสพเนชั่ว ผู้จัดการ astv และเน็ตด่าเสื้อแดง ดูหมิ่น เหยียดหยาม ไม่สนไร กูสะใจ คนตายกูชอบเชียร์ให้ฆ่าคน…

สื่อ รัฐมาร จัดฉากจนตะเอง งง… เนอะ… ภาพนี้ชายชุดดำที่รัฐใส่ร้ายเสื้อแดง…

โพสท์ใน ข่าวสารและการเมือง | แสดงความคิดเห็น