13 พ.ค2556 วันพืชมงคลไทย…แต่เป็นวันสำคัญของเกษตรกรทั้งโลกเช่นกัน

14พ.ค2556 ข่าวประกาศการประชุมด้านการจัดการทรัพยากรน้ำเอเชีย-เเปซิฟิก ครั้งที่2

ประเทศไทยร่วมกับองค์กรหารือเรื่องน้ำแห่งเอเชียและแปซิฟิก (Asia-Pacific Water Forum) จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับผู้นำด้านน้ำแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ครั้งที่ ๒ (The 2nd  Asia-Pacific Water Summit: 2nd  APWS) ระหว่างวันที่ ๑๔ – ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๖ ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ ๗ รอบพระชนมพรรษา จังหวัดเชียงใหม่

การประชุมจะประกอบด้วย ๓ ส่วน ได้แก่ (๑) การประชุมระดับผู้นำ (Leaders’ Forum) วันที่ ๒๐ พฤษภาคม ซึ่งเป็นการหารือของผู้นำ รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง และผู้นำองค์การระหว่างประเทศ ในหัวข้อภาวะผู้นำและพันธะผูกพันเพื่อความมั่นคงด้านนำและการเผชิญภัยพิบัติด้านน้ำ “Water Security and Water-Related Disaster Challenges: Leadership and Commitment” (๒) การประชุมผู้เชี่ยวชาญ (Focus Area Sessions) วันที่ ๑๙ พฤษภาคม เป็นการหารือของผู้เชี่ยวชาญระดับสูงในประเด็นการบริหารจัดการน้ำในมิติต่าง ๆ และ (๓) กิจกรรมรณรงค์เสริมสร้างความตระหนักด้านน้ำ ระหว่างวันที่ ๑๔ – ๑๘ พฤษภาคม เช่น เวทีหารือเชิงวิชาการ (Technical Workshops) และนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ

การประชุมครั้งนี้จะเป็นโอกาสให้ประเทศในภูมิภาคแลกเปลี่ยนทัศนะและแนวทางในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการป้องกันและแก้ไขภัยพิบัติจากน้ำ ทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง โดยในส่วนของไทยจะได้เผยแพร่แนวพระราชดำริและพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในด้านน้ำ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากมหาอุทกภัยที่ไทยประสบเมื่อปี ๒๕๕๔

การประชุมครั้งนี้คาดว่าจะนำไปสู่เอกสารผลลัพธ์ซึ่งจะย้ำเจตนารมณ์ทางการเมืองให้ประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกตระหนักถึงความสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือด้านการจัดการทรัพยากรน้ำในภูมิภาค เพื่อเสริมสร้างการเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการและการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีที่จะช่วยลดความเสี่ยงและผลกระทบจากภัยพิบัติ นอกจากนี้ ยังอาจจะเรียกร้องให้ประเทศในภูมิภาคให้ความสำคัญกับการบรรจุแผนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตลอดจนส่งเสริมความตระหนักว่า การบริหารน้ำที่ดีเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งในการพัฒนาที่ยั่งยืน

ประเทศไทยได้เชิญผู้นำจากประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ๔๙ ประเทศ (รวมไทยเป็น ๕๐ ประเทศ) รวมทั้งรัฐมนตรี ผู้บริหารองค์การระหว่างประเทศ และผู้บริหารภาคเอกชน เข้าร่วมประชุมในเวทีที่เกี่ยวข้อง โดยเชิญประธานสมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ ๖๗ เป็นผู้กล่าวสุนทรพจน์หลัก ในชั้นนี้ ประมุขของรัฐและหัวหน้ารัฐบาลจาก ๙ ประเทศ อีกทั้งรองประธานาธิบดี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีจากหลายประเทศได้ตอบรับเข้าร่วมการประชุมแล้ว

13พ.ค2556

วันนี้วันพืชมงคล วันสำคัญของเกษตรกรไทยและทั่วโลกซึ่งทุกประเทศล้วนผึ่งพาอาศัยพิธีการนี้โดยมีประเทศไทยประเทศเดียวที่สืบสาน พิธีแรกนาขัวญซึ่งพระนารายณ์ในชื่อพระมหากษัตริย์ในครั้งนั้น (พระจันทร์)และพระเเม่อถิติทรงอวตารลงมามนุษย์โลกในยุคประเทศอินเดียทรงเป็นพระบิดาของ พระเเม่ลักษมีและมีพระวิษณุเทพเป็นราชบุตรเขย ในครั้งนี้พระเเม่ลักษมีเกิดในดินแบบโอปาติกะตอนทำพิธีแรกนาขวัญ โดยมีพระเเม่ธรณีเป็นพระมรรดารึแม่ซื้อ จนกำเนิดกฤษอวตารเกิดตำนาน เกาลพและพี่น้องอรชุน ประเทศอินเดียไม่มีพิธีนี้แต่อาศัยประเทศไทย ส่วนประเทศจีนก้มีหอทำพิธีอลังการงานสร้าง หากเป็นเกษตรกรไม่มีใครทอดทิ้งพิธีการทั้งแบบท้องถิ่นและชำนาญการในการวิจัยข้าวพัฒนาคุณภาพควบคู่กัน ประเทศอื่นเช่นญี่ปุ่นนำศาสนามาทำให้ประชาชนอยู่ดีมีสุขโดยเฉพาะเกษตรกร แต่ประเทศไทย นายก ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรกำลังลงมือทำตามแบบดีๆๆของประเทศมหาอำนาจ  ส่วนทวีปแอฟริกาเกษตรกรที่รอคอย กษัตริย์โจเซฟนั้น ก็คือ ทักษิณ ชินวัตรที่กำลังจะมีการสร้างทางน้ำไหล ทางน้ำเก็บกักให้เกษตรกรตามการรอคอยนั้นไม่นานเเอฟริกาจะมาร่วมกับอาเซียน+คงจะปลายปีนี้ที่บรูไน อาจจะมีทวีปอเมริกาใต้มาร่วมด้วยเพราะทุกทวีปก็เป้นเกษตรกรและปลูกข้าวกันทั้งนั้น ได้ข่าวว่าฟิจิก้จะมาประชุมเรื่องน้ำที่เชียงใหม่ 14-20 พ.คนี้มีนิทรรศการและเครื่องมือจากบริษัททั่วโลกเกี่ยวกับน้ำมากน้ำน้อย งานนี้ Happy กันทั่วโลกเลย กษัตริยฺโจเซฟในตำนานจะทำยุ้งเก็บข้าวรึไซโล ไม่ปล่อยน้ำมาท่วมประชาชนให้เดือดร้อน แต่จะปล่อยน้ำไปตามคูคลองให้ข้าวเติบโต น่าขำคนทำน้ำเห็นคลิปก็นึกว่าต้องล้มยิ่งลักษณ์ ชินวัตรจากน้ำในเขื่อนปล่อยมา เขาให้คิดบวกในทางดีต่อตนเองและคนอื่นไม่ได้ใช้ภาพยนต์มาทำลายคนอื่น อีกอย่างศาสนาพุทธของไทย ให้ทำดีคิดดี เช่นในอดีตเคยพระเจ้าอาชาติศัตรูฆ่าพ่อพิมพิศษลแต่ตอนนี้หากเกิดมาก้ต้องรักและดูแลพ่อแม่ดุจ กวางน้อยดูแลพ่อแม่ตาบอด ส่วนกษัตริย์ที่ฆ่าคนตายโดยการล่าสัตว์ ก็ไปดูแลพ่อแม่ของคนตายเนี่ยคือกฤษณะตอนพระแม่ลักษมีโกรธแล้วหนีไปบำเพ็ญเพียรภาวนากับฤษีที่ป่า จนลูกแฝดชาย2คนไปรบกับบิดาจนได้เจอกัน แล้วพระเเม่ลักษมีก็ขอกลับสู่สวรรด์โดยแม่ธรณีสูบกลับไป เพราะอธิษฐานไว้ไม่อยากเจอกับพระกฤษณะอีกเพราะไม่เชื่อใจพระนางสั่งให้ลุยไฟแสดงความบริสุทธิ์ตอนประชาชนสงสัยว่า แม่สีดาไม่บริสุทธิ์ ตอนพระเเม่สีดาถูกทศกรรณ์ลักพาตัวไป(ซึ่งก็คือพระบิดาของพระเเม่สีดาซึ่งเกิดจากพระครรภ์พระเเม่มณฑา แต่นำมาใส่หีบฝังดินไว้ดูว่าเป็นโอปาติกะ เพื่อให้กษัตริย์เมืองมิถิลาเอ็นดูพระนาง)นะเอง

y-cmkd2013 (3) ประชาชนไทยส่วนใหญ่สนับสนุนปาถกฐานายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร์ที่ประเทศมองโกเลีย จริงล้วนๆๆ

การไปมองโกเลียนั้นรัฐบาลมองโกเลียได้ทำหนังสือเชิญนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรเพื่อเป็นเกียรติในงานประชุมประชาคมประชาธิปไตย ซื่งประเทศน้องใหม่ผู้ที่กำลังจะวางรากฐานประเทศตนเองนั้นจะได้รู้ว่ามีขั้นตอนอย่างไร ทำอย่างไรถึงจะขับเคลื่อนประเทศก้าวข้ามความขัดแย้งนั้นไปได้อย่างมั่นคง ประเทศไทยในช่วงเกิดรัฐประหาร19ก.ย2549นั้นทั้งโลกร่วมกันต่อต้านรัฐประหารในครั้งนั้นรวมทั้งพรรครีพับรีกันนำโดย ปธ จอรท์ ดับเบิ้ลยูบุชและเวทีผู้นำมหาอำนาจโลกในเวทีโอเบค ณ.ประเทศออสเตเรีย ต่อเนื่องมาร่วมกับการขับเคลื่อนของประชาชนไทย แต่พรรคเดโมเเครตของปธ โอบาม่า สนับสนุนนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะซึ่งผลผลิตอันต่อเนื่องมาจากอำนาจเผด็จการรัฐประหาร19ก.ย2549 ในครั้งนั้น ด้วยเหตุนี้ การเชิญนายกยิ่งลักษณ์ ชินวัตรไปปาถกฐาพิเศษณ.ประเทศมองโกเลียนั้น คำกล่าวปาถกฐาได้มีการส่งไปยังประเทศมองโกเลียและผ่านการอนุมัติ ครมรัฐสภาไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โต้ตอบกันรวมทั้งแก้ไขมาหลายครั้งแล้ว   และทุกคำกล่าวในปาถกฐานั้นเป็นความจริงอันเจ็บปวดของประชาชนไทย ซึ่งต่อสู้กับเผด็จการทหารทั้งนำศพลากไป ล้างถนน เรียบร้อย สร้างเรื่องใส่ร้ายป้ายสีประชาชนเสื้อแดงมาตลอด ดังคลิปหน้ากระทรวงมหาดไทยเมื่อวันที่12 เม.ษ 2552 นายอภิสิทธิ์ มิได้อยู่ในรถคันนั้น แต่ก็ยังโกหกในรัฐสภาว่าตนเองอยู่ในคลิปจราจลซึ่งนำออกเผยเเพร่สู่สำนักข่าวทั่วโลก หลอกเขาจนระอา จบตายคาเวทีมาแล้วและนายทหารของกองทัพไทยเป็นคนใส่เสื้อแดงและทำร้ายรถยนต์ซึ่งคล้ายรถเบนซ์คันของนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รถคันนี้มี นาย นิพนธ์ พร้อมพันธ์ พรรคประชาธิปัตย์อยู่ในรถณ.เวลานั้น หวังจะฆ่าให้ตายปิดปากพี่เมียของนาย สุเทพ เทือกสุบรรณในบางเรื่องลับๆๆ เเต่ แกนนำเสื้อแดงนำโดย สุเทพ อัตถากร และอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง ผิดสังเกตเลยนำตัวนาย นิพนธ์ พร้อมพันธุ์ ออกมาจากรถคันนั้นส่งโรงพยาบาลก่อนโดนฆ่าตายจากนายทหารกลุ่มนั้นซะก่อน  และในปี2553นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะและพรรคประชาธิปัตย์ก็ยังคงเดินหน้าฆ่าประชาชนไทยต่อเนื่อง2ปีซ้อน และเมื่อมีการเลือกตั้งใหม่ นายก ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรเลยได้คะแนนถล่มทลายเพื่อมาบริหารประเทศในนามของประชาชนไทย โดยวิถีทางประชาธิปไตยอย่างสวยงาม ซึ่งในสายตาชาวโลกร่วมกันได้เห็นเรื่องราวสดตรงจากประเทศไทย 110ประเทศณ.มองโกเลียจึงต้องการรู้ปัญหาและอุปสรรคการผ่านวิกฤตนั้นและกำลังจะเติบโตเป็นประเทศที่11ของมหาอำนาจโลกนั้นประเทศไทยทำได้อย่างไร

trees-forest คนในประเทศไทยโดนสื่อมารปิดข่าวช่วงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะสั่งสังหารประชาชนไทย โปรดรู้ไว้ว่าทั่วโลกเค้ารู้ความจริงรายการสด อย่าตะแบงอีกเลย ไม่งั้นเค้าไม่มีประชาคมประชาธิปไตยเพื่อสกัดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์หรอก

ประชาชนไทยส่วนใหญ่เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์หมดความชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตยรับใช้เผด็จการมาโดยตลอด พลเอกเปรม สั่งแทนคุณเป็นสส กกตก็ยกมือซ้ายมือขวา ดั่งคนบ้ารับใช้ให้ทันที แทนคุณเปรม ปลดเก่ง การุณออกเพียงเพราะว่า…พลเอก เปรมชอบอี้เเทนคุณ..ทำให้เขาเป็นสุข น่าอดสูใจ กกตไทย ค่าตัวพวกเขาก็แค่เเมงดาประเทศไทย เเทนคุณ แทนคุณท่องดังๆๆสั่งสมุนคุณเพราะพลเอกเปรมชอบ ทั้งรักทั้งหลงทั้งตามใจ สุขสุดใจในอ้อมกอดเธอ อี้ แทนคุณ คนรักของท่านละเนี่ย ตอนนี้ทั้งวิสิทธิ์ เดชกุญชร ,แก้วสรร อติโพธิ์ พรรคประชาธิปัตย์ แม้นายอี้เอง ก็ไปละลาน แสดงละครอย่าทำร้ายผมเหมือนคนบ้าหลังคาแดง ทั้งพรรคประชาธิปัตย์และผู้สนับสนุน งานนี้ ชนส่วนน้อยคนภาคใต้นักประจบสอพลอ ทหารเองก็ไปเปล่าหูพระสงฆ์ แต่ก่อนด่าพระไม่สำเร็จ ข้อหาคอมมิวนิตย์ ใส่ร้าย แกล้งสารพัดตอนนี้นำเงินจากธนาคารอิสลามมาปรนเปรอพระสงฆ์ให้เมามันในการ เป่าหู ศาสนาพุทธ ต้องระบุศาสนาพระจำชาติ ด้านสัมนาวันอาทิตย์ นายพลสายวิริยังก็ มาค้านนั้นนี้โครงการของพรรคเพื่อไทย คือทหารกลุ่มนี้น่าจะตีนยำออกจากศูนย์พิทักษ์ได้แล้วแถมค้านการเจรจา กลัวเขาจะบอกว่าอยู่เบี้องหลังละซิ  ไม่เจรจาจะรู้ใครเป้นใครได้ยังไง ต้องค่อยทำค่อยตัดคัดออก ใครโกหกตอแหลเดียวรู้สักวัน นะตบตาพระซะเปื่อยขิงแก่สมุนคมช เเปลงร่างหลายหน้ากาก  แต่ก่อนพาพระเย้วๆๆหน้ารัฐสภา ทาสคมชแฝงมาในรูปแบบต่างๆๆของขิงแก่ทั้งหลาย ก็คมชเอามัสยิดไปวางไว้เพื่อโรฮิงญามาฆ่าคนไทยออกลูกหลานเต็มอยุธยา อ่างทอง กรุงเทพ ระยอง พิษณุโลก นครสวรรค์ ฆ่าคนไทยนำมาม๊อบโน่นนี้นั้นโรฮิงญาสวมรอย ต่อไปพรรคประชาธิปัตยได้สสเเบบเสาไฟฟ้าภาคใต้ เชื่อเถอะ อี้เเทนคุณได้ สส เขตดอนเมือง เจ็หน่อยก็คนของเปรม คมช ขิงเเก่ เธอจะลงรึค่ะ หากเธอจริงใจต้องลง สส พรรคเพื่อไทยในครั้งนี้ มาช่วยกันตอนตกทุกข์ ได้ยากนี้ NOWไม่ต้องเอาคุณปุ่นมาแทนหรอก คุณปุ่นไปได้สวยในตำเเหน่งเดิมอยู่แล้ว อันที่จริง สสกำเเพงเพชรที่แต่งงานกับลูกสาวศัตรูน่าจะอันตรายที่สุด ผัวเมียแบบนี้ พรรคเพื่อไทยน่าเป็นห่วงศึกภายในนี้เเหละ โฟนอินทักษิณ ทีไร นักข่าวศัตรูรู้หมดได้ไงน่าจะมีหนอนใส่ใน นะทั้งศึกนอกศึกใน ศาสนาพุทธดีอยู่แล้ว หาบรรจุในรธนนี้ต่อไปมุสลิมมาแบบเนปาลแน่นอน เพราะUN ไม่เคยช่วยประชาชนไทยเลยยามเราโดนฆ่าแม้กระทั่งทุกวันนี้ มีแต่โรฮิงญานั่นโน่นนี่????

hp (2)ยึดโยงชั้นจาตุมหาราชิกาและกำเนิดพระเเม่ลักษมี(เทพีแห่งความร่ำรวย)เมืองมิถิลา ประเทศอินเดีย

แต่UNเป็นตัวชงให้ศาสนาพุทธบรรจุในรธนไทยสอดคล้องกับทหารนอกราชการซึ่งไปเป่ากระหม่อมพระสงฆ์ทั้งในและนอกประเทศไทย แค่ทอสอบภาคใต้พระสงฆ์ยังไม่ใช้ศาสนาพุทธให้เป็นประโยชน์ให้มีเจโตวิมุติ รู้กลนอกกลลวงไส้ศึกนอกศึกใน เช่นเจ้าชายอุทุมพรรึพระมหาโชติท่าน ทำอย่างไรสกดระเบิดได้ ทำอย่างไรจะอำพรางตัวจากศัตรูได้ เพื่อให้รอดจากการโดนฆ่าตาย และแทนที่จะเข้าหามุสลิมคนไทยด้วยกัน ดันเป็นCIAให้ทหารเเถมอาวุธครบมือ แค่เข้าสมาธิรึนอนก็ตายแล้วใครฆ่าละก็มีแต่พระสงฆ์กับทหาร พระสงฆ์กลัวตายได้เรอะ นาลันทาชอบมาอ้างจัง ก่อนนั้นเจ้าแม่กวนอิมนำมาเก็บไว้ที่ประเทศจีนใช่ไหม จนวันนี้รื้อฟื้นวิชามาให้เข้าใจจนบรรลุตามกันหลายชุดแล้ว หากรุ่นพี่ไม่อธิบายให้เข้าใจรุ่นหลังจะบรรลุธรรมจนประเทศไทยก้าวหน้ารอดเร็วอย่างทุกวันนี้รึ พระสงฆ์นาลันทาท่านวิ่งหนีรึเปล่า ท่านก้ตายคาวัด และใครกันไปสร้างวัดขึ้นใหม่หากมิใช่คนเก่าในรุ่นสมัยนั้นมาทำ พร้อมสายใยพิเศษจากเลือดในกาย ของชาวอิสานสายผู้สืบสานพุทธธรรมหลอกรึ ลำพังหลวงปู่มั่นและศาสนุศิทษ์ ทางประเทศอินเดียจะต้อนรับรึค่ะ หากมิใช่สกุลหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์ยุคนั้นมาเกิดที่เมืองไทย เทวดาก็เปิดทางสดวกให้ทันทีก็สมบัติเดิม ป้ายอาญาสิทธิ์ติดที่หน้าผากมาน่ะ เมื่อมีกรณ๊10เม.ษ52,53 19พ.ค53 จึงสอนธรรมมะแบบสังเขปให้รุ่นต่อรุ่นจนแตกฉานฉลาดเร็ว เสื้อแดงได้รับการสอนว่าทุกๆๆคนตายได้ทุกวินาที 2013พวกเราเลยไม่สนเเผ่นดินจะไหว ตายได้ตลอดเวลาจากการเห็นการตายกลางเมืองงานนี้ทั่วโลกเลยซูฮกคนไทยมากจุดนี้ เพราะเรียนพร้อมเสื้อแดงร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาจนได้ธรรมารสอันยอดเยี่ยม เมื่อมีพระพุทธองค์อยู่ในใจเสมอ ก็หลุดพ้นจากพันธนาการทั้งปวง นำอริยสัท4มรรค8มาใช้ในชีวิตที่เหลือ อย่างมีความสุขที่สุด เพราะมีที่ผึ่งแล้ว บุตรของพระองค์ศาสดาต้องทุกลมหายใจตายได้ทุกเมื่อ เมื่อไม่ตายก็ต้องทำตนให้มีประโยชน์ต่อชุมชนและประเทศชาติ จนวาระสุดท้ายของชีวิต แล้วจะมีใครสกิดใจอะไรไหมว่าท่านโดนคมชหลอกเอาแล้วน่ะ…งานนี้ซับซ้อน หลักของการเกิดบนโลกนี้ก็คือต้องทำตนให้เป็นลูกไก่ พ้นโลกนี้ไปด้วยสัมมาทิฐิ วันก่อนพระสงฆ์พูดออกทีวีว่าคิดบวกอาจไม่ถูก โอ้เเม่เจ้า…สัมมาทิฐิแล้วมรรค8แล้วนะจะผิดได้อย่างไร ทำอะไรก็สำเร็จละคนฝึกสำเร็จน่ะนะ เจอใครๆๆก็โปรยเงินแสนเงินล้านให้ ร่ำรวยกันด้วยเหตุนี้คนภาคใต้จึงไปหาพระดังๆๆรวมทหารเพื่อมีลาภมียศตามโลกธรรม8 แต่คนศาสนาพุทธจริงๆๆเขาฝึกละนะค่ะ ยิ่งละยิ่งยิ่งใหญ่ ช่วยคนได้เยอะมากมิใช่แค่โลกใบนี้ จักรวาลต่างๆๆด้วย เทคโนโลยี่ก้าวหน้าอะไรต่างๆๆพัฒนามิใช่คนจักรวาลอื่นๆๆมาบอกมาสอนหรอกรึน่าจะสกิดใจนะพ้นโลกนี้ไปก็เจอจักรวาล อันนี้อยากให้ทำกัน หากละลายขันธุ์5ได้ สวดมนต์ภาวนา โยนิโส แล้วจะล้างร่างกายสเเกนสะอาดโรคภัยในกายในจิตจะหายไป และหนุ่มสาวสวยงามอมตะโดยไม่ต้องกินยาอะไรเลย

hpเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกาจะบอกทางถุกตอนช่วยกัณหา-ชาลีพ้นจากชูชกจนพบเสด็จตาเสด้จยายในที่สุดในเรื่อง เวสันดรชาดก

ใครคิดร้ายก็โดนตนเองทำกรรมไหนได้ อันนั้น วิสาขบูชาไม่ต้องเสียเงินรัฐฐาลสักบาท ละลายไปแล้วได้อำไรไหม เอาตัวคุณให้ได้ธรรมรสเถอะ วัตถุนิยมกันจนน่าเบื่อหน่าย นักหากินกับพิธีการ เอาเป็นว่าประเทศไทยมีคนไทยเป็นฐานให้ชาวโลก ใครจะไปจะมาหัวโขนอันไดนั้นไม่ต้องสนใจ แบงค์ชาติเป็นวิญญานนางนาก ออกจากร่างกายประเทศไทยเขาทำตนเองก้ให้เป็นไป นะพ่อมาก กระทรวงการคลัง เรามาทำมือกันร่างกายคือเรา เเบงค์ชาติคิดว่า เขาหาเงินมาเองของพ่อแม่เขา ให้เขาทำไป หัวขาดเหมือนผีประเทศไทยถือหัวหลอกชาวบ้างหัวที่ขาดนั้นคือแบงค์ชาติ มีที่ไหนนะ เเยกส่วนบริหาร ขำกลิ้ง เงินของใครหามากันแน่นะ เห็นประชาชนไทยเป็นทาสตลอดกาล เชอะ …อย่าได้แคร์ งานนี้ต้องมาคิดใหม่อาการประหลาดของประเทศไทยนี้ ของแปลกเเละเน่าชอบเหมือนพวกผีปอบเลย ว่ามะ เราคนไทยต้องทำมาหากินนะอยากได้อะไรให้ช่วยกันสร้างประเทศของเราช่วยกันนะต่อนี้ไป อย่าไปหวังวิญญานทรงเจ้า…เขาช่วยกันสร้างขึ้นเช่นให้อี้แทนคุณเป็นสส อภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี เราก็ไปหลงกลรธนเกมส์เเม้ ตุลาการศาลรธนเพิ่งเกิดปีพ.ศ2540แต่ก่อนมีแต่ศาลยุติธรรม หารู้ไม่ประชาชนเขาขำทั้งกกต ปปช สตง อมราองค์กรมนุษย์เก้ๆๆ ทุกอย่างล้วนหลอกลวง แม้คอมมิวนิตส์ นักศึกษาหนีเข้าป่า จนมาแดงสยาม ทำให้สับสนมั่วๆๆไปตามเกมส์อำมาตย์ แม้ศาสนามีกรมศาสนามีศูนย์พิทักษ์ เงินโยนให้ม้า2ปาก ซ้อนๆๆกันเสมอ แล้วประเทศได้อะไร พัฒนาได้ไหมในการนี้ เอาละปรับตนใหม่ เด็กๆๆเรียนหนังสือ มาช่วยคุณพ่อแม่ท่านแก่เฒ่าให้มีความสุขที่เป็นเด้กดีและช่วยทำงานมีรายได้ พาไปนั่งรถไฟฟ้านะ สัญญานะรุ่นใหม่จะรู้ผิดชอบชั่วดีและหลบหลีกอันตรายต่ออนาคตตนเอง เอาให้ก้าวหน้าไปมีความสุขไปแบบสังคมไทยทำให้ปลอดภัยจากทุกส่วนภาค หน้าที่ใครตรงไหน ทำเลยค่ะ วินาทีนี้!!!!

โพสท์ใน ข่าวสารและการเมือง

คำสั่งมัดตัวนรม(นายกรัฐมนตรี) อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อวันที่10เม.ย2553 สลายชุมนุมโดยศอฉ

คำสั่งมัดตัวนรม(นายกรัฐมนตรี) อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อวันที่10เม.ย2553 สลายชุมนุมโดยศอฉ.ซึ่งมีนาย สุเทพ เทือกสุบรรณเป็นหัวหน้าปฏิบัติการกับทหารกลุ่มหนึ่งโดยการใช้กระสุนจริง หลังพลบค่ำทำให้ประชาชนบาดเจ็บกว่า2000คน ตาย91ศพ ตราบาปของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะและกลุ่มผู้สนับสนุนทุกๆๆคน

 

pma-vkppt

เสื้อแดงช่วยดูแลทหาร 10 เมษา 53 แต่มันก็ตีประชาชนและฆ่าตายแม้กระทั่งร่มเกล้าเสื้อแดงก็นำไปส่งโรงพยาบาลให้แต่เมียมันเนรคุณนางบาป2013 นิชา (หิรัญบูรณะ) ธุวธรรม ผัวตายคนเดียวมันก็คืออีบ้า เมียทหารผัวไปทำงานตายได้ทุกวินาที มันเสือกไม่รู้การเป็นเมียทหาร แล้วประชาชนไทยตายกว่า99ศพ บาดเจ็บร่วม2,000คนด้วยคำสั่งนายกรัฐมนตรี อภิสิทธุ์ เวชชาชีวะ คนที่สภาวะจิตไม่ปกติ 2สัญชาติแถมไม่มีใบสด9 เพื่อมาร่วมเกรรฑ์ทหารรึใบผ่อนผัน(นางนิชา (หิรัญบูรณะ) ธุวธรรม ควรจะรู้ว่าผัวตนเองตายจากคำสั่งของคนบ้ามากกว่ามาแกล้งบ้าไม่หยุดจนทุกวันนี้)ละ ฟ้องค่าเยียวยาจากนาง นิชา ธุวธรรมได้ไหมหากเธอไม่หยุดเลว และพรรคประชาธิปัตย์ควรจะออกมารับผิดชอบ แทนที่จะใช้สตรีบ้าเพราะผัวตายแค่ไปทำงานตามหน้าที่ทหาร และร่อนจดหมายประจานความเลวของตนเองในครั้งนั้น 

12พ.ค2556 นายอี้ แทนคุณ ก่อเรื่องไว้มากมายทั้งโกหกตอแหล เคยนำมวลชนถวายฏีกาขอนายกรัฐมนตรีไทยม.7จนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตอบว่านายกรัฐมนตรีม.7ไม่ใช่ประชาธิปไตยมาแล้ว แถมเป็นนายแบบโชว์ร่างกายชายว่อนอินเตอร์เน๊ต ไม่สมควรส่งลงสมัครผู้แทนราษฏร์เขตดอนเมือง ประชาชนไม่เอามาตั้งหลายครั้งน้ำท่วมก็ก่อเรื่องไว้มากมาย เห็นหน้าก็รู้ไซด์แล้วน่าจะอายตนเองบ้างไอ้เวร แก้ผ้าโชว์…ยังหน้าด้านจะเป็นสส ผู้ทรงเกียรติ ไม่เจียมกระลาหัวซะบ้าง รัฐสภาไทยมิใช่ของเล่นพวกคุณนะ..พรรคประชาธิปัตย์

9พ.ค2556 ชวน…ประชาชนไทย Believe..Thai PM yingluck shinawatra We will go together.

9พ.ค2556 วันนี้ประเทศไทยกำลังสลัดคราบเผด็จการทหารซึ่งเเฝงในระบอบประเทศไทยมากว่า60ปีไม่มีอะไรก้าวหน้านั้น เมื่อประชาได้ช่วยกันนำพาไปประเทศไทย ผลักดันให้สื่อมวลชน ม๊อบข้างถนนโน้นนั่นนี้ ฝ่ายนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์ รวมทั้งผู้ว่าราชการสุขุมพันธุ์ บริพัฒน์ ได้วางตัวให้เหมาะสมกับเป็นพ่อเมืองหลวง ประเทศไทย ดูแลประชาชนไทยให้ได้เข้าสู้ วิถีทางประชาธิปไตยสากลตามที่ได้เล่าเรียนมาประเทศเเม่เเบบนั้นให้ถูกต้อง ทางภาคใต้คงจะต้องค่อยๆๆเจรจาไป,กวาดล้างคนผิดตามขบวนกฏหมาย ศาลรัฐธรรมนูญและสมุนนักกฏหมายศาลฏีกาแผนกนักการเมือง ศาลอาญาศาลรธน ศาลปกครอง ยังดื้อดึง แบงค์ชาติก็พยายามขัดขวางไม่ให้ประชาชนไทยมีรายได้ เพื่อจะได้ไม่มีเงินไปเข้าแถวเพื่อซื้อพันธบัตรรัฐบาลเวลาออกหุ้นกู้ 2ล้านล้านบาทเพื่อโครงสร้างพื้นฐานประเทศไทยเชื่อมโยงโลจิสติกประเทศไทย-สู่อาเซียน -ประชาคมโลก พวกพรรคประชาธิปัตยและแก้งส์ชูชกมันไม่รู้ว่า การกู้ประชาชนไทยนี้เงินยังมิมีขึ้นณ.เวลานี้ ประชาชนเป็นเจ้าของเงินกู้อนาคตนี้ มันน่าไม่อายตายยกรัง ออกตัวกันแรงหน้าหนาตราช้าง คริ คริ ประชาชนไทยไม่ต้องการให้ลูกสาวรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรไปกู้แบ็งค์ชาติเอาภาษีคนส่วนใหญ่ของประเทศไทยมาใช้(เอาเงินแม่ประชาชนกลุ่มคิดบวก แม่จะทำงานช่วยเจ้านะลูก) แต่เอาเงินคนซื้อพันธบัตรซึ่งสมัครใจร่วมลงทุนกับรัฐบาลไทยสำหรับโครงการวางรากฐานประเทศไทยนี้ ซึ่งประชาชนภาคเหนือ,อิสานจะต้องมีหุ้นส่วนทุกคนเพื่อเป็นเสาหลักอันมั่นคงให้รัฐบาลไทยได้เดินหน้าต่อไปไม่สะดุด  ในระหว่างนี้พวกเราจะต้องมาหาหนทางทำอย่างไรให้ประชาชนมีเงินรายได้เพียงพอจนกว่าจะเปิดโครงการขายพันธบัตรรัฐบาลสำหรับโครงการพื้นฐาน ซึ่งรัฐบาลไทยจะกู้ประชาชนไทยทีละช่วงๆๆทำไปใช้นี้ไป หารายได้ไป แบบเรือล่มในหนองทองจะไปไหน แต่ต้องหาวิธีกันแบ็งค์ชาติอย่ามาทำพัง  แบบสมัยนาย ชวน หลีกภัยIMF

trhs

สำหรับการท่องเที่ยวนั้น ชาวต่างชาติเขาเงินหนาพอพวกเขานิยมเดินไปหัวหินและทุกสถานที่รถไฟฟ้าพาไป กับคนไทยเองสมัยนี้แม้การเดินทางโดยรถทัวว์ รถยนต์ส่วนตัว เครื่องบินโดยสารเก็ยังต็มตลอด ระบบการเงินตอนนี้มันฝืดนะมิใช่เฟื้อ เพราะประชาชนไม่นำมาออกจับจ่ายใช้สอย จากเงินบาทเเข็ง แช่แข็งประเทศไทยโดยแบ็งส์ชาติของแท้ ดอกเบี้ยสูงแบบนี้ก็ต้องทำเงินซะหน่อยน้ำกำลังขึ้นต้องรีบตัก คนจนใครจะไปซื้อเครื่องจักร,สินค้าต่างชาติละคะ ค่าครองชีพมันไม่พออาหารตามสั่งหน้าบ้านดิฉันยัง40แล้วตอนนี้  อีกอย่างชนส่วนน้อยพลพรรคประชาธิปัตย์,สื่อมวลชนและคนไม่ชอบพรรคเพื่อไทยก็ไม่ต้องมาซื้อพันธบัตรในโครงการวางพื้นฐานโลจิสติกนี้นะะ จะได้ไม่กล่าวหาว่าเอาภาษีพ่อค้าเวิ้งเกษมซื้อมาผมก็ขายไป คนเอาไปขายกำไรเท่าไหร่ก็ชั่ง แบบพวกคุณไม่สนไม่แคร์ เงินคนซื้อเฉพาะการนี้เขากำลังจะร่วมใจกันช่วยสนับสนุนรัฐบาลก็มีเยอะนะค่ะมิใช่เงินบาปของพวกคุณ โปรดเข้าใจซะใหม่ งานนี้พรรคประชาธิปัตย์เขาเต้นแร้งเต็นกาเพราะไปซื้อที่ดิน …เข้าเวรรอรวย…แต่รถไฟฟ้าไม่ผ่าน ก็ซวยไปเลยงานนี้ ฮากลิ้งลิงกะหมา หุ้นที่กำไว้ก็ล้มทั้งในยุโรป อเมริกาก็พัง ภาคใต้ไม่สงบเราก้ยังไม่ลากลงไปหา เอาให้เข้าใจก่อนความปลอดภัยไม่มีใครจะไปละ ชิมิ ลากไปพม่า อินเดีย อาหรับ ยุโรป รัสเซีย-จีน เวียดนาม ลาว เขมร เกาหลี ญี่ปุ่น รัสเซีย แค่เนี่ยก็รวยแล้วค่าพี่น้อง…โปรดอย่าโดนเขาหลอกอีกแล้วนะ ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ อดทนๆๆไว้ค่ะณ.วินาทีนี้ต้อง…

Believe..Thai PM yingluck shinawatra เท่านั้นนะค่ะ win win win …we will go together.

จบแล้วนะค่ะทิศทางประเทศไทยเหลือแต่พวกสะเก็ดเผด็จการผลพวงจากรัฐประหาร 19 ก.ย2549ให้ระบบประเทศไทยเขาทำงาน ใครอยู่ตำเเหน่งไหนก็ทำซะนะค่ะ จัดเเถวyes sir !!!!  เลย ถักทอไหมร้อยใจประชาชนไทย…ก้าวสู่ประชาคมโลก สู้ สู้ สู้

sdk2553 (19)

7 พ.ค2556 ตุลาการศาลระบบยุติธรรมไทย ท่านทำอะไรอยู่ จึงให้ประชาชนไทยบาดเจ็บล้มตายซ้ำซาก99ศพบาดเจ็บร่วม2000คนจากผลงานทหารกลุ่มหนึ่งกับรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นอกจากขังลืมพวกเขาตามขบวนการสมคบคิดทั้งขบวนการศาลระบบความยุติธรรมประเทศไทย สื่อมวลชนไทยรวันดา…สื่อสั่งตาย หลอกล่อให้คนอิสาน-เหนือไปตายโดยการเป็นทหารเกรณ์ นำไปเตะ ถีบและโดนระเบิดตายภาคใต้ ซ้ำซาก กลุ่มชนขบวนการอำมาตย์หากินกับประชาธิปไตยนำคนมาตายเรื่อยๆๆ ด้วยม๊อบโน่น นั่นนี่ ขัดขวางทางเจริญของประเทศไทยทุกรูปแบบ ทั้งที่2013หากพรรคประชาธิปัตย์เดินทำชั่วทั่วราชอาณาจักรแล้ว ต้มตุ่นนักธุรกิจ แม่ยก ทหารไทยโง่ๆๆ ไม่ได้แล้ว หากพวกเขาเหล่านี้คศ.2013ยังไม่หยุดทำชั่วอีกร่วมกับขบวนการยุติธรรมไม่ทำหน้าที่ แก้ไขให้ประเทศไทยให้เกิดความสงบ สันติสุขแล้ว แผนขั้นสุดท้ายของพวกเขาเหล่านี้ก็คือ…นำคนมาตายหมู่มากซ้ำซาก แบบ3ชายแดนใต้โมเดล หากในปีค.ศ2013นี้ใครอยู่กลางแจ้งจะโดนพิษจากอากาศ ทั้งไวรัสโปรยระบาดทั่วโลก เพื่อให้คนบนโลกน้อยลง ซึ่งเป้าหมายโปรยไวรัสทำลายประเทศจีนกำลังล็อคเป้า แต่ก่อนหวัดซ่าส์ ประเทศไทยไข้หวัดนก เวียดนามปากเปลื่อยเท้าเปลี่ย เพื่อหวังสกัดความยิ่งใหญ่มหาอำนาจโลก ขั้งอำนาจใหม่ตามการจัดระเบียบประชากรโลก ณ.ต่อนี้ไปต้องอยู่ในอาคาร ใส่เสื้อกันลมกันฝุ่น หลบหลีกการเผชิญหน้าจากแสงอาทิตย์อุลตร้าไวโอเลตอันเจิดจ้าซึ่งร้อนเป็น2เท่าของระดับปกติ ประชากรที่ม๊อบโน่นนั้นนี้ จะป่วย โง่ จน เจ็บ ตอนประชาชนไทยจราจลโดนกระทำจากกลุ่มแพ้แล้วพาล กติกาไม่สนกูจะเอา แถมพ่อแม่ตามใจอีกตะหาก ระบบศาลยุติธรรมท่านไปอยู่ซะที่ไหนค่ะ สส.พรรคประชาธิปัตย์เองนั้นแม้กระทั่งข้อบังคับการเขียนเช็คของเงินบริจาคเข้าพรรคเกิน ก็ยังทำไม่เป็น นักกฏหมายเต็มพรรคซะขนาดนั้น พวกเขากลับมักง่ายโอนเงินเข้าพรรคเลย ประดุจว่าแบงค์ประเทศไทยเป็นดังผู้จัดการการเงินส่วนตัวของพวกเขา

sdtk2553 (3)19พ.ค2553เก่งเหลือเกินแม่คุณ

นอกจากมีศาลรธน ศาลปกครอง ศาลอาญาส่วนตั๊วนะตะเอง???? นิสัยของพวกพรรคประชาธิปัตย์ ขี้แล้วให้คนอื่นกดชักโครกให้ซะเคยตัว ขนาดง่ายๆๆแค่ตนเองต้องดูแลงานตนเองแค่นี้ยังทำไม่เป็น ระเบียบบริหารพรรค ระเบียบวินัยนักการเมืองประเทศไทยก็ไม่รับผิดชอบ ส่วนบริหารงานยิ่งปัญญาอ่อน  ม๊อบพันธมิตรไปยึดสนามบิน ทำเนียบเพื่อชิงแผนพัฒนาประเทศมาแล้วไง ทำไม่ได้ทำไม่เป็น ลอกข้อสอบเขามา เวลาผู้ร่วมทุนสัมภาษณ์ก็ตอบไม่ได้สักอย่าง ก็ไปปล้นโครงการเขามารถไฟฟ้า ต้องชัชชาติ สิทธิพันธุ์ตัวจริงโว้ย และยังมีอีกหลายคนในพรรคเพื่อไทยแผนงานพัฒนาประเทศไทยนั้นมาจากสมองโว้ย พรรคประชาธิปัตยที่ผ่านมาไม่ชอบใครก็เอาปืนไปยิงประชาชนเต้าแค่พวกเขาคิดต่าง ทำให้ประชาชนไทยตายซ้ำซากมาตั้ง2ปี พวกท่านหน่วยงานในระบบยุติธรรมประเทศไทยท่านไปอยู่ที่ไหนเวลาคนไทยร้องไห้ ทหารฆ่าคนไทยตาย ลากศพไป ใส่ร้ายป้ายสีพวกเขา ศพได้มา99ศพให้ได้มาเผา บาดเจ็บอีก2000คน สูญหายอีกจำนวนมาก…ณ.วันนี้ท่านควรจะทำอะไรเพื่อปกป้องประชาชนไทยร่วมชาติบ้างแล้วรึยัง…รึท่านจะนิ่งเฉยเหมือนที่ผ่านมา????เพราะกูไม่เดือดร้อนอะไร(จากเงินภาษีของคนเจ็บคนตายในภาพนี้ที่ร่วมกันจ่ายภาษีเป็นเงินเดือนให้ท่านสุขสบาย )

ผลงานอัปยศ2552-2553 พรรคประชาธิปปัตย์ ท่านตุลาการระบบยุติธรรมประเทศไทยท่านอยู่ณ.ที่ใดในวันที่ประชาชนไทยร้องไห้

ppt2553 (1)ppt2553 (2)ppt2553 (3)ppt2553 (4)ppt2553 (6)ppt2553 (7)p0101220553p3 ppt2553 (8) ppt2553 (10) ppt2553 (11) sdtk2553 (1) sdk2553 (6) sdk2553 (7) sdk2553 (3) sdk2553 (16) ppt2553 (12) sdk2553 (11) sdk2553 (12) sdk2553 (1)

คณะรัฐประหาร19ก.ย2549หน.กลุ่มRKKนักฆ่าประชาชนไทย

sdk2553

nicha-sdk2553 (21)

เมียพลเอกร่มเกล้า ธุวธรรม”นางนิชา หิรัญบูรณะ”นางบาป2013โกหกทีไรปากของเธอจะยื่นออกๆๆหน้าของเธอก็จะบิดเบี้ยว ต่อไปน้ำเลือดน้ำหนองของเะอจะเฟะ ตายทั้งเป็น เนี่ยอาการของกรรมเธอทำเองจับตาดูบาปของเธอ กลุ่มนางจริญญามาร

rkk (2)rkkพลเอกร่มเกล้า ธุวธรรม

RKK d0e26f55c225f873ef6697dd1075b075

โพสท์ใน ข่าวสารและการเมือง

5พ.ค2556 ทิศทางประชาชนไทย

23กพ.2558 ทิศทางประเทศไทยตอนนี้ ทหารพยายามทำแบบเหมียนม่าห์ ให้พระสงฆ์ออกมาจะได้ปราบปรามแบบทำกับคนเสื้อแดงมาแล้วกำจัดเสี้ยนหนามทางศาสนาลงต่อไปไม่มีศาสนาพุทธในประเทศไทยเป็นมุสลิมประชาธิปไตยแบบประเทศอินโดนีเซีย ,อินเดีย

5พ.ค2556 สำนักราชวังแจงข่าวพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่่หัวทรงพระประชวร ดำเนินการให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเสด็จบรวงสรวงและทำบุญวันฉัตรมงงคลณ.วัดพระศรีรัตนศาสดาราม งานนี้สมเด็จพระเทพรัตนสุดาสยามราชกุมารีพร้อมพระชายา หม่อมเจ้าศรีรัชตามเสด็จณ.โอกาสนี้ด้วย

cmkd2556y-cmkd2013 (7) y-cmkd2013 (6)

ส่วนเย็นวันเดียวกันรัฐบาลไทยนำโดย นายกยิ่งลักษณ์ ชินวัตรพร้อมคณะรัฐมนตรี ฑูตานุฑูตประเทศต่างๆๆ อัยการศาลสูงสุด หน.ฝ่ายนิติบัญญัติ หน.ทหาร ตำรวจ4เหล่าทัพ  องค์มนตรี ร่วมงานสันนิบาตสโมสรเฉลิมฉลองวันขึ้นครองราชสมบัติ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลเดช ส่วนประชาชนไทยและชาวเขาเผ่าต่างๆๆในประเทศไทย พร้อมทหารทุกเหล่าทัพเฉลิมฉลองที่ลานพระบรมรูปทรงม้า และทุกจังหวัดก็มีงานเฉลิมฉลองวันฉัตรมงคลด้วยเช่นกัน

cr1c-tr

กระหรี่คำที่นาย ชัย ราชวัตรคอลัมภ์นิตส์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐโพสต์ในเฟชบลุ๊ค…ด้วยข้อความอันเป็นเท็จทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย…ผู้นั้นก็คือ นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรผู้ได้รับการโปรดเกล้าจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลเดช,ได้รับการแต่งตั้งจากพระบรมโอรสธิราชตำแหน่งนายกองใหญ่พิเศษ,ได้รับเครื่องราชชั้นปรมาภรณ์เป็นกรณีพิเศษ ในราชวงศ์จักรี ราชอาณาจักรไทย

y-2

4 พ.ค2556 นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ส่งทนายฟ้องชัย ราชวัตร คอลัมนิสต์ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ หมิ่นประมาท ซึ่งนาย ชัย ราชวัตรทำตัวไม่เหมาะสมในการใช้อำนาจสื่อปากกาในมือในทางทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย  งานนี้หมองูตายเพราะงู อันที่จริงพวกนี้ด่ากระหรี่เร่ขายตัวนะหวังหวังกระทบชิ่งหม่อมศรีรัช พระวรชายาตะหากเพราะวันที่5พ.ค2556จะมีงานสโมสรสันนิบาทณ.ทำเนียบรัฐบาล ในงานนี้จะมีสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชพร้อมพระชายานำเสด็จเหล่าวงศ์สานุวงค์ ร่วมด้วยเหล่าทหารไทยทุกกองทัพ และฑูตต่างประเทศที่ประจำในประเทศไทย(ส่วนมากเป็นประเทศในระบอบประชาธิปไตยส่วนใหญ่) ส่วนตอนเช้าวันที่5พ.ค2556 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพร้อมพระราชินีและพระบรมวงศ์านุวงค์ทำบุญวันเฉลิมฉลองการขึ้นครองราช วันฉัตรมงคลพร้อมสักการะสิ่งมงคล5อย่าง รวมทั้งการทำบุญแด่บรรพบุรุษประจำทุกๆๆปีณ.พระบรมมหาราชวังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ส่วนลานพระบรมรูปทรงม้าก็มีทหารหลายเหล่าทัพจัดงานเฉลิมฉลอง 5พ.ค2556วันฉัตรมงคลด้วยเช่นกัน

y12y7y-01

ส่วนศาลรธนและสาวกพรรคประชาธิปปัตย์สื่อสาวกผู้สนับสนุน พระองค์เป็นเช่นบิดามารดรของประเทศไทย ให้เข้าเฝ้าพระองค์ในฐานะรัฐบาลส่งขึ้นไปเพื่อเป็นเกียรติเเก่วงศ์ตระกูลท่าน แต่มิได้ให้อำนาจไปทำสิ่งใดนอกกรอบอำนาจหน้าที่ของตนเอง  ในขณะที่พ่อป่วย รับสั่งว่าศาลรัฐธรรมนูญณ.16มิ.ย2551ชั้น14โรงพยาบาลศิริราชว่า ที่ทำผิดก็ผิดมาแล้วต่อไปท่านทำผิดเรา(พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ผิดด้วย) จำได้ไหม หนศาลรัฐธรรมนูญคือนาย ชัช ชลวร เมื่อลาออกแล้วควรจะส่งรายนาม หน.ศาลรธน คือนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ส่งไปให้นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรและนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรนำขึ้นถวายให้ลงปรมาภิไทย(แม้ว่าอัลไซเมอร์แล้ว) กลับทำผิดซ้ำๆๆ  (ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นองค์กรอิสระที่จัดตั้งขึ้นครั้งแรกตามรธน40 ได้หมดวาระไปตามรธน40ในปี2549 ตามคณะรัฐประหาร นำโดยสนธิ บุญยรัตกลิน หนรัฐประหารในครั้งนั้น คณะตุลาการรัฐธรรมนูญจึงหมดวาระตามที่คณะรัฐประหาร19ก.ย2549ซึ่งฉีกรธน40ของประชาชนไทยไป

th-f

และเมื่อเหล่าคณะรัฐประหาร19ก.ย2549นำโดยนาย จรัล 1ในคณะตุลาการศาลรัฐธรรมมุญและหน.พรรคประชาธิปปัตย์ นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้ทำทุกวิธีทางทั้งออกสื่อทีวี โทรทัศน์ สื่อมวลชน ทหารออกตามหมู่บ้านต่างๆๆ ออกพรกทางทหารกฏอัยการศึก บีบ บิดเบือน ข่มขู่ ชักจูงเพื่อหลอกประชาชนให้รับร่างรธน50 ไปก่อน แก้ทีหลัง ซึ่งคณะรัฐประหารเป็นกลุ่มชนที่ร่างรธน50เอง จึงมีบัญญัติการคงมีตุลาการศาลรธนไว้ใน รธน50เพื่อสืบทอดอำนาจรัฐประหาร19ก.ย2549 และมีการเลือกกันเองขึ้น 9คนในสมัย ท่าน สมัคร สุนทรเวช บทบาทหน้าที่ของ ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ(หลังจากรัฐสภาได้ร่างกฏหมายนำส่งให้ตรวจสอบก่อนนายกรัฐมนตรีนำทูลเกล้าลงพระปรมาภิไทย มิใช่ให้ทำหน้าที่เเทนองค์พระมหากษัตริย์ตัดตอนไป มีหน้าที่แค่ข้อกฏหมายของรัฐสภาที่ร่างไว้นั้นผิดไปจากรธน50รึไม่เท่านั้น แต่ไม่มีอำนาจหน้าที่พิจารณาอรรถคดีทั่วไป เพราะอำนาจนี้เป็นของกระทรวงยุติธรรม อันมีอัยการเป็นผู้พิจารณาคดีว่าควรฟ้องรึไม่ และหาหลักฐานที่ชัดเจนก่อนนำส่งศาล)

potn-y

ตามหลักยุติธรรมสากลนั้นอัยการมีหน้าที่หาหลักฐานความผิดก่อนที่จะส่งศาลให้ทำการสิ่งใดในระบอบยุติธรรมประเทศไทย ศาลรธนมีหน้าที่ดูแลว่ารัฐสภาร่างกฏหมายอะไรผิดหลักรัฐธรรมนูญรึไม่ก่อนนายกรัฐมนตรีจะส่งให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวลงปรมิภิไทย แต่ศาลปกครอง ปปช กกต สตง ศาลรธน รับเรื่องแทนอัยการไม่ได้ค่ะ… พวกท่านทำผิดซ้ำซาก ควรลาออกแบบนี้ลูกหลานเมียท่านก็จะโดนสังคมเหยียดหยามไปด้วย อยากด้านนัก จัดให้ สมัยก่อนตอนอำนาจเสื่อมทำเองประชาชนจะปาขี้ใส่บ้าน ปาขี้ไล่รถยนต์พวกท่าน ปชชเเละใครๆๆเตือนแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เตือนแล้ว กลับชี้ผิดชี้ถูกใช้อำนาจเกินบทบาทหน้าที่ตนเอง ประชาชนไปเตือน รัฐสภา เอย ประชาชนเอยดันไปรังแกคนอ่อนแอรู้ไม่เท่าทันกฎหมาย พวกท่านไม่สำนึกว่าลุแก่อำนาจซึ่งมาจากรธน50ของเผด็จการสุรยุทธ์ จุลานนท์ หน.คอมมิวนิตส์ประเทศไทย   ซึ่ง200กว่าประเทศในระบอบประชาธิปไตยต่อต้านดังการประชุม APEC  ในประเทศออสเตเรีย ในครั้งนั้น พวกเขาก็แสดงออกกันหมด ทุกประเทศแต่ก็อย่างหนาตราช้าง พอๆๆกับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ การปกครองของประเทศในระบอบประชาธิปไตย…ต้องมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนเสียงข้างมากตัดสิน…

Slide3

ถึงแม้ว่าท่านนายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวชจะเป็นคนทูลเกล้าให้ลงพระประมาภิไทย พวกท่านก็หลอกท่านสมัคร ว่าถูกต้องท่านมาอย่างถูกต้องได้ไง ท่านรับเงินเดือนจากรัฐบาลไหนละรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยในแบบใหนก็หลักการสากลอย่ามั่วอำนาจ    นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะทำผิดซ้ำซากไม่ทำอะไร โกงคอรับชั่น ณ.วันนี้ในสด9ไม่มี ในไทย-อังกฤษก้ยัง2ประเทศ เนี่ยนะศาลรธนทำผิดเรา(พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ผิดด้วย) อาการแบบนี้มันอัลไซค์เมอร์ทั้ง9คนเลยนะคะจำได้ไหมว่าท่านได้รับพระราโชวาสว่าอย่างไร หน้าที่ท่านทำได้เเค่ไหนอย่างไร ใครๆๆก็เฝ้าในหลวงแต่ จรรยาบรรณวิชาชีพท่านนะผิดพราด มากเลยค่ะ ตามหลักฐานการทำงานของท่านทั้งชุดนี้จนท่านสมัคร สุนเวชตาย ยังปลดสมชายตาม ต่อมาตีกินปลดยิ่งลักษณ์ ยุบพรรคเพื่อไทย แล้วที่ท่านปฏิญานตนต่อหน้าพระพักตร์ละค่ะ ผิดแล้วยังผิดต่อไม่เป้นไปตามคำสัตย์ปฏิญานนะค่ะ พ่อป่วยแล้วท่านทำหน้าที่แทนตัดสินผิดพ่อก็ผิดด้วยนะ มีหลักฐานการให้โอวาสนะ ท่านตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ชุดนาย ชัช ชลวรเป้นหัวหน้าเนี่ย แม้ท่าน สมัคร สุนทรเวชจะเป็นคนนำทูลเกล้าและเป้นนายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งก็ตาม แต่ท่านนั้นมาจากกฏหมายรธนฉบับชั่วคราวของคณะรัฐประหาร19ก.ย2549(จะบอกว่าตบตาในหลวงส่งอะไรมาก็เซ็นต์ เอาง่ายๆๆ ใครจะไปทันกลโกงของพวกคุณทันกันละ)

T270812_05C_r

ที่มาศาลรธน…(ติดกระดุมรัฐประหารผิดแล้วยังดื้ดดึงแบบ จารุวรรณ เมธกา หน้าอย่างหนาตราช้าง)ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุด พ.ศ. 2549 ได้สิ้นสภาพไปพร้อมกับศาลรัฐธรรมนูญ ภายหลังการ รัฐประหารประเทศไทย โดยคณะคมช2549 ตามประกาศ 8Itคณธปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป้นประมุข ฉบับที่ 3 ลงวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2549 และได้บัญญัติขึ้นตามมาตรา 35 ของ รธนฉบับชั่วคราวพ.ศ2549 ให้คณะตุลาการรัฐธรรมนูญฏิบัติหน้าที่แทน

vdnicha-แก็งส์เหี้ย..สรุปว่าบ้า

ผลเสียของศาลรธน ปกครองศาลอาญาฏีกา ระบบยุติธรรมไทย ทำให้เหล่าประเทศที่มีกษัตริย์ไม่เชิญไปอย่างต่ำ2งานคือ งานแต่งงานประเทศลักซ์เเซมเบริก์ งานจิบน้ำชาเพื่อนพระนางเจ้าอลิซเบท2 เเห่งสหราชอาณาจักร งานเป็นประธานสมาพันธฟุตบอลเอเชีย เเทนที่ประเทศไทยจะได้เป็นกลับได้เจ้าชายบาห์เรนPresidentAFC2013(Asian Football Confederation )- Bahrain royal Sheikh Salman bin Ebrahim Al Khalifaได้เป็นประธานแทน จากการหาว่ากษัตริย์บาห็เรนและเจ้าชายนัคเซอร์เป็นองค์ปลอมรวมมุสลิมใต้ฆ่าคนไม่หยุดซักที (ภาพพจน์เสีย)

s-bl afc2013 (1)s-bl (1)

NewPresidentAFC2013(Asian Football Confederation )- Bahrain royal Sheikh Salman bin Ebrahim Al Khalifa

ล่าสุด ชัย ราชวัตร ด่านายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่เห้นวิทยุชุมชน ญาติคนตายจากการเมือง มาแสดงน้ำใจเห้นใจเธอ มีบางวิทยุชุมชนเท่านั้นที่ไปวางพวงรีด นสพ.ไทยรัฐให้ดูแลคนของตนเอง งานนี้ไม่เกี่ยวไม่ได้นะเพราะให้เงินคนแก่สติเฟื่อง สรุปส่งเสริมคนบ้าแบบนี้ คะแนนตกไปที่นายก ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่ง14-19 พ.ค นี้ ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพประชุมเรื่องการจัดการน้ำ ที่จ.เชียงใหม่มีการตอบรับแล้ว9ประเทศ หากรัก ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรจริงนะค่ะ อย่าทำตนเป็นอีห่าลาก มาร์คเหี้ย ในระหว่างนี้ เหมือนประชุมเศษฐกิจในครั้งนั้น ครั้งนี้คนเสื้อแดงจะเป้นไอ้ห่ารากเเทนรึกระไร นะอย่าหลงกลอำมาตย์เลย ป่านนี้ญาติคนตายเยียวยา ทั้งหมดไม่เห็นมาแสดงน้ำใจให้ท่าน นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้เงินแล้วด่าซ้ำเหมือน เมีย นายร่มเกล้า“นิชา หิรัญบูรณะ” ตายจากทหารกันเองแล้วยังมาดราม่าอยู่นะอีเวร นิชา…คนเสื้อแดงนะเขาพาผัวมึงไปส่งโรงพยาบาล ช่วยให้มีศพให้มึงเผานะอีเวรอย่าเหี้ยให้มากนักเลย ดื้ดดึงไปทำบ้าอะไรอีก เลิกซะเถอะค่ะ คุณ!!!

jl

สรุปว่าศาลรธน ท่านอยู่ในอำนาจนิติบัญญัติ และคนอื่นๆๆก็โปรดเกล้าเช่นกันไม่ได้มีแต่พวกคุณ แต่ท่านทำเกินหน้าที่จริงๆๆ งานนี้7ชั่วโคตรคงจะไม่พอ จรัล 1000บาทด้วยออกตัวแรง รธน50แก้ได้ อภิสิทธิ์แก้มาแล้ว อภิสิทธิ์เองวันได้รับแต่งตั้งให้เป้นหัวหน้าฝ่านค้านจะค้านในกรอบ แต่นี้นอกอำนาจฝ่ายค้าน ทำผิดแบบคนบ้าจริงๆๆยังดันทุรุงให้มีหน้าตาในสังคม รวมนายสุเทพ เทือกสุวรรณ เขาให้ดูแลประเทศไม่ได้ให้มาทำร้ายฆ่าประชานไทย สื่อมวลชนกำลังค้านเรื่องน้ำที่กำลังประมูลและตรวจสอบสัญญา และจะศึกษางานจากประเทศอื่นๆๆเช่นเกาหลีที่สร้างในแม่น้ำฮันมาแล้ว พวกเขาทำสำเร็จแล้วประเทศไทยหากมีคนขัดขวาง ชาวโลกต้องว่า…เพราะประเทศนี้มีพระมหากษัตริย์ทำให้การทำอะไรสดุด สื่อมวลชนไทยคนต้านโครงการช่วยเหลือมนุษย์ชาตินี้ ท่านยินดีขึ้นศาลไหม หากว่าน้ำที่ปล่อยมากว่า10ปีนี้ท่วมมานมนานแต่ไม่ทำอะไรและสสพรรคปชปและอำมาตย?รวยจากการทำน้ำท่วมฝนแล้ง พิสูจน์ในศาลระหว่างประเทศไหม กล้ายืนยัยไหมว่าตนเองรักชาติจริงๆๆน่ะ มีแต่คนขำพวกคุณกันหมด ทั้งชัย ราชวัตร วสิษฐ เดชกุญชร นางวรากร จาติกวณิช โง่แล้วยังขยันโพสต์ นะพวกคุณ ทำกรรมอันใดได้อันนั้นนะ!!!

22aseansb2013

เตือนความทรงจำศาลรธน16มิ.ย251ตัวอย่างพระราชดำรัส…” ทำในนามของพระมหากษัตริย์ก็หมายความว่า ท่านได้ให้ความรับผิดชอบ ถ้าท่านทำไม่ดีหมายความว่าองค์พระมหากษัตริย์ก็ทำไม่ดี ก่อนหน้านี้วุ่นวาย อย่าให้วุ่นวายต่อไป… ด้วยหลักวิชาที่ถูกต้อง.”เนี่ยยกตัวอย่างแค่บางตอน…อย่าให้อับอายมากกว่านี้เลยศาลรธนท่านกำลังทำลายชาติโดยจงใจ อยู่นะค่ะ

oholp

2 พ.ค2556 ฝ่ายอำมาตย์สื่อมารและพ่อค้าเวิ้งเกษม สาวกเผด็จการกำลังจะปลดนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขอเปิดสภาปลดพร้อมยึดทรัพย์ด้วย พวกเขาลุแก่อำนาจมาก ระบบยุติธรรมล้มเหลว(ผู้นำประเทศมหาอำนาจที่ได้พบในหลวง คงทราบดีอาการอัลไซค์เมอร์หมดสภาพแล้วใครที่จะมาเซ็นให้เปิดสภาโปรดติดตาม ว่าใครเเอบอ้างราชอำนาจ ตอนนี้มีสื่อไทยกับศาลรธน ปกครอง อาญา อัยการอำมาตย์ ร่วมด้วยทำผิดซ้ำๆๆ พวกเขาไม่ยอมรับความจริง คนไทยโดนทหารฆ่าตายก็ไม่เห็นปกป้องกลางกรุงเทพมหานคร)กรณีปาฐกถาพิเศษ แต่พวกเขาไม่ทำอะไรนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะกรณีให้สัมภาษณ์ ที่BBC ตอนนี้มีคอลัมนิตย์ ชัยราชวัตร และจะรายงานว่ามีใครบ้างที่ต่อต้านการปกครองประชาธิปไตยไทย

คลิปอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กรณีให้สัมภาษณ์BBC เร่ตอแหลโกหก ระดับโลกใส่ร้ายประชาชนมือเปล่าว่ามีอาวุธ แต่ภาพความจริงทหารไทยพร้อมรถถัง อาวุธสังหารประชาชนตาย จากเม.ษ2552 ลามไป10เม.ษ2553 19พ.ค2553 ล่าสุดทีมคอปของ คณิต ณ.นครก็บิดเบือนในพวกนี้ที่ตั้งมานั้นมีฝ่ายพันธมิตรเสื้อเหลืองฝ่ายฆ่าประชาชนไทยร่วมด้วยช่วยบิดเบียน ประเทศไทยณ.วันนี้ก็ยังมีสื่อเหี้ยที่ไม่สำนึกทั้งวิทยุ โทรทัศน์ นักข่าวต่างประเทศตายก็ไม่สำนึกปกป้องเขาไม่เห็นจะมีผู้ใดปลดสั่งสอน กำจัดคนไม่ดีออกจากคนในสังคม มาเฟียยังฆ่าคนไม่หยุด โดยเฉพาะโจรมุสลิมใต้ ทั้งฆ่าคนไทยตาย ทั่วๆๆไป คนเสื้อแดงกลางกรุง อีกทั้งทหารไทยจากคำสั่งรัฐบาลนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะทำสงครามกับเขมรแค่เขาไม่ตกลงสัมปทานน้ำมัน แก๊สด้วยจากการแฉของท่านฮุนเซน ตอนนี้พวกมาเฟียไทยกำลังหลงในอำนาจกับแก็งค์ผลพวงรัฐประหาร 19ก.ย2549 อาทิ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง ปปช สตง กกต วนเวียนจัดฉากยื่นหนังสือฟ้องคนนั้นคนนี้ กับองค์กรมาเฟียของพวกเขาเเกงค์ผลพวงจากคณะรัฐประหาร19 ก.ย2549า ใครออกมาตอนนี้ หอนรับเป็นทอดๆๆ ก็จดรายชื่อไว้ ในสังกัดตามแนวรวันดา แกงค์สื่อมวลชนสั่งตายกรณี19พ.ค 2553 ด้วย ที่ไม่รายงานความจริง สื่อเหล่านี้ เทียบเคียงสื่อ รวันดา แป๊ะเพราะป่านนี้ยังไม่หยุดบิดเบือน โกหกตอเเหลซ้ำๆๆ ทำภาพใส่ร้ายป้ายสี ของศิริโชค โสภา ก็ไม่ทำอะไรภาพราชวงค์โป็…โชว์…ก็ไม่ทำอะไรลงโทษสื่อสนธิ ลิ้มทองกุล ที่เผยเเพร่ให้คนเข้าใจผิด แถมใส่ร้ายพระบรมโอรสาธิราชมกุฏองค์รัชทายาทป่านนี้ก็ไม่เลิกของเหล่าอำมาตย์ไทย

ctrมาเฟียประเทศไทย…พวกกูฆ่าคนตายไม่ผิด

c-tr

“ชัย ราชวัตร” นักเขียนการ์ตูนการเมืองอาวุโส สำนักพิมพ์ไทยรัฐโพสต์ข้อความลงเฟซบุคส่วนตัวพร้อมภาพ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2556 โดยมีข้อความว่า

“โปรดเข้าใจ กะหรี่ไม่ใช่หญิงคนชั่ว กระหรี่แค่เร่ขายตัว แต่หญิงคนชั่วเที่ยวเร่ขายชาติ”

7THCD-MONGOLIA2013

29 เม.ษ2556 ขณะที่นายกรัฐมนตรีไทยกำลังเข้าร่วมประชุม 7th Community of Democracies ณ ประเทศมองโกเลียซึ่งมีประเทศซึ่งปกครองในระบอบประชาธิปไตยกว่า100ประเทศและนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ปราถฐาพิเศษจากประสบการณ์ตรงที่กระทบถึงครอบครัว ชินวัตรซึ่งผลพวงมาจากการรัฐประหารของเผด็จการประเทศไทยในทุกๆๆรุปแบบ เพื่อเป็นแนวทางขับเคลื่อนประชาธิปไตยของประเทศอื่นๆๆได้นำไปใช้และนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรพร้อมให้การสนับสนุนในสิ่งที่จะเสริมสร้างความแข็งแกร่งของประชาคมประชาธิปไตย ในแนว3เสาหลักของอาเซียน WE”LL GO TOGETER ซึ่งกำลังยกระดับก้าวหน้าขึ้นต่อๆๆไปอย่างแน่นอน

การที่อาเซียนจำเป็นต้องเอาประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC -Asean Economic Community)โลจิสติกนำหน้าเชื่อมโยงกันก่อนเป็นขั้นตอนพื้นฐานของ step asean พยายามทำให้ประชากรมีรายได้  สตรีมีงาน เงิน แม่บ้านดูแลครอบครัว ชุมชน ไม่ต้องง้อสามี ที่มีมากชู้หลายเมีย กิ๊ก รวมสารพัดปัญหา ยาเสพติด ห่างจากคุณธรรมวัฒนธรรมไทย อีกทั้งด้านสุขภาพประเทศไทยนั้นมีแพทย์ที่เก่งที่สุดในโลกอยู่แล้ว(คนเป็นเอดด์30ปีไม่ตาย จากยาที่มีคุณภาพ การให้ความรู้ด้านสุขภาพอนามัยในทุกโรคให้แก่ประชาชนไทยมาช้านาน มุสลิมไทยมัวเมาในหลงตนเองมากเกินไปเลยไม่ก้าวหน้าตามประชาชนไทยหมู่มาก ไม่อ่อนโน้มมาประสานสังคมไทย ) การเข้าออกประเทศจะเป็นระบบไม่เป็นโรบินฮู๊ดแบบสหรัฐอเมริกา เมื่อมีเงินมีความรู้แล้วจะทำให้การกินอาหารของอาเซียนมีคุณภาพเทียบเท่ายุโรป มีแพทย์และมียาสายตะวันออกทางด้านสมุนไพรซึ่งราคาไม่แพงแถมมีคุณภาพกว่ายุโรปอเมริกามาก ไม่เป็นมะเร็ง ไข้หวัดไวรัสด้วยแค่ฟ้าทะลายโจร ก็เจ๋งเเล้วละอาเซียน ทำให้การแย่งชิงทรัพย์ยากรน้อยลง บ้านเป็นแฟลตแบบตะวันออกกลาง แอฟริกาใต้ ด้านงานนั้นเมื่อพอใจในผลประโยชน์ค่าแรงนายจ้างไม่กดขี่เป็นทาส (ที่ผ่านมาพอเพียงแบบไม่จ่ายเงินตอบแทน ฟรีตลอด เลยจนทั้งอาเซียน )ได้เวลาเป็นคนที่มีคุณภาพแล้ว แต่งกายสะอาด มีความรู้ดี กินอาหารมีประโยชน์ คนมุสลิมก็ปรับให้เป็นมุสลิมยุโรปที่มีคุณภาพ ท่านฑูตอังกฤษและฑูตอเมริกาพร้อมให้ความรู้ท่าน มุสลิม3จังหวัดหากคนเรามีความรู้เท่าๆๆกัน รึไม่เท่ากันแต่แค่ยอมรับสิ่งใหม่บ้าง คนในประเทศนั้นๆๆ ก็จะมีเกียรติ ตามแบบสากลนิยมเคารพ -ปฏิบัติตามกฏหมายประเทศ มีวินัย แป๊ะ แบบนี้จะทำให้มีการพัฒนาประเทศได้รวดเร็วมาก ประเทศไทยและอาเซียน มุสลิมต้องเข้าระบบสากล จัดระเบียบให้ตรงชาวโลก ไม่ใช่พอใจฆ่าอย่างเดียว ยกพวกตีกันแบบเดิมๆๆไม่ได้แล้ว ขี้เกียดทำงานมากเกินทวีปอื่นๆๆรึเป่า กิน นอน ฆ่า สืบพันธุ์มากไป คนมุสลิมที่เขาอยากมีคุณภาพที่ดีมีอาหารอุดมสมบรูณ ผู้ปกครองประเทศดีบ้าง ก็มีอีกเยอะนะปรับเถอะ  ไม่ต้องกลัวมุสลิมอินโด มาเล บรูไนจะครองประเทศไทย บ้านพวกเขาสบายกว่าประเทศไทยเยอะ แค่มาท่องเที่ยว2-3วันก็อยากกลับบ้านแล้ว อินโดนีเซียประชากร 200ล้านมุสลิมของเขาปรับตัวใหม่แล้ว เหลือ3ชายแดนใต้ ยังเหี้ยอยู่ ตามแบบก่อการร้ายสากลเเป๊ะเลย(เหมือนบอสตัน คนวางระเบิดวิธีการเดียวกับโจรภาคใต้เลย)ประเทศไทยดีที่สุดเเล้วละ เพราะมีการใช้วิทยาศาสตร์เชิงบวก ทำให้น้ำมีผลึกฉลาด ดื่มแล้วมีชีวิตชีวา ดนตรีเสียงเพลง  อาหารพืชผัก สัตว์ การมีผัวเดียวเมียเดียว ทำให้ไม่เป็นโรคต่างๆๆ พวกเราไปพัฒนาที่อื่นๆๆ ตอนนี้อาเซียนบ้านพวกเรา ได้เวลาคุ้มค่าของชีวิตรับรู้สิ่งดีๆๆมาใช้แล้ว น้ำแร่ภูเขาไฟทำให้เเข็งแรง น้ำ5มหาสมุทร น้ำใต้ทะเลลึก อันนี้อัพเดทน้ำที่มีผลึกฉลาด ที่เป็นความจริงน้ำสะอาดไทยทำให้ปัญญาอ่อนมีแต่เหล็ก สนิม ธาตุหนักต้องเพิ่มแร่ธาตุผลึกลาวา

hl (2)

ภาคอีสานหินแร่ธาตุสำคัญมีมากในแผ่นดิน จึงไม่แก่อมตะ เพิ่มไอโอดี แม่น้ำดขงมาจากหิมาลัย น้ำปะปารึสระต้องลึก10เมตรลึกลงไปอีก 15เมตร จึงดีเพราะน้ำแล้งมากในหน้าร้อน รุฐบาลควรให้ภาคเหนือ อิสานให้กินอาหารทะเล ยุงลายกำจัดแหล่งน้ำขัง ปิดท่อระบายน้ำในบ้าน ใช้ทรายอะเบทโรย ส่วนไวรัส ไข่ดองไข่ดิบคนเกิดปีชงไก่คือเถอะ(กระต่าย )จะแพ้ เป็นผื่นคัน ผิวตกสะเก็ด บางที่เปลือกไข่มีเชื้อโรคติดค้างไว้  (เป็นการเติมเชื้อสัตว์ปีกมากไป ทำให้มีอารมย์สัตว์ มีxxxนกเขาแข็งชูชัน หากเป็นแบบนี้ทางตะวันตกต้องส่งไปบำบัดโรคติดเซ๊กส์)คนไทยมีอะไรให้ทำมากมาย หากเพิ่มเชื้อสัตว์เอากันอย่างเดียวจะเสียโอกาสเรียนรู้สิ่งใหม่ๆๆ และการทำบุญด้านอื่นๆๆ ขณะมีศาสนาพุทธและมีคนบรรลุตาม อย่าเสียโอกาส สบายๆๆไปเถอะ แต่อย่าปิดกั้นตนเอง เพราะหลังพุทธกาลมีสิ่งที่สุดยอด 4จักรวาล มิใช่จักรวาลเดียวเท่านั้นที่อาศัยบนโลกนี้ กล่าวตู่พระพุทธเจ้ามากก็บาปมาก ชดใช้ค่าวิชาอีกนาน ตนเองเลวยังโน้มสิ่งสะอาดลงมาจมกามของตนอีก ไม่กลัวบาปมั่งเลย มนุษย์เกิดมามีถุงน้ำคล่ำห่อหุ้มไว้ คนดีอาริชาติบุตรจะสะอาดมากเเทบไม่มีคราบไคล น้ำเหมือกหอมสะอาดดุจน้ำมะพร้าว ร่างกายไม่สกปรกตาม อันที่จริงไม่มีเทวดาอยากจะเกิด การอ้างตู่พุทธ นั้นอวิชชา เเต่เกิดมาแล้วทำตนแบบไหน แก่แล้วไม่สร้างบาปต่อ หากไม่มีบุญบ้างจะไม่มาเกิดที่ประเทศไทยหรอก ขนาดอินเดียยังมีแต่ฮินดูกับมุสลิมเท่านั้น ชาวพุทธอยู่ลึกลง16เมตรตายเป็นศพอยู่ที่นั่น นะเอง วิชาทั้งโลกนี้ ไม่มีอันไหนดีและทำได้ผลต่อการดำเนินชีวิตได้จริงแบบพุทธศาสนา ซึ่งยังมีให้ศึกษาอยู่ อันนี้มีพุทธศาสนาเท่านั้นที่ฝึกให้ละ และรู้ผลของโลกธรรม8 สุดท้ายให้ละแต่มิได้ ให้ฆรวาสเรียนแบบพระสงฆ์ท่าน และตำหนิท่านไปสอนสังฆราช เราแค่คนดูแล ช่วยเหลือ ส่งเสริมท่านให้นิพพาน วัด โบสถ์สร้างให้ ตายมาเกิดใหม่ก็คือของคนสร้าง คนอาศัยปัจจุบันแค่คนเฝ้าวัง เฝ้าวัด เฝ้าบ้าน ทรัพย์เดิมของท่าน

lf-k (2)

บรรพบุรุษจึงชนะลูกหลานหากกลับมาเกิดใหม่ แม้วังหลวง คลังหลวงแบงค์ชาติ โรงพยาบาล รอยเท้า รอยเลือดน้ำคล่ำ รกฝังใต้ต้นไม้เดิม ยังคงมีกลิ่นอายอยู่ ปัจจุบันท่านใช้สมบัติบรรพบุรุษรึไม่ ค่ายทหารนี้ วัดนี้ก็ของท่านสร้างมาก่อน ไม่ได้หวงนะแต่ให้รู้กรรมดีชั่วเอาไว้ต้องแน่นนะหากอยากได้ดี ชีวิตมีคุณภาพ โรยด้วยกลีบกุหลานละก้อ  มาทำร้ายเล่นคุณไสเจ้าของสมบัติ มันก็เด้งคืนคนทำนะเอง ขนาดเทวดาประจำเขตละเลยไม่ดูแล ยังต้องลงมาเกิดใหม่เลยประสาอะไรกับมนุษย์ แต่มิได้สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามโน่นนั้นนี้ แค่ชี้แจงให้ถูกต้อง สิทธิใครทำอะไรได้อันนั้น ขนาดพระพุทธองค์ยังมีมาร มิได้ขาด เรารู้ว่าไม่ดีก็อย่าไปทำตามซิ ทั้งจริญามาร ชูชก และเทวฑัติ แถมสอนภิกษุแบบสารถีทำอีกตะหาก อย่ากล่าวตู่พระพุทธองค์ แค่ปรางพุทธเจ้าน้อย เพื่อไถ่บาป 2200ศพ ก็สอิดสะเอียนแล้ว พ่อเจ้าตายแล้วมีแต่คุณน้าดูแลเข้าใจไหม …จงอยู่กับญาติแทนการร้องหาพ่อ…มีอีกหลายจักรวาลที่ต้องรู้จักไว้ตามอาริยะพุทธบุตรเค้ากำลังบอกทางที่ดีๆๆให้  ณ.ปัจจุบัน อุตระทวีปมีพระพุทธเจ้าองค์ล่าสุด ที่นี้โลกใบนี้คือชมพูทวีป พ่อเจ้าปรินิพพานไปแล้ว…ประเทศอาเซียนก็ได้ความรู้ดีๆๆไปใช้ ต่อไปไม่มีสงคราม ตายตามระบบไปเอง อายุวัฒนยืนมาก ก็เป็นปัญหาคนดูแล หากรวยก็สบายแบบชาวยุโรป หากจนละก็นรกชัดๆๆเลย การแก่แล้วบังมั่วสวาทนั้น ทำให้สตรีเป็นโรคโดยที่ผู้ชายเหล่านี้ไม่รู้ว่าตนเองทำบาปต่อสตรีเพศเค้า…ไม่สำนึกแถมสำส่อน…พุทธคือรู้แจ้ง ไม่ใช่เอาธรรมะมาเข้าข้างตนเอง มาทำมาหากิน และธนาคารกรุงศรีอยุทธยามีตราครุฑแดงเป็นตราประจำพระองค์ร.9  ธนาคารของใครยังไม่รู้อีกเหรอ…ไม่มีใครเอาตราประจำพระองค์ไปใช้ได้นะ

สำหรับภายในประเทศไทยชาวโลกคงได้เห็นฝ่ายต่างๆๆทำงานพร่อง…ก็ชราภาพแล้ว อัลไซเมอร์แล้ว จะทำอะไรตามกลุ่มอำมาตย์อ้างนั้นได้รึไม่  งานนี้ยังต้องตาสว่างอีกเยอะกับการงุบๆๆปิดบังซ่อนเร้น ตามรธน50นี้หากว่า…ให้อำนาจท่านจริง แล้วจรรยาบรรณศาล เอาใจสงค์ ฟันดำ สมคิด สมเจตน์ บุญถนอมรึไม่นะนักกฤหมายไทยเนี่ย แล้วอาชีพของท่านซึ่ง…ทรงความยุติธรรมเล่าเรียนมารับใช้ประเทศชาติ ดูแลประชาชน ดูแลพสกนิกรแทนพระองค์ท่านละ ที่ผ่านมาท่านตัดสินผิดลุแก่อำนาจหลงอหังการ์มากเกินไปไหม แม้มีม.309 อยู่แต่หนีความจริงที่ว่าตนเองทำผิดบาป แม้ลับหลังต่อหน้า ก็คือคนๆๆเดียวกัน ท่านได้ทำๆไม ต่อหน้าลับหลังก็คนๆๆเดียวกันนี้ มิใช่กลางวันคนดี กลางคืนคนเลวนะต่อหน้ามีคุณธรรม ลับหลังนินทาสมัยนี้เขาติติงแต่แนะนำทางให้ขึ้นจากอุโมงแบบลงมือช่วยให้ขึ้นมา  เอาให้ตรงๆๆ ดี-ชั่วแยกให้ออก ไม่ต้องมาทำเพื่อชาติๆไม่พังจาก ขาดคนอย่างคุณไปสักคนไม่พูดได้ไมหากเราข้อมูลผิดพราด  เห็นซอมบี้แล้วก็ยังมีคนแปลความหมายผิดๆๆเข้าข้างตนเอง แปลว่า…กูไร้สมรรถภาพชราแล้ว พูดก็ไม่เป็นความ เข้าใจไหม พวกบ้าหาเวทีลงไม่ได้ละซิ ศาลรธนจากคณะคมช19ก.ย2549 นอกจากร่วมฆ่าประชาชนไทยมา2ปีซ้อนจนปัจจุบันยังตีกินตับประชาชนไทย ว่าได้รับการโปรดเกล้าจากแค่ใบๆๆหนึ่ง ต่อไปจะต้องพิสูจน์หลักฐานกันอีก…ตาสว่างกว่าเดิมก็คือ อย่าเบียดเบียนปิดถนนทำให้ชาวกทมเดือดร้อน การทำอะไรข้อมูลต้องแน่น และเรามีตัวแทนเข้าสภาแล้ว ไม่ว่าสสพรรคปชป นอมินีคมช19ก.ย2549 จะมาไม้ไหน ระบอบยุติธรรมไทยรังแกประชาชนเกินหน้าที่ ทั้งที่ได้มาไม่ชอบประเทศไทยไม่ทำ ศาลระหว่างประเทศต้องมาแน่ แล้วศาลไทยละท่านดูแลตัวการหลักของพวกลูกศิษท์เลวๆๆเหล่านี้ รู้ทันอำมาตย์วันนี้คือ…ให้พันธมิตรตั้วศรัญยูและพวกเข้าไปกินนอนในศาล ต่อไปเผาศาลลักทรัพย์สมบัติในศาล หากไม่ถ่ายคลิปเข้าออกศษลไว้ซะตอนนี้ เสร็จแน่ อย่าไปฟังนักพูดใต้ดินซึ่งไม่มีความรับผิดชอบ หายจ้อยหมด ตอนนี้ เก่งดีแต่พูดแบบมาร์คๆๆ

พวกเขามีแผนจะใส่ร้ายคนเสื้อแดง กวาดล้างให้หมด (ข้อมูลผิดทำให้คนอื่นเขาสูญเสีย เช่นไปกล่าวหาว่า…ราชาธิบดีบาห็เรน ปลอม แค่สวมชุดอาหรับจัดฉาก เจ้าชายซาอุปลอมบ้าง แบบนี้ ทางอาหรับเขาก็ไล่ดาราคนที่คนไทยหลงนึกว่าเป็นเจ้าชายเนรเทศออกไปซะ ส่วนมุสลิมไทย วรวีร์ มะกูดีก็ตกกระป๋องในวงการฟุตบอลประธานสหพันธ์ฟุตบอลเอเชีย (เอเอฟซี) เพราะพวกเขายกมือให้เจ้าชายบาห็เรน เป็นแทน จากคำกล่าวว่ากษัตริย์บาเรห์และเจ้าชาย นัคเซอร์ตัวปลอมแค่คนสวมชุดอาหรับ  การทำงานระหว่างประเทศณ.เวลานี้มันละเอียดอ่อน โดยเฉพาะอหรับ วรรณกษัตริย์เค้าถือมากเรื่องนี้ ไม่รู้ก็คือไม่รู้ มิใช่ตะเเบงทำลายชาติ แบบเขลาเหมือนคณะรับประหาร19ก.ย 2549 ทำมาแล้ว ทำให้คนอื่นๆๆเดือดร้อนตามแนว สนธิ ลิ้มทองกุล และกษิติ ภิรมย์ทำแพ้เสียชาติไทยในสายตาโลกมาแล้ว ต่อมามีคลิปบรร…มาแทน ส่วนคฑาว…นั้นด่า จารุรนต์ สุรนันท์ กิติรัตน์ มาช่วยกันตีเพื่อไทย…ด่าท่านผู้หญิง วิริยา ทั้งๆๆที่น้องโอ็คควงไปวันวาเรนไทร์ปีนี้ที่ดูไบ มิตรรึศัตรูก็แค่นี้น่าจะรู้ ส่วนกรณ์ กับวรากร จาติกวณิช รายนี้จมไม่ลงหาทางลงไม่เจอกันแน่ คณย่า ชัชนี ท่านหยุดแล้วนะ อ.วิโรจน์และหลายๆๆท่านก็ตาสว่างแล้ว รู้แล้วอย่าปากสว่างให้คนอื่นๆๆเดือดร้อนเพราะเราๆเองก็ต้องไม่ทำร้ายตนส่งตัวเองเข้าคุกให้คนเขาเป็นหว่ง หาเงินมาช่วยเหลือ และประยุทธ จันทร์โอชา เอาทหารมาช่วยเผาศาลรธน..แน่แบบเผาเซลทัล รู้ให้ทันซิค่ะ ส่งซิกแล้วอย่าดื้อดึงไปนะ งานนี้คนมีอำนาจเขาเล่นกัน

ไปพูดเรื่องหมอๆๆแพยท์ศิริราชก็ตายไร้สาเหตุเรื่อยๆๆ หากไม่หนีไปเพราะหาหนู ตนนั้นที่เปิดเผยจริงไม่จริงฆ่าดะไปก่อน  และซาอุก็ตัดสัมพันธุไทย ไม่จ้างแรงงาน จากคนที่อ้างว่าสนิททักษิณ กว้านทักษิณให้พูด ให้ข้อมูลมาผิดและให้พูดๆๆ (เขาให้เงินท่านไหมละ ห้ามใช้ฟรีนะหากมันฟรีแสดงว่า คบไม่ได้กลุ่มนี้ต้มตุ๋น)ทำให้ต่อไปทักษิณ ชินวัตรจะไม่มีใครคบ แม้ดูไบ ซาอุดี้ตอนนี้ก้มีปัญหาจากคลิปพวกเขาก็ไล่ นายแบบ-ดาราชายดูไบ เพราะมีคนพูดว่าเจ้าชายซษอุดี้ บาร์เรนไม่ใช่ตัวจริง  คนไทยไปตู่ดาราชายเป็นเจ้าชาย อธิบายอย่างไรก็ไม่ฟัง พวกคนไทยบอกว่า เจ้าชาย นัคเซอร์ และซาอุดี้ที่พบกับยิ่งลักษณ์ -ทักษิณ นั้นปลอม แค่คนใส่ชุดอาหรับ จัดฉากพบในหลวง เลยไล่เนรเทศดาราชาย นายแบบออกไปตัดปัญหาซะ และเเดงฎีกานั้นแพ้ ทั้งๆๆที่แดงฎีกาชนะล้าน%ตอนนี้ไม่มีใครตาย จากการถวายฏีกา ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ WE”LL GO TOGERTER ตระกูลชินวัตร ก็มีคนร่วมด้วยเช่น ยิ่งลักษณ์  และพี่น้องชินวัตร ท่านสุรพล โต …นปชของ…3เกลอ..ตะหากที่โดนเก็บ จากบัตรนปชที่ไม่ต่อยอด เก้บเงินประชาชนไปต้ัง50บาท แถมเเก่ลงโลงต้องเข้าแถวทำบัตรนปช… กว่า50นาทีมาแล้ว พวกเขาจับคนคิดต่างนี้เข้าคุกเรื่อยๆๆแบบ ดา โตปิโดมีจรัญ1000บาททำมาแล้ว ต่อไป วสันต์ มาทำแทน (แน่ใจนะใบกระดาษนั้นนะมั่นใจในมันแน่นะ อะๆๆๆ คริ คริ ปชตประเทศไทยมิได้ต่อยอดมาจากคณะรัฐประหารนะ ตนเองมาจากไหนน่าจะรู้ตัวเองนะ เดี๋ยวโดนกระดาษหรอก จะช๊อคตายก่อน)

 ต่างคนต่างทำงานก็ไม่มีปัญหา

ข้อมูลที่ได้มาผิดๆๆให้แดงสยาม เงาแดงนปชของอ.ธิดานี้ แดงก้าวหน้าลงคลองควรจะรู้ไว้ว่า ประชาชนไม่มีอำนาจไล่ศาลรธน ม๊อบกลางถนนต้องหมดไป ม๊อบโน่นนี้นั่น ค่าแรง300 วันแรงงานควรขอบคุณรฐบาลยิ่งลักษณ์ นะปี2556นี้ เพราะเรามีรัฐบาลแล้วควรมีระบบระเบียบขึ้นกว่าเดิม โตขึ้นมหาวิทยาลัยกันเถอะ สนามหลวงแบบเดิมๆๆนั้นของปลอม….  ทุกอย่างต้องสู้ในระบบเท่านั้น คำเตือนอย่าทำอะไรหลังพลบค่ำ อย่าไปค้างอ้างแรม อย่านำมวลชนไปตาย บาดเจ็บพิการ…หายจากบ้านกลายเป็นเงินให้นักล่าศพนักขายอวัยวะมนุษย์ …. ประชาธิปไตยไม่ได้เกิดที่ท้องถนน ต้องอยู่ในรัฐสภาเท่านั้น ตามระบอบประชาธิปไตยสากล เค้าทำกัน

โพสท์ใน ข่าวสารและการเมือง

ThaiPM yingluck shinawatra Attend 7th Community of Democracies ( CD) 27-29 apirl,2013 ,Mongolia.

mg (5) g_mongolia

ประเทศมองโกเลีย (Mongolia;  Монгол Улс) เป็น ประเทศใน ทวีปเอเชียที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลใหญ่เป็นอันดับที่สองของโลกรองจากประเทศคาซัคสถาน มีพรมแดนทางเหนือติดกับประเทศรัสเซีย และทางใต้ติดกับประเทศจีน มีพื้นที่ที่สามารถใช้สำหรับ การเกษตรได้น้อยกว่าร้อยละหนึ่ง

มองโกเลียมีประชากรเพียง 3 ล้านกว่าคน แต่มีพื้นที่ใหญ่กว่าประเทศไทยถึงกว่า 3 เท่า ซึ่งทำให้ประเทศมองโกลเลียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความหนาแน่นของประชากรน้อยที่สุดในโลก ประชากรส่วนมากนับถือศาสนาพุทธนิกายวัชรยานแบบทิเบตและประชากรร้อยละ 38 อาศัยอยู่ในเมืองหลวงอูลานบาตอร์

gandan monastery mg (7)

ประวัติศาสตร์ประเทศ :

มองโกเลียเคยเป็นศูนย์กลางของจักรวรรดิ์มองโกลในช่วงคศ13 ซึ่งต่อมาได้ยึดอำนาจเข้าปกครองจีนในนามของราชวงค์หยวน  ราชวศ์หมิงและราชวงศ์ชิงมองโกเลียได้รับเอกราชจากจีนเมื่อปี พ.ศ. 2464(ค.ศ 1921)  จากการช่วยเหลือของ สหภาพโซเวียต และมีการปกครองในระบอบ คอมมิวนิตส์ ตามหลังจากเกิดโดมิโน่ล้มลัทธิคอมมิวนิสต์สิ้นสุดลงเมื่อพ.ศ 2533 (ค.ศ. 1990) พร้อมๆๆกับการล่มสลายของสหภาพโซเวียต หลังจากนั้นมองโกเลียจึงได้นำระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภามาใช้ จนทุกวันนี้

mg (4) mg (7)

ภาษาทางการ: ภาษามองโกเลีย

การปกครอง : ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา

mc-buddha-statue-in-darkhan-mongolia gandan monastery (2)untitled Mummy

Mongolian Mummy from the Genghis Khan

ศาสนา : พุทธศาสนานิกายวัชรยาน1,009,357 คน  , ไม่มีศาสนา  735,283 คน,อิสลาม57,702 คน ,เชมัน (เชน)55,174 คน, คริสต์41,117 คน ,ศาสนาอื่นๆๆ  6,933 คน

เศษฐกิจ:

เนื่องจากมองโกเลียอยู่ภายใต้อิทธิพลของสหภาพโซเวียตมาตั้งแต่ปี พ.ศ2467 และมีการค้ากับสหภาพโซเวียตประมาณร้อยละ 85 ของมูลค่าการค้าทั้งหมด เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในสหภาพโซเวียต ส่งผลให้ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศลดลงตั้งแต่ปี พ.ศ2534 มีผลกระทบทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นในมองโกเลียในช่วงที่มองโกเลียกำลังเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบบสังคมนิยมมาสู่ระบบตลาดเสรี ทำให้มองโกเลียเร่งเปิดประตูสู่นานาชาติมากขึ้นภายใต้ระบบตลาดเสรีในปัจจุบัน มองโกเลียได้ดำเนินนโยบายเปิดกว้างเพื่อให้เกิดการค้า การลงทุน และการจ้างงานมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ภาวะเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปมาก

สาเหตุการเยียนมองโกเลียของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

สืบเนื่องจากนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรได้พบกับปธมองโกเลีย Mr.  Tsakhia Elbegdorj ในการประชุม Asia – Europe Meeting: ASEM 9 Summit in Laos 5-6,nov 2012และได้พบปะหารือกันระดับทวิภาค จนเกิดการตกผลึกด้านการผลักดันประชาธิปไตยกับการขับเคลื่อนประเทศให้สามารถนำมาใช้วางรากฐานคุณภาพชีวิตประชาชนในประเทศได้อย่างไร

ประชาธิปไตยกินได้ดังที่พิสูจน์โครงการ30บาทรักษาทุกโรค ซึ่งปธสหรัฐอเมริกาและเวทีUNได้นำมาใช้ในหลายๆๆประเทศขณะนี้ การส่งเสริมสิทธิสตรีให้มีบทบาทดูแลประเทศได้อย่างไร

จึงสนใจบทบาทอันโดดเด่นของ นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งท่านChinese Prime Minister Wen Jiabao ได้เอ่ยชมว่า…นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีความสามารถสูงและโดดเด่นในการเเก้ปัญหาประเทศไทยได้เยี่ยมยอดและทำให้เศษฐกิจประเทศไทยก้าวหน้าอย่างรวดเร็วมาก แบบน่าอัศจรรย์ทั้งน้ำท่วมและประชากรยากจน ผ่านวิกฤตินี้ได้อย่างไร  วลี WE “LL GO TOGETTER ซึ่งกำลังขับเคลื่อนแบบประชาพาไปทั้งในประเทศและต่างประเทศในรูปแบบอาเซียนเองและอาเซียน+3+6นั้น มีพัฒนาการขึ้นอย่างไร 

y-asem9-1q

และแล้วนายชิมิดดอร์จ บัตทูเมอร์ (H.E. Mr. Chimeddorj Battumur) เอกอัครราชทูตมองโกเลียประจำประเทศไทย ก็ได้เข้าเยี่ยมเยียนรมต ต่างประเทศ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุลเมื่อ22ก.พ2556 และ 22เม.ษ2556 นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ณ ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเชิญการไปเยียนประเทศมองโกเลียอย่างเป็นทางการ ในระหว่างวันที่ 27-29เมษายน 2556นี้

y-mgl (2)y-mongolia (1)

นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรพร้อมคณะ อาทิ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.พลังงาน  นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมว.วิทยศาสตร์ได้เดินทางไปเยือนมองโกเลียอย่างเป็นทางการ เพื่อเข้าร่วมการประชุมประชาคมประชาธิปไตย  ครั้งที่ 7  ระหว่างวันที่ 27-29 เม.ย.ตามคำเชิญของรัฐบาลมองโกเลีย เพื่อกระชับความสัมพันธ์ และ “เปิดศักราชใหม่” ของความสัมพันธ์ระหว่างไทยและมองโกเลีย

y-mongolia2013 (20)

17.30นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และคณะ ได้เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติเจงกิสข่าน กรุงอูลานบาตอร์ และเดินทางเข้าที่พักที่ทางการมองโกเลียจัดไว้ต้อนรับในแบบกระโจมมองโกเลียดั่งเดิมหรือ(เกอร์)

y-mongolia2 (2)

สำหรับการเดินทางมาเยียนประเทศมองโกเลียครั้งนี้ในฐานะแขกเกียรติยศของประธานาธิบดีมองโกเลีย 

เพื่อชูบทบาทของประเทศไทย ในการส่งเสริมและสนับสนุนการเสริมสร้างศักยภาพของประชาชน โดยเฉพาะในระดับรากหญ้า ซึ่งถือเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาประชาธิปไตยอย่างยั่งยืน ซึ่งในการประชุมครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีจะกล่าวถ้อยแถลงเน้นย้ำความตั้งใจของประเทศไทยในฐานะที่เป็นสมาชิกที่มีบทบาทสำคัญของประชาคมโลก ในการสนับสนุนประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนโดยปราศจากข้อจำกัด  ด้านเพศ อายุ ศักยภาพทางร่างกาย และสถานภาพทางเศรษฐกิจ โดยเน้นการเสริมสร้างศักยภาพแก่ประชาชนด้วยการขจัดความไม่เท่าเทียมกัน เพื่อนำไปสู่การเติบโตของระบอบประชาธิปไตยอย่างยั่งยืน และในฐานะนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย จะเน้นนโยบายการมอบโอกาสความเท่าเทียมกันระหว่างบุรุษและสตรีด้วย.

y-mongolia2 (3)

ซึ่งพัฒนาการปูพื้นฐานประชาชนนี้จะส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และพลังงาน ภาคอุตสาหกรรมยานเยนต์ ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจ ที่มองโกเลียให้ความสนใจมากเป็นพิเศษ  โดยจะร่วมกำหนดแนวทางการพัฒนาความร่วมมือ  ในสาขาที่เป็นประโยชน์ระหว่างกัน  ทั้งระหว่างรัฐและเอกชน  เนื่องจาก มองโกเลียยังมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์เป็นจำนวนมาก เช่น  ถ่านหิน ทองแดง ทองคำ โลหะหายาก สังกะสี และน้ำมันดิบ   และต้องการการลงทุนและความเชี่ยวชาญจากไทย ในสาขาพลังงาน ยานยนต์ โดยเฉพาะรถบรรทุกขนาดเล็ก หรือรถยนต์ปิกอัพ  ที่มีความต้องการจำนวนมาก จึงเชื่อว่า การเดินทางเยือนมองโกเลียในครั้งนี้ จะเป็นโอกาสของภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย  ที่จะขยายตลาดไปสู่มองโกเลีย

ภารกิจของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 28 เม.ย. 2556

นายกรัฐมนตรีประชุมปรึกษาหารือกับนักธุรกิจไทยในมองโกเลียก่อนเข้าเยี่ยมคาระวะกับคณะรัฐบาลมองโกเลีย ในการสานสัมพันธ์ภาพในทุกๆๆมิติให้แน่นแฟ้นยึงขึ้น ฉันประเทศพี่ประเทศน้อง และต่อไปเชื่อมโยงในระดับภูมิภาคต่อไป

th-b,mongolia (1)th-b,mongolia (2) th-b,mongolia (3)

นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เดินทางไปยังMongolian Parliamentและนายนอรอวิง อัลทันคูยัค (H.E. Mr. Norovyn Altankhuyag)  นายกรัฐมนตรีประเทศมองโกเลียให้การต้อนรับ โดยการนำตรวจแถวทหารเกียรติยศมองโกเลียณ.ลานจัตุรัสซัสบาทาร์ (Sukhbaatar)

??????????y-m2013 (3)y-m2013 (6)y-mongoliaparliament

y-mongolia2013 (3)

พร้อมแนะนำคณะผู้ติดตามทั้งรมต ผู้รับผิดชอบธุรกรรมระหว่างประเทศตามครมรัฐบาลไทยซึ่งได้ขออนุม้ติการทำMOU (ขอครมทุกครั้งให้อนุมัติก่อนจึงจะสามารถทำงานได้)อย่างระหว่างประเทศไทย-มองโกเลียแล้วนั้น หลังจากนั้นนายกรัฐมนตรีมองโกเลียMr.Norovyn Altankhuyag ได้นำ นายกรัฐมนตี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรคาระวะ รูปปั้นผู้นำเจงกิสข่าน หน้าMongolian Parliament

y-mongolia2013 (1)y-mongoliaparliament

คณะรัฐบาลไทยได้ร่วมประชุมหารือเต็มคณะกับนายกรัฐมนตรี ประเทศมองโกเลีย  Mr.Norovyn Altankhuyag แบบทวิภาคีเพื่อร่วมกำหนดแนวทางการพัฒนาความร่วมมือและสนับสนุนการจัดตั้งกลไกระหว่างกัน เพื่อส่งเสริมให้มีความร่วมมือกัน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว ซึ่งจะมีการลงนาม 3 ฉบับ ได้แก่

y-gm2013 (2)

– บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งมองโกเลียว่าด้วยการจัดตั้งกลไกการหารือว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคี เพือส่งเสริมและกระชับความร่วมมือระหว่างกัน

– ความตกลงระหว่างกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงศึกษาและวิทยาศาสตร์

แห่งมองโกเลียว่าด้วยความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อแสวงหาโอกาสและการแลกเปลี่ยนความรู้ โดยเฉพาะสาขา อาหาร เทคโนโลยีชีวภาพ อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ นวัตกรรมและยา

y-mongolia2013 (7)

– บันทึกความเข้าใจระหว่างสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งชาติมองโกเลียกับสำนักงานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน เพื่อร่วมกันส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษบกิจ การค้า และการลงทุน รวมถึง การส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน

y-mongolia2013 (13)

ประเทศไทยและมองโกเลียมีสัมพันธุ์ภาพต่อกันมาปีหน้า2557จะครบรอบ 40 ปีในโอกาสนี้นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตรได้เชิญนายกรัฐมนตรีมองโกเลียเดินทางเยือนประเทศไทยในปีหน้า

นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร กล่าวว่ารู้สึกชื่นชมในความสำเร็จด้านเศรษฐกิจของมองโกเลีย ซึ่งจะเป็นการเปิดประตูสู่การค้าและการลงทุนที่เพิ่มขึ้น แม้ว่าในปัจจุบันยังมีมูลค่าที่ไม่มากนัก ที่ประมาณ 14 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี พ.ศ. 2555 ทั้งสองประเทศจึงเห็นควรให้มีการขยายการค้าและการลงทุน โดยในด้านการค้าเห็นควรให้มีการขยายในด้านผลิตภัณฑ์เหมืองแร่ ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและปศุวัตว์ ยานยนต์ เช่น รถปิกอัพ ส่วนในด้านการลงทุน ดิฉันได้เรียนนายกรัฐมนตรีมองโกเลียว่า ดิฉันสนับสนุนให้ภาคเอกชนไทยเข้ามาสำรวจความเป็นไปได้ในการลงทุนด้านเหมืองแร่ ท่องเที่ยว การเกษตร สาธารณสุข และพลังงานในมองโกเลีย โดยการเดินทางเยือนในครั้งนี้ดิชั้นจึงได้เชิญภาคเอกชนเดินทางร่วมมาด้วย

y-gm2013 (3)

นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตรได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน (Agreement for the Promotion and Protection of Investment) และความตกลงความร่วมมือด้านการค้าและเศรษฐกิจ (Trade and Economic Cooperation Agreement) ระหว่างทั้งสองประเทศ และในขณะเดียวกันทั้งสองประเทศมีความยินดีที่ได้ลงนามเกี่ยวกับการจัดตั้งกลไกการหารือว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคี และความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทั้งนี้ทั้งสองประเทศยังได้ตกลงที่จะขยายความร่วมมือในด้านการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นสาขาที่มีศักยภาพในการพัฒนา

y-gm2013 (4)

นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร กล่าวว่าบทบาทของมองโกเลียเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ประเทศไทยและมองโกเลียได้ตกลงที่จะหาทางเพื่อขยายความร่วมมือในประเด็นภูมิภาคและระหว่างประเทศที่ทั้งสองสนใจร่วมกัน และเพื่อพัฒนาการเชื่อมโยงระหว่างมองโกเลีย และประชาคมอาเซียน

สุดท้ายนี้ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตรได้กล่าวแสดงความขอบคุณรัฐบาลและประชาชนชาวมองโกเลียอีกครั้ง ที่ได้ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น…ขอบคุณคะ

และนายกรัฐมนตี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรเยี่ยมคาระวะประธานรัฐสภามองโกเลีย นายซันดาคู เองค์โบลด์(Mr.Zandaakhuu Enkhbold )ประธานรัฐสภามองโกเลีย ณ อาคาร State Palace

Mongolian Parliament  (2) Mongolian Parliament  (1)

นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และประธานรัฐสภาฯ นายซันดาคู เองค์โบลด์(Mr.Zandaakhuu Enkhbold ) เห็นพ้องกันว่าจะส่งเสริมการแลกเปลี่ยนการเยือนในทุกระดับ เพื่อสร้างกลไกการปรึกษาหารือทั่วไป เพื่อวางกรอบความร่วมมือ และในฐานะสมาชิกรัฐสภา

Mr.Zandaakhuu Enkhbold-yy-Mongolian Parliament

นายกฯ แสดงความยินดีที่ได้ทราบว่ามีการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างรัฐสภาของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะผ่านกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภา นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะสร้างกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาสตรี ซึ่งประธานรัฐสภาไทยได้เชิญประธานรัฐสภามองโกเลียเยือนไทยแล้ว นอกจากนี้ นายกฯและประธานรัฐสภาฯ ต่างสนับสนุนให้มีการแลกเปลี่ยนและการปฏิสัมพันธ์ระหว่างประชาชนสู่ประชาชน ซึ่งถือเป็นกุญแจในการกระชับความร่วมมือทวิภาคีของทั้งสองประเทศ

Mr. Tsakhiagiin Elbegdorj -y

หลังจากนั้นนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้เดินทางไปเยี่ยมคารวะ นายชักเคีย แอลแบคดอร์จ (H.E. Mr. Tsakhia Elbegdorj) ประธานาธิบดีมองโกเลีย ณ.พระราชวัง Marshal Palace

Mr. Tsakhiagiin Elbegdorj -y (2)

นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรได้กล่าวขอบคุณ สำหรับการเชิญเข้าร่วมการประชุมประชาคมประชาธิปไตย ครั้งที่ 7 และเยือนมองโกเลียอย่างเป็นทางการ ซึ่ง ในโอกาสนี้ นายกฯแสดงความชื่นชม ที่ประธานาธิบดีมองโกเลียนายชักเคีย แอลแบคดอร์จ (H.E. Mr. Tsakhia Elbegdorj)ทำให้เศรษฐกิจมองโกเลียฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว และแม้ว่าการลงทุนจากต่างประเทศในมองโกเลียยังคงเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอยู่ แต่ไทยหวังว่าหากประเด็นนี้ได้ข้อยุติ ความตกลงเพื่อการส่งเสริมและการคุ้มครองการลงทุนกับไทยจะได้รับการพิจารณาจากมองโกเลีย และประธานาธิบดีมองโกเลียแสดงการสนับสนุนในความตกลงนี้ เพราะจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนไทยในการเข้ามาลงทุนในมองโกเลีย โดยประเทศไทยและมองโกเลียมีค่านิยมและความเชื่อที่คล้ายกัน เพื่อส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงภายในกรอบของ UN ในภูมิภาค และระหว่างประเทศ  นอกจากนี้ และมองโกเลียต่างยืนยันสนับสนุนความร่วมมือในกรอบ ACD และไทยยินดีสนับสนุนมองโกเลียเข้ามามีส่วนร่วมในกรอบอาเซียน รวมทั้ง การมีส่วนร่วมในการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (EAS)

Mr. Tsakhiagiin Elbegdorj

ในโอกาสนี้ นายกฯได้แสดงความชื่นชมมองโกเลียสำหรับข้อริเริ่มตั้งกลุ่มการเป็นหุ้นส่วนเพื่อประชาธิปไตยในภูมิภาคเอเชีย (Asian Partnership Initiative for Democracy – APID)  และไทยกำลังพิจารณาการมีส่วนร่วมใน APID รวมทั้งศักยภาพของ APID ในการส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตยในภูมิภาค โดยนายกฯได้ย้ำว่า การริเริ่มกรอบความร่วมมือต่างๆในภูมิภาคควรส่งเสริมซึ่งกันและกัน เพื่อส่งเสริมการทำงานร่วมกันให้เกิดประโยชน์สูงสุด และจะเป็นการรับประกันว่าความร่วมมือด้านประชาธิปไตยในภูมิภาคจะมีความยั่งยืน.

Mr. Tsakhiagiin Elbegdorj -y (3)

นายกรัฐมนตี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรเยี่ยมชมสินค้าพื้นเมืองมองโกเลีย

y-mLocal product  (2)y-mLocal product  (3)y-mLocal product  (1)y-mLocal product  (4) y-mLocal product  (5)  y-mLocal product  (6)

หลังจากนั้น นายกรัฐมนตร ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรเดินทางไปโรงงานผลิดผ้าแคชเมียร์ Gobi and Goya Factory Shopเพื่อติดต่อการส่งเสริมผ้าไหมประเทศไทยกับโรงงานผลิตผ้าแคชเมียร์ นุ่มจนคุณสัมผัสได้ เพื่อกระตุ้นเส้นทางสายไหมก้าวไปในครอบครัวโลก ในว่าระต่อไป

y-fgb-casmer -mongolia (1)y-fgb-casmer -mongolia (5) y-fgb-casmer -mongoliay-fgb-casmer -mongolia (4) y-fgb-casmer -mongolia (3)

หลังจากนั้นไปร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำ ซึ่งรัฐบาลประเทศมองโกเลียเป็นเจ้าภาพร่วมกับสมาชิกประชาคมประชาธิปไตยกว่า100ประเทศ

7THCD-MONGOLIA2013 (4)7THCD-MONGOLIA2013 (5)

เมื่อกลับที่พักกระโจมเกอร์ นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรได้มอบข้าหอมมะลิประเทศไทย พร้อมแลกเปลี่ยนภาพม้าแห่งความสุขครอบครัวปิกซัสในทุ่งกว้างสวันน่า ให้ แด่นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นที่ระลึกและกล่าวว่าจะขับเคลื่อนสายสัมพันธุ์เศษฐกิจให้เติบโตขึ้นเป้น2เท่า อีกด้วย

y-l,mong (4)y-l,mongolia (8)

29 เมษายน 2556 การประชุม ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ ทุกประเทศมีเป้าหมายร่วมมือกันที่จะช่วยประเทศในระบอบประชาธิปไตยให้แข็งแรงขี้นและจะกดดันUN ให้ทำหน้าที่สะสางการจัดระเบียบโลกให้ ไม่ละเมิดสิทธมนุษย์ชนโดนฆ่าตายแบบแค่คิดต่าง ก็ฆ่าและจะผนึกกำลังกันในทุกๆๆด้านที่จะตามมาในอนาคต รวมทั้งการส่งเสริมสิทธสตรีในระบอบประชาธิปไตยให้มีบทบาทการเป็นผู้นำในด้านต่างๆๆเพิ่มมากขึ้น ทั้งการเป็นผู้นำทางด้านเศษฐกิจ การเมือง การปกครอง โดยมีสภาวะผู้นำที่ดี มีคุณธรรมนำหน้า นำมาวางรากฐานประชาธิปไตยให้เข็มแข้งยืนเป้นต้นโอ๊คประชาธิปไตย  มีงาน เงิน ปัจจัย4 แล้วมีปัจจัย5ก็คือการมีความเคารพ…ความแตกต่างในกันและกัน และนี้คือ…ประชาธิปไตย สันติภาพ อิสระภาพ ที่แท้จริงที่ทุกคนใฝ่หา นั้นเอง

CD-MONGOLIA2013

ส่วนนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรได้ถูกเชิญให้ เล่าสู่กันฟัง…ในการพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศไทย จากประสบการณ์ตรงที่กระทบถึงตนเองและครอบครัวนั้นเจ็บปวดเพียงใด แม้ว่าได้เป็นนายกรัฐมนตรี การเมืองไทยก็ยังมีอำมาตย์ที่ลุแกอำนาจ กลั่นแกล้งสกัดงาน อำนาจบริหารประเทศ ในทุกวิธีทาง และประชาชนไทยกับทุกๆๆฝ่ายในประเทศไทยกำลังช่วยสะสางปัญหาที่ไม่ตรงแนวประชาธิปไตยสากลนี้ ด้วยวลี WE”LL GO TOGETER

คำเชิญเเขกเกียรติยศพิเศษ ประเทศมองโกเลีย เพื่อกล่าวปาฐกถาประชาคมประชาธิปไตย 100กว่าประเทศ รัฐบาลมองโกเลียได้ทำข้อเสนอมายังรัฐบาลๆๆไทยส่งเข้าครม พร้อมคำกล่าวในงานนี้ เมื่อครมรัฐบาลไทยอนุมัตเห็นสมควรในเรื่องใดจึงทำหนังสือตอบรับคำเชิญพร้อมแนบกำหนดการ MOU พร้อมคำกล่าว ปาฐกถาประชาคมประชาธิปไตย ของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรซึ่งครมรัฐบาลไทยอนุมัติแล้ว คลิปนี้รัฐบาลประเทศมองโกเลีย นำออกเผยเเพร่เมื่อ.16เม.ษ 2556

7thcod_mongolia2013

Statement of Her Excellency Ms. Yingluck Shinawatra

Prime Minister of the Kingdom of Thailand

at the 7th Ministerial Conference of the Community of Democracies

Ulaanbaatar, Mongolia, 29 April 2013

——————————–

Mr. Chairman,

Excellencies,

Delegates to the Conference,

Ladies and Gentlemen,

I wish to begin by expressing my appreciation to His Excellency the President of Mongolia for inviting me to speak at this Conference of the Community of Democracies.

I accepted this invitation not only because I wanted to visit a country that has made many achievements regarding democracy, or to exchange ideas and views on democracy. But I am here also because democracy is so important to me, and more importantly, to the people of my beloved home, Thailand.

Democracy is not a new concept. Over the years, It has brought progress and hope to a lot of people. At the same time, many people have sacrificed their blood and lives in order to protect and build a democracy.

A government of the people, by the people and for the people does not come without a price.  Rights, liberties and the belief that all men and women are created equal have to be fought, and sadly, died for.

Why? This is because there are people in this world who do not believe in democracy. They are ready to grab power and wealth through suppression of freedom.  This means that they are willing to take advantage of other people without respecting human rights and liberties.  They use force to gain submission and abuse the power.  This happened in the past and still posed challenges for all of us in the present.

In many countries, democracy has taken a firm root.  And it is definitely refreshing to see another wave of democracy in modern times, from Arab Spring to the successful transition in Myanmar through the efforts of President Thein Sein, and also the changes in my own country where the people power in Thailand has brought me here today.

At the regional level, the key principles in the ASEAN Charter are the commitment to rule of law, democracy and constitutional government.  However, we must always beware that anti-democratic forces never subside.  Let me share my story.

In 1997, Thailand had a new constitution that was created through the participation from the people.  Because of this, we all thought a new era of democracy has finally arrived, an era without the cycle of coups d’état.

It was not to be.  An elected government which won two elections with a majority was overthrown in 2006. Thailand lost track and the people spent almost a decade to regain their democratic freedom.

Many of you here know that the government I am talking about was the one with my brother, Thaksin Shinawatra, as the rightfully elected Prime Minister.

Many who don’t know me say that why complain?  It is a normal process that governments come and go. And if I and my family were the only ones suffering, I might just let it be.

But it was not.  Thailand suffered a setback and lost international credibility. Rule of law in the country was destroyed. Projects and programmes started by my brother’s government that came from the people’s wishes were removed. The people felt their rights and liberties were wrongly taken away.

Thai means free, and the people of Thailand fought back for their freedom. In May 2010, a crackdown on the protestors, the Red Shirts Movement, led to 91 deaths in the heart of the commercial district of Bangkok.

Many innocent people were shot dead by snipers, and the movement crushed with the leaders jailed or fled abroad.  Even today, many political victims remain in jail.

However, the people pushed on, and finally the government then had to call for an election, which they thought could be manipulated. In the end, the will of people cannot be denied. I was elected with an absolute majority.

But the story is not over. It is clear that elements of anti-democratic regime still exist. The new constitution, drafted under the coup leaders led government, put in mechanisms to restrict democracy.

A good example of this is that half of the Thai Senate is elected, but the other half is appointed by a small group of people. In addition, the so called independent agencies have abused the power that should belong to the people, for the benefit of the few rather than to the Thai society at large.

This is the challenge of Thai democracy.  I would like to see reconciliation and democracy gaining strength. This can only be achieved through strengthening of the rule of law and due process. Only then will every person from all walks of life can feel confident that they will be treated fairly. I announced this as part of the government policy at Parliament before I fully assumed my duties as Prime Minister.

Moreover, democracy will also promote political stability, providing an environment for investments, creating more jobs and income. And most importantly, I believe political freedom addresses long term social disparities by opening economic opportunities that would lead to reducing the income gap between the rich and the poor.

That is why it is so important to strengthen the grassroots. We can achieve this through education reforms. Education creates opportunities through knowledge, and democratic culture built into the ways of life of the people.

Only then will the people have the knowledge to be able to make informed choices and defend their beliefs from those wishing to suppress them. That is why Thailand supported Mongolia’s timely UNGA resolution on education for democracy.

Also important is closing gaps between rich and poor.  Everyone should be given opportunities and no one should be left behind.  This will allow the people to become an active stakeholder in building the country’s economy and democracy.

That is why my Government initiated policies to provide the people with the opportunities to make their own living and contribute to the development of our society. Some of these include creating the Women Development Fund, supporting local products and SMEs as well as help raising income for the farmers.

And I believe you need effective and innovative leadership.  Effective in implementing rule of law fairly. Innovative in finding creative peaceful solutions to address the problems of the people.

You need leadership not only on the part of governments but also on the part of the opposition and all stakeholders. All must respect the rule of law and contribute to democracy.

Ladies and Gentlemen,

Another important lesson we have learnt was that international friends matter.  Pressure from countries who value democracy kept democratic forces in Thailand alive.  Sanctions and non-recognition are essential mechanisms to stop anti-democratic regimes.

An international forum like Community of Democracies helps sustain democracy, seeking to promote and protect democracy through dialogue and cooperation.  More importantly, if any country took the wrong turn against the principle of democracy, all of us here need to unite to pressure for change and return freedom to the people.

I will always support the Community of Democracies and the work of the Governing Council.  I also welcome the President’s Asian Partnership Initiative for Democracy and will explore how to extend our cooperation with it.

Ladies and Gentlemen,

I would like to end my statement by declaring that, I hope that the sufferings of my family, the families of the political victims, and the families of the 91 people, who lost their lives in defending democracy during the bloodshed in May 2010, will be the last.

Let us continue to support democracy so that the rights and liberties of all human beings will be protected for future generations to come!

Thank you.

7THCD-MONGOLIA2013

ร.ท.หญิง สุณิสา เลิศภควัต รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ก่อนการประชุมที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ได้แสดงความเห็นถึงการกล่าวปาฐกถาพิเศษของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในการประชุมประชาคมประชาธิปไตย ที่เมืองอูลัน บาตอ ประเทศมองโกเลีย โดยเห็นว่า เป็นคำกล่าวที่สะท้อนความเป็นจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ประชาธิปไตยของประเทศไทยได้อย่างครบถ้วน ถูกต้อง มีความแหลมคมและทรงพลัง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศ ทั้งยังเป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนต่อประชาคมโลกว่าประเทศไทยมีความมุ่งมั่นพัฒนาการเมืองไทยให้มีความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

“ปาฐกถาของนายกรัฐมนตรี มีความหมายอย่างยิ่งสำหรับประชาชนที่รักประชาธิปไตย ซึ่งได้แสดงความคิดเห็นอย่างชัดเจนว่าสนับสนุนแนวทางของรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีเป็นอย่างมาก และเป็นการสะท้อนถึงบทบาทความเป็นผู้นำของประเทศไทยในการผลักดันระบอบประชาธิปไตยในภูมิภาคและในสังคมโลก ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้เห็นตรงกันว่า ควรแปลของคำกล่าวปาฐกถาของนายกรัฐมนตรีเผยแพร่ให้สาธารณชนได้รับทราบด้วย  ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวขอบคุณคณะรัฐมนตรีที่ให้การสนับสนุนท่าทีของรัฐบาลในเรื่องการพัฒนาประชาธิปไตยและการแสดงจุดยืนบนเวทีโลก และรัฐบาลอยากเห็นการปฏิรูปการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เพื่อให้ประเทศไทยได้รับการยอมรับอย่างสมบูรณ์ จากประชาคมโลก” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เวทีการประชุมประชาคมประชาธิปไตยเป็นเวทีที่มีประโยชน์ นายกรัฐมนตรีจึงอยากให้ไทยเสนอตัวเป็นเจ้าภาพการประชุมเวทีดังกล่าวในปี 2558 อีกด้วย และหลังจากนี้อยากให้ประเทศไทยเข้าไปมีบทบาทมากขึ้นในเวทีโลกต่าง ๆ ที่มีประเด็นเกี่ยวข้องกับการพัฒนาประชาธิปไตย ซึ่งที่ประชุมคณะรัฐมนตรีแสดงความเห็นด้วย โดยนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรับที่ไปศึกษาและจะทำเรื่องกลับมาขออนุมัติคณะรัฐมนตรีต่อไป

“นายสุรพงษ์ ได้กล่าวด้วยว่า เวทีการประชุมประชาคมประชาธิปไตย ที่นายกรัฐมนตรีไปแสดงปาฐกถาที่มองโกเลียได้รับการยอมรับในประชาคมโลก แต่รัฐบาลของไทยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง รวมทั้งรัฐบาลที่ได้อำนาจมาอย่างไม่ถูกต้องตามระบอบประชาธิปไตย แต่ได้อำนาจมาจากการยึดอำนาจ ไม่ได้รับการต้อนรับและถูกประณามจากเวทีดังกล่าว ในนามของรัฐบาลไทยขอยืนยันว่า ถ้อยแถลงของนายกรัฐมนตรี ถือเป็นการลบล้างมลทินของประเทศไทยในเวทีโลก เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ เพราะทำให้ประชาคมโลกมองประเทศไทยด้วยสายตาที่ชื่นชม ไม่ใช่การสร้างความเสียหาย และรัฐบาลจะเดินหน้าผลักดันกระบวนการประชาธิปไตยให้มีความเป็นธรรม และเป็นไปตามหลักนิติรัฐ นิติธรรม โดยไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรค”รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

  • คำแปลปาฐกถาพิเศษของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ในการประชุมประชาคมประชาธิปไตยครั้งที่7 ณ.กรุงอูลานบาตอร์ ,ประเทศมองโกเลีย 29เม.ษ 2556

ท่านประธาน

ท่านผู้มีเกียรติ,

ท่านผู้เข้าร่วมประชุม,

ดิฉันขอเริ่มด้วยการขอบคุณท่านประธานาธิบดีแห่งมองโกเลียที่ได้เชิญให้ดิฉันมาปาฐกถาณ การประชุมประชาคมประชาธิปไตยแห่งนี้

ดิฉันได้ตอบรับเชิญไม่เพียงเพราะดิฉันต้องการที่จะได้มีโอกาสเยือนมองโกเลียประเทศที่ประสบความสำเร็จในความเป็นประชาธิปไตย หรือไม่ได้มาเพียงที่จะได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตยแต่ดิฉันเดินทางมาที่นี่เพราะความเป็นประชาธิปไตยมีความสำคัญต่อดิฉันอย่างมากและที่สำคัญยิ่งกว่าคือความไม่เป็นประชาธิปไตยมีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในประเทศบ้านเกิดของดิฉันประเทศไทยที่ดิฉันรัก

ประชาธิปไตยนั้นไม่ใช่เป็นแนวคิดอุดมการณ์ใหม่ในช่วงเวลาที่ผ่านมายาวนานแนวทางประชาธิปไตยได้นำมาซึ่งความก้าวหน้าและความหวังสำหรับผู้คนจำนวนมากและในขณะเดียวกัน ผู้คนจำนวนมากได้เสียสละเลือดเนื้อและชีวิตเพื่อปกป้องรักษาและสร้างความเป็นประชาธิปไตย

เป็นที่ประจักษ์ชัดว่ารัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ไม่ได้ได้มาฟรีๆ สิทธิ เสรีภาพและความเชื่อที่ว่า มนุษย์ทุกคนไม่ว่าชายหรือหญิงมีความเท่าเทียมกันนั้นได้มาด้วยการต่อสู้และที่น่าเศร้าใจคือ ทำให้ต้องมีผู้เสียชีวิต

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นหรือ? ก็เพราะมีคนจำนวนไม่น้อยในโลกนี้ที่ไม่เชื่อในแนวคิดประชาธิปไตย คนเหล่านี้พร้อมที่จะให้ได้มาด้วยอำนาจและด้วยการกดขี่การมีเสรีภาพนั่นหมายความว่าพวกเขาพร้อมที่เอารัดเอาเปรียบคนอื่น เขาไม่เคารพสิทธิมนุษยชนหรือความเสรีภาพพวกเขาพร้อมจะใช้กำลังเพื่อกดขี่ให้คนอยู่ใต้อำนาจ และยังใช้อำนาจในทางที่ผิด สิ่งนี้ได้เกิดขึ้นในอดีตและยังคงท้าทายเราทุกคนในปัจจุบัน

มีหลายประเทศที่ความเป็นประชาธิปไตยได้หยั่งรากลึกแล้วซึ่งเป็นสิ่งที่ดีและเป็นความรู้สึกสดชื่นที่ได้เห็นกระแสประชาธิปไตยที่นำความเปลี่ยนแปลงสู่ประเทศต่างๆจากปรากฏการณ์อาหรับสปริงค์ถึงช่วงผ่านเปลี่ยนในเมียนมาร์ภายใต้ผลักดันของประธานาธิบดีเต็ง เส่ง รวมถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศของดิฉัน ด้วยพลังของประชาชนคนไทยที่ทำให้ดิฉันมายืนอยู่ที่นี่ได้ในวันนี้

ในระดับภูมิภาคหลักการสำคัญๆในปฏิญญาอาเซียนก็ยึดมั่นในหลักนิติธรรม, ประชาธิปไตยและรัฐบาลภายใต้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย แต่ในขณะเดียวกันเราทุกคนต้องระมัดระวังว่าแรงปฏิกิริยาต่อต้านประชาธิปไตยไม่เคยที่จะถดถอยลดน้อยลงดิฉันขอยกเรื่องของดิฉันเองเป็นอุทาหรณ์

ในปี1997 ประเทศไทยได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งร่างขึ้นโดยที่ประชาชนมีส่วนร่วม เราทุกคนคิดว่ายุคใหม่ของประชาธิปไตยไทยมาถึงแล้วและจะเป็นยุคสมัยที่ไร้การรัฐประหาร

แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นรัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งถึงสองครั้งสองหนด้วยเสียงส่วนใหญ่ถูกล้มลงในปี 2006 ประเทศไทยเสมือนรถไฟตกรางและประชาชนคนไทยใช้เวลาเกือบ10 ปีกว่าที่จะได้เสรีภาพแห่งประชาธิปไตยกลับคืนมา

หลายคนที่อยู่ในที่ประชุมแห่งนี้รู้ว่ารัฐบาลที่ดิฉันพูดถึงคือรัฐบาลที่พี่ชายของดิฉันพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีที่ได้รับการเลือกตั้งอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

หลายคนที่ไม่รู้จักดิฉันอาจบอกว่า เธอจะบ่นไปทำไม? เป็นเรื่องปกติในกระบวนการการเมืองที่รัฐบาลมาแล้วก็ไปซึ่งหากตัวดิฉันและครอบครัวของดิฉันต้องเจ็บปวดแต่ฝ่ายเดียว ดิฉันก็คงจะปล่อยวาง

แต่นั่นก็ไม่ใช่ความเป็นไปที่เกิดขึ้นจากการรัฐประหาร ประเทศไทยต้องถอยหลังและสูญเสียความน่าเชื่อถือต่อนานาชาติหลักนิติธรรมและกระบวนการกฎหมายถูกทำลาย โครงการและแผนงานที่พี่ชายของดิฉันริเริ่มตามที่ประชาชนต้องการถูกยกเลิกประชาชนเกิดความรู้สึกว่าสิทธิเสรีภาพของเขาถูกปล้นไป

คำว่า“ไทย” หมายความว่า “อิสระ” และประชาชนคนไทยก็ได้ลุกขึ้นต่อสู้เรียกร้องเพื่อให้ได้เสรีภาพคืนมาแต่ในเดือนพฤษภาคม 2553 มีการสลายการชุมนุมของผู้เรียกร้องกลุ่มคนเสื้อแดง จนทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง91 คนในใจกลางย่านธุรกิจของกรุงเทพฯ

คนบริสุทธิ์ถูกลอบยิงโดยสไนป์เปอร์แกนนำการชุมนุมต้องติดคุกหรือหลบหนีไปต่างประเทศ และแม้แต่ทุกวันนี้ยังคงมีเหยื่อทางการเมืองจากการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยที่ติดคุกอยู่

ประชาชนคนไทยไม่ท้อถอยและยืนยันที่จะเดินไปข้างหน้าจนในที่สุดรัฐบาลในขณะนั้นต้องจัดให้มีการเลือกตั้ง ซึ่งก็มีฝ่ายปฏิกิริยาต่อต้านประชาธิปไตยที่เชื่อว่าจะบริหารจัดการและบิดเบือนเจตนารมณ์ประชาธิปไตยได้ต่อแต่ในที่สุดพวกเขาก็ไม่สามารถปฏิเสธความต้องการของประชาชนได้ดิฉันได้รับการเลือกตั้งด้วยเสียงส่วนใหญ่ขอประเทศ แต่เรื่องราวนั้นยังไม่จบ

มีความชัดเจนว่าผู้ที่มีปฏิกิริยาต่อต้านประชาธิปไตยยังคงอยู่รัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นในรัฐบาลภายใต้คณะรัฐประหารได้ใส่กลไกที่ตีกรอบเพื่อจำกัดความเป็นประชาธิปไตย

ตัวอย่างหนึ่งที่ดีในประเด็นนี้จะเห็นได้จากที่จำนวนครึ่งหนึ่งของวุฒิสภาไทยมาจากการเลือกตั้ง แต่อีกครึ่งหนึ่งกลับได้รับการแต่งตั้งโดยกลุ่มคนเล็กๆกลุ่มหนึ่งยิ่งกว่านั้น กลไกที่เรียกว่าองค์กรอิสระได้ใช้อำนาจเกินขอบเขตแทนประชาชนเจ้าของอำนาจที่แท้จริงเป็นการดำเนินการเพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหนึ่งมากกว่าเพื่อคนส่วนใหญ่ของสังคม

นี่คือความท้ายทายของประชาธิปไตยไทยในปัจจุบันดิฉันนั้นต้องการเห็นความปรองดองเกิดขึ้นในประเทศไทยและประชาธิปไตยของไทยพัฒนาให้เข้มแข็งยิ่งขึ้นซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยหลักนิติธรรมและกระบวนการทางกฎหมายที่แข็งแรงมีขั้นตอนที่ชัดเจนโปร่งใสและเมื่อนั้นทุกคนจะสามารถมั่นใจได้ว่าเขาจะได้รับการดูแลที่ยุติธรรมเจตจำนงนี้ ดิฉันได้แสดงออกโดยประกาศเป็นนโยบายต่อที่ประชุมของรัฐสภาก่อนการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล

ความมีประชาธิปไตยทำให้เกิดเสถียรภาพทางการเมืองเกิดสภาพแวดล้อมที่ดึงดูดการลงทุน นำมาสู่การสร้างงานสร้างรายได้ที่สำคัญดิฉันเชื่อว่าเสรีภาพทางการเมืองเป็นการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้วยการเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจและนำมาซึ่งการลดช่องว่างทางรายได้ระหว่างคนจนคนรวย

นี่คือเหตุผลว่าทำไมจึงเป็นความสำคัญที่จะต้องสร้างความแข็งแกร่งให้กับประชาชนในระดับรากหญ้าเราจะต้องเดินหน้าปฏิรูปการศึกษา เพราะการศึกษาสร้างโอกาสด้วยความรู้ และปลูกฝังวัฒนธรรมทางประชาธิปไตยในวิถีชีวิตของประชาชน

เมื่อประชาชนมีความรู้ประชาชนจะสามารถตัดสินใจด้วยข้อมูลที่ครบถ้วนและสามารถปกป้องความเชื่อของตนจากผู้ที่ต้องการกดขี่และนี่คือเหตุผลที่ประเทศไทยสนับสนุนข้อเสนอของมองโกเลียในที่ประชุมใหญ่สหประชาชาติเกี่ยวกับการศึกษาและประชาธิปไตย

การลดช่องว่างระหว่างคนรวยคนจนก็สำคัญเช่นกันมนุษย์ทุกคนควรมีโอกาสที่เท่าเทียมกันเราต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง สิ่งนี้จะทำให้ประชาชนเป็นผู้มีส่วนร่วมที่แท้จริงในการพัฒนาเศรษฐกิจและเสริมสร้างประชาธิปไตยของประเทศ

นี่คือเหตุผลที่รัฐบาลต้องริเริ่มนโยบายที่จะเพิ่มโอกาสให้ประชาชนสร้างชีวิตที่ดีกว่าและมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม ดิฉันได้เริ่มต้นไว้หลายโครงการ รวมถึงการสร้างกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีการสนับสนุนผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น และวิสาหกิจขนดกลางขนาดย่อม ในขณะที่ได้กำหนดมาตรการยกระดับรายได้ของเกษตรกร

และดิฉันเชื่อว่าเราต้องการการนำที่มีประสิทธิภาพและมีความสร้างสรรค์ประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายและหลักนิติธรรมตลอดจนความสร้างสรรค์ในการหาทางออกที่สันติในการแก้ไขปัญหาของประชาชน

เราต้องการการนำที่ไม่จำกัดอยู่เฉพาะในซีกรัฐบาลแต่ในฝ่ายค้านและประชาชนทุกคนที่มีส่วนได้ส่วนเสียทุกคนต้องเคารพกฎหมายและช่วยกันสร้างประชาธิปไตย

ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ,

อีกบทเรียนที่ได้เรียนรู้คือเพื่อนในต่างประเทศมีความสำคัญการกดดันจากนานาชาติที่เชื่อในระบอบประชาธิปไตยทำให้กระบวนการประชาธิปไตยในประเทศไทยคงอยู่ได้การคว่ำบาตรและการไม่ยอมรับเป็นกลไกที่สำคัญที่จะหยุดกระบวนการปฏิกิริยาที่ต่อต้านประชาธิปไตย

เวทีนานาชาติอย่างประชาคมประชาธิปไตยแห่งนี้มีบทบาทที่จะช่วยให้ประชาธิปไตยยืนหยัดอยู่ได้การส่งเสริมและปกป้องประชาธิปไตยด้วยการหารือแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นประสบการณ์และสร้างความร่วมมือหากประเทศใดก็ตาม ได้มีการเปลี่ยนแปลงที่ขัดต่อหลักการประชาธิปไตย ทุกคนต้องร่วมกันกดกันเพื่อการเปลี่ยนแปลงและนำเสรีภาพกลับคืนสู่ประชาชน

ดิฉันขอยืนยันว่าจะให้การสนับสนุนเวที่นี้เวทีนี้และการดำเนินงานของสภาบริหาร( GoverningCouncil ) เพื่อจะได้ช่วยให้ประชาธิปไตยแข็งแกร่งขึ้นทั่วโลกนอกจากนี้ดิฉันขอชื่นชมประธานาธิบดีมองโกเลียสำหรับข้อริเริ่มความเป็นหุ้นส่วนเอเชียเพื่อประชาธิปไตย( Asian Partnership Initiative for Democracy ) และทางรัฐบาลไทยพร้อมที่จะส่งเสริมความร่วมมือในส่วนนี้

ท่านผู้มีเกียรติ,

ดิฉันขอปิดท้ายด้วยการประกาศว่าดิฉันหวังว่าความเจ็บปวดที่ครอบครัวของดิฉันได้รับที่ครอบครัวของเหยื่อทางการเมืองไทย และครอบครัวของผู้เสียชีวิตทั้ง 91 คนในเหตุการณ์เมื่อเดือนพฤษภาคม2553 ต้องเผชิญจะเป็นความเจ็บปวดครั้งสุดท้ายสำหรับประเทศไทย

ขอให้เราทุกคนสนับสนุนระบอบประชาธิปไตยเพื่อที่เสรีภาพและอิสรภาพของมนุษย์ได้รับการปกปักษ์รักษาเพื่อลูกหลานและคนรุ่นต่อๆไป

ขอบคุณค่ะ

?????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????

As of 29 April 2013

ULAANBAATAR DECLARATION
COMMUNITY’S ATTAINMENTS AND GLOBAL CHALLENGES

We the Participants of the Seventh Ministerial Conference of the Community of Democracies held in Ulaanbaatar, Mongolia, on 29th April 2013;

Reaffirming our unwavering commitment and adherence to the purposes and principles of the Warsaw Declaration of 27 June 2000 establishing the Community of Democracies and subsequent Ministerial decisions of the Community of Democracies,

Reiterating our obligations under the United Nations Charter and our common allegiance to the principles and spirit of the Universal Declaration of Human Rights and, as appropriate, other relevant international instruments,

Reaffirming that democracy, development and respect for all human rights and fundamental freedoms are interdependent and mutually reinforcing,

Reiterating also our conviction that democracy is the best known form of government to promote and protect human rights, fundamental freedoms and the rule of law for all, and to strengthen peace as well as to promote prosperity,

Recognizing that human rights, democracy and the rule of law are strengthened when States work to eliminate discrimination of any kind and strive to ensure the full participation of women on equal terms with men, in all spheres of political, social and economic life,

7THCD-MONGOLIA2013 (1)

Stressing the importance of ensuring that government is transparent, responsive, effective and accountable to the people, and that everyone tangibly benefits from free and open societies that embrace democratic institutions, respect for the individual, tolerance of diversity, pluralism, and the rule of law,

Reaffirming the important role played by individual citizens, civil society in decision making and policy formulation, and in improving the quality, legitimacy, and effectiveness of democracies,

Expressing appreciation for the positive democratic trends in many parts of the world since the Vilnius Ministerial Conference held in 2011, including an increasing number of free and fair elections,

Welcoming the growing respect for democratic values in many parts of the world, including the initial steps taken in Northern Africa and the Middle East as well as the beginnings of political transition in Myanmar,

Noting with concern, however, the decline in the promotion and protection of social and political rights and civil liberties as well as the restrictions placed on individuals and civil society and the freedoms of expression, association, religion and belief in some countries
Expressing concern for the people of Mali who have been excluded from the democratic development of their country through the use of force, and reiterating the Community of Democracies’ resolve to support the return to a pluralistic and stable democracy governed by rule of law in Mali through inclusive national dialogue and long-term reconciliation,

Acknowledging the important role of the United Nations as well as regional and non- governmental organizations in democratic development, and other initiatives past and present that support and promote democracy and democratic values throughout the world,

Mindful of the role of international cooperation in promoting the goals set forth in the Warsaw Declaration and other international documents and commitments, including the Millennium Development Goals (MDGs), and convinced that in this field the Community of Democracies can play an important role in such cooperation and exchange of experience as well as through the provision of peer support,

Recalling that equality between men and women and the protection and promotion of women’s rights are an integral part of human rights and a fundamental criterion of democracy,

7THCD-MONGOLIA2013 (3)

Have adopted the following:

1. We reaffirm our resolve to advance democracy in our countries and worldwide, helping bridge the gap between principles and practice and, to that end, to cooperate in an open, inclusive and transparent manner with relevant national and international stakeholders within our respective countries as well as among ourselves and other international stakeholders.

2. We reaffirm our continued commitment to the CD reform process, initiated under the Lithuanian Presidency and welcome the institutional reforms of the CD advanced under Mongolia’s Presidency, as decided by the Vilnius Ministerial Conference in 2011, including the establishment of the first Governing Council and Executive Committee, the appointment of the Community’s first Secretary-General and the institutionalization of its Permanent Secretariat. These basic institutional structures are contributing to the development of the CD into a dynamic coalition able to take real action to strengthen democracy and civil society worldwide.

3. We commend the concrete actions undertaken by the Presidency in promoting education for democracy, and will work together to promote the full and meaningful implementation of the United Nations General Assembly resolution A/RES/67/18 on Education for Democracy, which would contribute to the strengthening of democratic society and institutions, the realization of human rights and the achievement of the MDGs. Further, we commend to the attention of all CD member states the action plan contained in the International Steering Committee’s Charlottesville Declaration on Creating a Culture of Democracy through Education (CCD).

4. We applaud the concrete actions taken by the Community’s working groups since the Vilnius Ministerial Conference in support of the Community of Democracies’ objectives, including:

– Enabling and protecting civil society by coordinating diplomatic action to prevent and address the adoption of laws and regulations that unduly restrict the work of civil society;

– Establishing the Leadership Engaged in New Democracies (LEND) Network and its Working Group – a digital platform for sharing best practices, peer-to-peer exchanges, and information on reform and the rule of law with those leaders guiding democratic transitions;

– Streamlining the activities of the Working Group on Education for Democracy to focus on practical actions, such as organizing international seminars, developing curriculum framework, establishing a new digital library of democracy education curricula and materials.

7THCD-MONGOLIA2013 (6)  

5. We also welcome other activities by the Community, including:

– Organizing the International Women’s Leadership Forum in Ulaanbaatar in July 2012;

– Convening of the first informal Asia-Pacific Ministerial meeting in Ulaanbaatar on 28 April 2013 at which the Ministers decided to regularly hold such a meeting at the margin of the CD Ministerial Conferences;

– Launching an Asian network for democracy to consolidate regional civil society activities and strengthening democratic gains in Asia;

– Promoting regional and country-to-country dialogue, cooperation and exchange of experiences in democratic development;

– Continued meetings of the UN Democracy Caucus that addressed issues such as democracy education, the rule of law, and democracy support;

– Successfully implementing the first round of the Democracy Partnership Challenge Task Forces for Tunisia and Moldova;

– Initiating the process to apply for an observer status with the United Nations General Assembly;

– Recognition of the Parliamentary Forum for Democracy, established under the Lithuanian Presidency, as an affiliated body of the Community of Democracies;

– Holding the first meeting of a Group of Friends of the Community of Democracies in Bamako with the aim of supporting Mali’s return to democratic order;

– Establishing an Ad Hoc Group for Myanmar to support that country’s transition towards democracy;

– Supporting effective cooperation with civil society to improve the transparency, accountability, legitimacy and performance of democratic governments.

???????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????

6. We welcome the concrete and practical outcomes of the fora of the five pillars of the CD, namely, parliamentary, civil society, women, youth and the corporate fora, held in Ulaanbaatar on 27-28 April, which addressed the challenges and opportunities in promoting and consolidating democratic reforms, including means of harnessing open governance for democracy, and addressing the issues of more effectively fighting against corruption. These fora also provided an opportunity to share experiences and chart further cooperative measures, including related to tackling the issues of open government, transparency, democratic governance and support for emerging democracies. Their input to this Ministerial conference, annexed to this declaration, is greatly appreciated and lays the basis for further concrete actions of the CD in cooperation with its pillars.

7. We resolve to further increase and strengthen the activities of the Community of Democracies in support of greater democratic governance in our countries as well as in promoting and protecting democratic values in countries where democracy faces challenges.

cd_mongolia2013

To this end we:

– Support the activities of the pillars of the CD in promoting transparent and accountable democratic governance; in addressing, where necessary, the challenges to such governance and promoting human rights and freedom;

– Work together to emphasize human rights, fundamental freedoms and democratic governance as integral parts of inclusive development and the eradication of extreme poverty as the international community works to formulate the post-2015 development framework;

– Provide support to countries undergoing transitions to democracy to facilitate the emergence of democratic societies defined by good governance, protection of human rights and fundamental freedoms as well as respect for rule of law as stated in the resolution 19/35 of the United Nations Human Rights Council;

– Support and defend an enabling environment for civil society, including through the adoption of legislation that does not put undue restrictions on civil society, in all nations;

– Resolve to protect and promote freedom of expression, peaceful assembly and association, religion and belief and provide support to those whose rights are being denied or infringed upon; emphasizing that human rights including freedom of expression apply online as well as offline;

cod-mongolia2013

– Improve international observations of elections so as to ensure the transparent and genuine expression of the will of people and, if needed, offer recommendations for improving the integrity and effectiveness of electoral and related processes without interfering in the election processes;

– Support the strengthened role of the Community of Democracies at the United Nations by:
•Encouraging the UN Democracy Caucus to take a leading role in supporting the goals of the United Nations Charter, the Universal Declaration of Human Rights and the Community of Democracies Warsaw Declaration, in the General Assembly, the Human Rights Council and other relevant UN bodies;
•Supporting the work of the UN special mechanisms on issues relating to democracy and human rights, particularly the UN Special Rapporteurs on the right to freedom of peaceful assembly and of association, the right to freedom of opinion and expression, and the situation of human rights defenders;
•Developing closer cooperation with the United Nations Development Program, the United Nations Democracy Fund, other relevant UN bodies and the UN Alliance of Civilizations.

– Promote the goals of empowering of women and their full participation in all spheres of political, social and economic life as well as fighting gender-based violence;

– Promote further cooperation and coordination of efforts between the Community of Democracies and international and regional organizations, and initiatives such as the Open Government Partnership;

– Redouble our efforts to include civil society views in all aspects of the Community of Democracies, to provide support to the nongovernmental International Steering Committee, and to support civil society in all countries in the world.

– Explore the benefits of transforming the Community of Democracies towards a fully-fledged international organization.

8. We welcome the new Presidency of El Salvador and express our commitment to support and assist El Salvador in leading multi-stakeholder efforts to protect, strengthen and advance democracy and democratic values in our countries and beyond.

9. We congratulate Mongolia on its outstanding leadership of the Community of Democracies and its efforts to advance democracy and democratic values in the Asia-Pacific region and around the world. We also express words of gratitude to Mongolia for the successful hosting of the VII Ministerial Conference of the Community of Democracies in Ulaanbaatar.

โพสท์ใน ข่าวสารและการเมือง

ThaiPM yingluck shinawatra AttendThe 22nd ASEAN Summit 24 – 25 April 2013, Bandar Seri Begawan, Brunei Darussalam

l-sm2013_

24 เม.ษ 2556(13.30น)นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้เดินทางไปเข้าร่วมการประชุม  22nd ASEAN Summit ระหว่างวันที่ 24 – 25 เมษายน 2556 ณกรุงกรุงบันดาร์เสรีเบกาวัน ประเทศบรูไนดารุสซาลาม ซึ่งการประชุมครั้งนี้ใช้ชื่อว่า Our People, Our Future Together  …

22as,bm2013 (3)

20.30น นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เดินทางถึง กรุงกรุงบันดาร์เสรีเบกาวัน ประเทศบรูไนดารุสซาลาม และได้เข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้นำอาเซียน 10 ประเทศ และนาย เล เลือง มินส์ เลขาธิการอาเซียน ได้รายงานสรุปผลของการคืบหน้า อาเซียน ก่อนการประชุมสุดยอดอาเซียน จะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้( 25 เม.ย. 2556)

22as,bm2013 (1)

Venue of 22nd ASEAN Summit (2013)
Bandar Seri Begawan, Brunei Darussalam

22sm.bm2013 (4)

การประชุมในครั้งนี้จะมุ่งเน้นในการให้ความสำคัญของบทบาทประชาชนในการขับเคลื่อนอาเซียน การกำหนดอนาคตของภูมิภาคอาเซียน ร่วมถึงการติดตามความคืบหน้าของแต่ละประเทศ เพื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ในอีก 2 ปีข้างหน้า  ในงานเลี้ยงรับรองผู้นำอาเซียนนั้น ผู้นำอาเซียนต่างก็สวมเสื้อผ้าไหมทอพิเศษของประเทศบรูไนดารุสซาลาม ครั้งนี้ด้วย

25เม.ษ 2556

22aseansb2013 (15)

การประชุม 22nd ASEAN Summit… Our People, Our Future Together  ได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ ผู้นำอาเซียนได้ร่วมถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ก่อนเข้าห้องประชุมในครั้งนี้

22aseansb2013 (16)

09.00-12.15 น. นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 22 ที่สำนักนายกรัฐมนตรี เนื้อหาการประชุมสรุปผลการขับเคลื่อนของประชาชนสู่อาเซียนอย่างไร

เนื้อหาการประชุม 22nd ASEAN Summit ในครั้งนี้มุ่งเน้นความสำคัญของสันติภาพ เสถียรภาพ และความมั่นคงทางทะเลภายในภูมิภาค
โดย สุลต่านฮัสซานัล โบลเกียะห์แห่งบรูไนดารุสซาลามเป็นเจ้าภาพการประชุมในครั้งนี้

asean g

สาระการประชุมสรุปว่าบรรดาผู้นำอาเซียนจะขยายความสัมพันธ์ทางการค้ากับประเทศจีนฮ่องกง และบรรจุวาระการประชุมในการต้องการความร่วมมือจากประเทศจีนเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติในทะเลจีนใต้ เพื่อลดความตึงเครียดในน่านน้ำที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ในประเทศอาเซียนใต้

สำหรับการวางรากฐานการเชื่อมโยงอาเซียนthe Master Plan on ASEAN Connectivity (MPAC)ได้เปิดการประชุมสุดยอดอินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย (Indonesia-Malaysia-Thailand Growth Triangle หรือ( IMT-GT) ครั้งที่ 7โครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงอินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทยโดยการเพิ่ม การสร้างทางหลวงพิเศษ การเพิ่มท่าเรือ ได้รวมตัวกันเพื่อเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ,ศูนย์กลางการกระจายสินค้า,สร้างมาตรฐานในการรับรองสินค้าและบริการต่างๆ เช่น อาหารฮาลาล ยางพารา สินค้าเกษตร การท่องเที่ยว,การอำนวยความสะดวกด้านการค้า การอำนวยความสะดวกในระหว่างเดินทางและจุดผ่านแดน ส่วนเรื่องปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้นั้น ทั้ง 3 ประเทศจะเน้นความร่วมมือโดยรวม เพื่อให้เกิดความสงบและสันติภาพ

ASEAN_3s

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า ประเทศสมาชิกอาเซียนมีบทบาทในการแสดงท่าทีเพื่อให้เกาหลีเหนือหันมารับฟัง นอกจากนี้ ยังคาดว่าจะมีการหารือเรื่องแผนการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในปี 2558

นายมาร์ตี้ นาตาเลกาวา รัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซีย เผยด้วยว่าผู้นำอินโดนีเซีย ได้พบหารือกับผู้นำพม่า เกี่ยวกับเหตุจลาจลต่อต้านชาวมุสลิมที่เกิดขึ้นในพม่าและแสดงความมั่นใจว่า รัฐบาลพม่ากำลังพยายามทำสิ่งที่ถูกต้องเพื่อยุติความขัดแย้ง

asean_25th_summit_3

นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้สัมภาษณ์ว่า ประเทศไทยได้ผลักดันสิ่งที่เคยเสนอให้มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม เช่น แผนปฏิบัติการ Drug-free ASEAN แผนปฏิบัติการเรื่องการค้ามนุษย์ การบริหารจัดการภัยพิบัติ การระดมทุนสำหรับการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างประเทศสมาชิก ซึ่งเป็นไปตาม 3 เสาหลักที่ประกอบด้วย เศรษฐกิจ การเมืองและความมั่นคง และสังคมและวัฒนธรรม ห้มีการเชื่อมโยง 3 เสาหลัก ผ่านกิจกรรมทางวัฒนธรรม การท่องเที่ยว รวมทั้ง การสนับสนุนและผลักดันด้านการอำนวยความสะดวกและความช่วยเหลือด้านการแพทย์ การสาธารณสุข และการศึกษา นอกจากนี้จะถือโอกาสนี้เชิญผู้นำอาเซียน มาร่วมประชุมระดับผู้นำด้านน้ำแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (Water Summit) ในเดือน พ.ค. ที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมอีกด้วย

จากนั้นจะร่วมงานเลี้ยงอาหารกลางวันเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้นำอาเซียน ณ สำนักนายกรัฐมนตรี

22aseansb2013 (10)

หลังจากนั้นนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ร่วมหารือทวิภาคีกับนายเต็ง เส่ง  ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเหมียนม่าร์ เกี่ยวกับความคืบหน้าของโครงการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดนไทย-พม่า และโครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย

สรุปผลการหารือในครั้งนี้ …นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรได้แสดงความยินดีต่อพัฒนาการปฎิรูปภายในประเทศเมียนมาร์อย่างต่อเนื่อง และประเทศไทยพร้อมที่จะให้การสนับสนุนในทุกๆ ด้าน โดยในปีนี้ถือเป็นโอกาสอันดียิ่งที่ทั้งสองประเทศจะได้ฉลองครบรอบ 65 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ประเทศเมียนมาร์ และยินดีต้อนรับประธานาธิบดีแห่งเมียนมาร์เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) สมัยที่ 69 ณ กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 29 เมษายน 2556 และการประชุมระดับผู้นำด้านน้ำแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ณ จังหวัดเชียงใหม่ในเดือนพฤษภาคม 2556 นี้

22aseansb2013 (19)

ความก้าวหน้าของโครงการท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง-ทวาย คือ..ประเทศไทยได้จัดทำข้อตกลงผู้ถือหุ้นสำหรับการจดทะเบียนจัดตั้ง SPV (SPV Shareholder Agreement) และสัญญาสัมปทานแล้ว และเสนอให้ทางเมียนมาร์ได้พิจารณาต่อไป เพื่อทบทวนรูปแบบการเงินของโครงการร่วมกันในเดือนพฤษภาคม 2556 ณ.กรุงเทพมหานคร พร้อมกันนี้ประเทศไทยได้เชิญประเทศญี่ปุ่นเข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อย่างเป็นทางการ  ร่วมกับประเทศไทยและเมียนมาร์ ผู้นำทั้งสองยังได้มีการหารือในประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการ เช่น การประชุมคณะกรรมการ ร่วมระดับสูงระหว่างไทย-เมียนมาร์ (Joint High-Level Committee หรือ JHC) การอำนวยความ ความสะดวกประชาชนย้ายออกจากพื้นที่โครงการการระดมทุน การพัฒนาเขตอุตสาหกรรมตามแนวชายแดน

22aseansb2013 (7)

ข้อสรุปรูปแบบการเงินและการสนับสนุนการใช้เงินบาทเป็นสกุลเงินที่สามารถแลกเปลี่ยนได้อย่างเป็นทางการ ในเมียนมาร์ เพื่อส่งเสริมการลงทุนระหว่างต่างประเทศ โดยเฉพาะโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจทวาย นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรและนายเต็ง เส่ง ประธานาธิบดีเมียนมาร์ได้หารือกันในประเด็นชาวโรฮิงญา และกลุ่มผู้พลัดถิ่นชาว เมียนมาร์ โดยประเทศไทยขอความร่วมมืออย่างเป็นทางการเมียนมาร์ดำเนินการพิสูจน์ข้อมูลสถานภาพเพื่อแสวงหาทางออก ที่เหมาะสมให้กับบุคคลทั้งสองกลุ่มนี้ นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีแสดงความยินดีต่อข้อริเริ่มของเมียนมาร์ ในการจะเปิดจุดผ่านแดนใหม่ 3 แห่ง ได้แก่ ด่านเจดีย์สามองค์-พญาตองซู, ด่านบ้านน้ำพุร้อน-ทิกิ, ด่านสิงขร-มอต่อง ซึ่งจะเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการกระชับและเพิ่มพูนความสัมพันธ์ในระดับประชาชนและการพัฒนาเศรษฐกิจตามแนวชายแดนของทั้งสองประเทศด้วย

14.00 น.นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้าร่วมการประชุมสุดยอด อินโดนีเซีย-มาเลเซียและประเทศไทย (IMT-GT) ครั้งที่ 7

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึง การประชุมสุดยอดอินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย (Indonesia-Malaysia-Thailand Growth Triangle หรือ( IMT-GT) ครั้งที่ 7 ภายหลังการประชุมสุดยอดอาเซียน ว่า ได้ผลักดันการเร่งรัดแผนการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างอินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย ด้วยการเพิ่มเส้นทาง การสร้างทางหลวงพิเศษ การเพิ่มท่าเรือ การรวมตัวกันเพื่อเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ และเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้า รวมถึง การสร้างมาตรฐานในการรับรองสินค้าและบริการต่างๆ เช่น อาหารฮาลาล ยางพารา สินค้าเกษตร การท่องเที่ยว และการอำนวยความสะดวกด้านการค้า การเดินทางระหว่างจุดผ่านแดน ส่วนเรื่องปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้นั้น ทั้ง 3 ประเทศจะเน้นความร่วมมือโดยรวม เพื่อให้เกิดความสงบและสันติภาพ

22aseansb2013 (21)

และนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตรเข้าร่วมพิธีลงนาม CIMT Establishment Agreement

CIMT BM  

17.15 น. คณะของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตรเดินทางกลับประเทศไทย ถึงท่าอากาศยาน บน.6 ในเวลา 19.00 น.

hm_presscon_22asb

การแถลงข่าวปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน  22nd ASEAN Summit โดยสุลต่านฮัสซานัล โบลเกียะห์แห่งบรูไนดารุสซาลาม ประธานเจ้าภาพ มีสาระดังนี้

พระองค์ได้ทรงยอมรับ “ความท้าทายอันเนื่องมาจากระดับที่แตกต่างกันของการพัฒนาในหมู่พวกเรา”

He acknowledged “challenges due to the varying levels of development amongst us”.

และในประชุมสุดยอดครั้งนี้ผู้นำอาเซียนได้ตกลงกันที่จะ “ยกระดับการทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” หรือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

The leaders had agreed to “leverage upon ongoing work to establish the AEC”, or ASEAN Economic Community.

His Majesty also touched on the issue of South China SEa and China where they aimed to have a calm and harmonious discussions and they have continued discussions with the ASEAN Head of States. They also take into account the importance of the 10th anniversary of the ASEAN-China Strategic Partnership in 2013 and followed by the positive momentum 19th ASEAN-China Senior Officials’ Consultations and hopefully the Ministers will continue to work actively with China on the way forward for the early conclusion of a Code of Conduct in the South China Sea (COC) on the basis of consensus.

2013-04-25f22as_BRUNEI-ASEAN

His Majesty stated that ASEAN Leaders expressed satisfaction on the progress of ASEAN’s relations with Dialogue Partners and external parties especially their support and contrition to their community building efforts. The Leaders looked forward to the upcoming disaster relief and military medicine exercise in Brunei Darussalam this June, which will be the first humanitarian effort of its kind to bring together ASEAN countries and partners.

In line with the current theme, His Majesty said ASEAN Leaders  also recognized the important contribution made by the socio-cultural pillar in bringing their people together and supporting their community building efforts as well as raising ASEAN awareness. In particular, His Majesty and other ASEAN Leaders would like to see greater involvement of youth in ASEAN activities.

22aseansb2013 (2) 22aseansb2013 (9)

His Majesty touched on the progress of ASEAN Economic Community by creating an effective roadmap that will set out initiatives to ease the way of doing business, address investment impediments and incorporate innovation policies into ASEAN’s efforts. They also have discussed on the need for development of an ASEAN Business Travel Card to ease the movement of our business people and investors.

In conclusion, the ASEAN Leaders look forward to meeting their dialogue partners this Octoer in Bandar Seri Begawan at the 23rd ASEAN Summit and Related Summits. Also present at the Press Conference was Yang Berhormat Pehin Orang Kaya Perkama Dewa Dato Seri Setia Lim Jock Seng, Second Minister of Foreign Affairs and Trade.

ประมวลภาพนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้าร่วมการประชุม22nd ASEAN Summit ระหว่างวันที่ 24 – 25 เมษายน 2556 ณกรุงกรุงบันดาร์เสรีเบกาวัน ประเทศบรูไนดารุสซาลาม ” Our People, Our Future Together ” …

22as,bm2013 (2)22as,bm2013 (5)22sm.bm2013 (2)22sm.bm2013 (3)22sm.bm2013 (5)

25เม.ษ 2556Z9 (09.00-12.15 น.) นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 22 ที่สำนักนายกรัฐมนตรี ผู้นำอาเซียนร่วมงานเลี้ยงอาหารกลางวันเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้นำอาเซียน ณ สำนักนายกรัฐมนตรี

22aseansb2013 (6)22aseansb2013 (9)22aseansb2013 (20)22aseansb2013 (11) 22aseansb2013 (12)22aseansb2013 (1) 22aseansb2013 (4)

หลังจากนั้นนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ร่วมหารือทวิภาคีกับนายเต็ง เส่ง  ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเหมียนม่าร์

22aseansb2013 (5)

นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้าร่วมการประชุมสุดยอด อินโดนีเซีย-มาเลเซียและประเทศไทย (IMT-GT) ครั้งที่ 7  หลังจากนั้นนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตรได้เข้าร่วมพิธีการลงนาม CIMT Establishment Agreement

CIMT BM

แล้วพบกันใหม่นะค่ะ…กับการเริ่มต้นใหม่ๆๆ…คิดใหม่ทำใหม่  22nd ASEAN Summit… ” Our People, Our Future Together ” …ท่านละยอมรับสิ่งใหม่ๆๆแม้ขัดใจตนเองม๊ากมากแต่เพื่อ…อนาคตประเทศไทย นั้น เราต้องฝึกเป็นนักรบ…We build the future….นะเธอ !!!!ชิมิ แม้จะเจ็บปวด กับการก่นด่า การเข้าใจผิด เห็นต่างแสนงอนกันบ้างก็พองามเด้อ ความต่างของดอกไม้หลากสีแห่งประชาธิปไตยได้บังเกิดขึ้นแล้วณ…กลางใจของชาวอาเซียนทุกคน และเรายินดีต้อนรับท่าน…ในเชิง+ แบบก้าวหน้าไปพร้อมๆๆกัน( WE “LL GO TOGETTER )

JOINT STATEMENT

NINTH BRUNEI DARUSSALAM – INDONESIA – MALAYSIA – PHILIPPINES EAST ASEAN GROWTH AREA SUMMIT
(9th BIMP-EAGA SUMMIT)
25 April 2013, Bandar Seri Begawan, Brunei Darussalam

1. We,  the   Leaders   of   Brunei   Darussalam,   Indonesia,   Malaysia   and   the Philippines, met for the 9th  BIMP-EAGA Summit in Bandar Seri Begawan, Brunei Darussalam, on 25 April 2013, to review the progress of cooperation and to provide further direction in the pursuit of our shared vision of establishing BIMP-EAGA as a regional food basket and ecotourism destination through enhanced connectivity for trade and investment, whilst ensuring sustainable management of the environment. We reiterated the importance of sub-regional economic cooperation of BIMP-EAGA as a strategy in supporting the realisation of the ASEAN Community.

2. Trade  will  continue  to  be  one  of  the  main  cornerstones  of  BIMP-EAGA cooperation. As such, we are pleased to note that total trade value of BIMP-EAGA grew significantly by 70% from USD 100 billion in 2009 to USD 170 billion in 2011. Intra-EAGA trade represented nearly 25% of the total EAGA trade over the same period. We are also pleased to note the positive trend in foreign direct investment in BIMP-EAGA Member Countries have grown significantly by 129% from USD 24 billion in 2009 to USD 55 billion in 2011.

3. We are pleased with the progress in implementing the Priority Infrastructure Projects, since our endorsement of the Implementation Blueprint (IB) 2012 – 2016 at the 8th BIMP-EAGA Summit in 2012. We took note that the 2013-2014 rolling pipeline projects that have been identified will further contribute to the attainment of the BIMP- EAGA vision.  We look forward to the finalisation of the “Result-Based Monitoring and Evaluation Framework” to provide indicators and assessment of the substantive outcomes and impacts of these projects to our community. We reiterated on the need for effective and timely implementation of the IB and therefore, we tasked our Sectoral Ministers to jointly coordinate and implement these BIMP-EAGA priority projects.

4. We recognised the need to synergise through greater coordination, among the four pillars of BIMP-EAGA, i.e. connectivity, food basket, tourism and environment, to further improve economic development and also narrow the development gap within the BIMP-EAGA Member Countries.   We are pleased that, under the connectivity pillar, transport initiatives continue to be sustained. Amongst others, we welcomed the commencement of Malaysia’s MASwings flights on 1 February 2013 between Kota Kinabalu, Malaysia and Balikpapan, Indonesia as well as flights between Kuching, Malaysia and Balikpapan, Indonesia. We also welcomed the additional designation of Tawau and Mulu in Malaysia; Makassar in Indonesia; and Cagayan De Oro in Philippines as BIMP-EAGA points for fifth freedom traffic rights.

5. We welcomed the initiatives to improve the ICT literacy in the rural community through the ICT Rural Outreach Program (iROP). We commended the ICT sector for the successful launching of Phase I of the BIMP-EAGA Rink project as a stepping stone to develop the BIMP-EAGA region as a communications hub. We are pleased to note the convening of the inaugural Informal BIMP-EAGA Telecommunications and ICT Ministers Meeting on 14 November 2012 in Cebu, Philippines which provided further direction in moving the ICT agenda forward.

6. We recognised the performance of the tourism sector in the last three years which has demonstrated strong potential for growth. The combined foreign and domestic arrivals in BIMP-EAGA registered a 31% increase, from 13 million in 2009 to 17 million in 2011. We, therefore, appreciated the continuous efforts of the tourism sector to promote the Equator Asia tourism brand and thus, we welcomed the arrangement of various BIMP-EAGA signature tourism events. We also welcomed their efforts in pursuing various infrastructure development and promotion activities, as well as capacity building program at the Community-Based Ecotourism Pilot Sites, and hosting a BIMP-EAGA familiarisation tour for media and travel writers from China.

7. In strengthening food security in the sub-region, we commended the successful conduct of the 1st BIMP-EAGA and IMT-GT Consumer Fair and the BIMP-EAGA and IMT-GT Business Transformation Leaders Conference: Promoting High-Value Agriculture  through  Public-Private  Partnerships  held  in  Melaka,  Malaysia  on  30 November – 2 December 2012 and the positive outcomes of the conference in forging new private sector joint venture initiatives namely, on Biotech Organic Fertilisers and Swiftlet Eco-Park. We look forward to the conduct of the 2nd BIMP-EAGA and IMT-GT Consumer Fair to be hosted in the Philippines in 2014. We also commended the private sector joint venture initiatives in the Hybrid Rice Seed production.

8. We tasked our Sectoral Ministers to look into ways of ensuring sustainable use of natural resources in the sub-region, in an effort to conserve the environment for future generations.   In this regard, we encouraged active engagement with global environment players to support our work in ensuring the preservation of two of the richest biodiversity areas in the world, namely the Heart of Borneo and the Coral Triangle (Sulu-Sulawesi Marine Eco-region).

9. We recognised the ever-increasing initiatives that are currently being pursued under the BIMP-EAGA cooperation and on the need to effectively coordinate and monitor them through a fully-functioning central secretariat. We look forward to the finalisation of the institutional arrangements for the establishment of the BIMP-EAGA Facilitation Centre (BIMP-FC) by the next Ministerial Meeting.

10. We  called  on  the  BIMP-EAGA  Business  Council  (BEBC)  to  continue  to advocate greater ease of doing business and facilitation of cross-border trade and investment in the sub-region. We urged the private sector, our Senior Officials, local governments and officials from the various sectors to strengthen public-private partnerships and reinforce collective efforts at exploring innovative modalities for partnerships,  particularly  in  the  area  of  enhancing  connectivity,  establishing  food basket and promoting tourism in BIMP-EAGA.

11. We thanked our Regional Development Advisor, the Asian Development Bank (ADB), for their continued assistance in the operationalisation of the Implementation Blueprint (IB) 2012-2016 and in the provision of technical assistance projects in supporting the development of connectivity infrastructure and trade facilitation. We urged ADB to continue its support and also consider providing their assistance in delivering projects.

12. We appreciated the ASEAN Secretariat’s increasing engagement with BIMP- EAGA and therefore, we welcomed the conduct of the ASEAN Secretariat – BIMP EAGA Consultation on 4 March 2013 in its efforts to align the BIMP-EAGA development  with  the  ASEAN  Community  agenda.  We  urged  them  to  pursue identified follow through activities to strengthen ASEAN – BIMP-EAGA collaboration. We support the higher profiling of BIMP-EAGA with ASEAN’s Dialogue Partners and External Parties.

13. We are pleased with BIMP-EAGA’s engagement with China and Japan. We look forward to greater cooperation by all stakeholders to establish actual joint venture undertakings with China and with Japan. We tasked our Senior Officials to identify new Development Partners.

14. We expressed our sincere appreciation and gratitude to the Government of Brunei Darussalam for the warm hospitality and the excellent meeting arrangements.

22as-b2013 (1) 22as-b2013 (2)

CHAIRMAN’S STATEMENT OF THE 22nd ASEAN SUMMIT

“Our People, Our Future Together”

Bandar Seri Begawan, 24-25 April 2013

1. We, the Heads of State/Government of ASEAN Member States, gathered in Bandar Seri Begawan, Brunei Darussalam for the 22nd ASEAN Summit on 24-25 April 2013. We had productive discussions under the theme “Our People, Our Future Together”, with an emphasis on the role of our people in ASEAN’s community building efforts and the future of ASEAN beyond 2015. We noted the importance of realising a truly ‘People-Centred’ ASEAN as a central element of a post-2015 vision of ASEAN.

Realising the ASEAN Community: Moving Forward

2. While encouraged by the progress in the implementation of the ASEAN Charter and the Roadmap for an ASEAN Community, we agreed to further intensify our work to realise an ASEAN Community that is politically cohesive, economically integrated and socially responsible in order to take advantage of current and future opportunities, and effectively respond to regional and international challenges.

3. Recalling the adoption of the Bali Concord III Plan of Action (2013-2017) in Phnom Penh in November 2012, we reaffirmed our commitment to its implementation, and welcomed the support of our Dialogue Partners, which will facilitate the region’s efforts in addressing global issues of common interest. We also recalled the Phnom Penh Agenda for ASEAN Community Building and Phnom Penh Declaration on ASEAN: One Community One Destiny adopted at the 20th  ASEAN Summit and encouraged the relevant Ministers to continue their implementation.

4. We reiterated our commitment to narrowing the development gaps by implementing the IAI Work Plan II (2009-2015) and the ASEAN Roadmap towards realising the Millennium Development Goals (MDGs) with special focus on achievable goals and possible scenarios and priorities  beyond  2015.  We  encouraged  all  relevant  ASEAN  sectoral  bodies  to  continue working together in addressing cross-cutting issues of the MDGs. We also tasked the relevant Ministers to undertake a mid-term evaluation of the IAI Work Plan II in order to identify proper ways of moving forward in its second phase (2013-2015).

5. Acknowledging  the  importance  of  the  various  ASEAN  organs  in  helping  ASEAN Member States to fully implement their commitments to realise the ASEAN Community, and to better prepare ASEAN to meet the challenges of the future, we noted the establishment of a High-Level  Task  Force  to  review  and  make  recommendations  on  ways  to  strengthen  all ASEAN organs.

6. Noting  that  ASEAN  will  face  an  increasingly  complex  geopolitical  situation,  the Leaders tasked the ASEAN Coordinating Council (ACC) to review ASEAN’s processes and institutions in order to safeguard ASEAN centrality in the regional architecture, and provide recommendations by the 23rd ASEAN Summit.

7. Recalling the Bali Declaration on ASEAN Community in a Global Community of Nations (Bali Concord III), recognising the target date to realise an ASEAN Community is fast approaching and the need to consider the next stages of ASEAN’s integration efforts as well as how to continue strategically positioning ASEAN in the evolving regional architecture, we tasked the ASEAN Community Councils to initiate work on a post-2015 vision and we looked forward to further discussions on this issue at the 23rd ASEAN Summit.

ASEAN Political-Security Community

8. We acknowledged the progress and achievements made in the implementation of the ASEAN Political-Security Community (APSC) Blueprint and we commended our Ministers for their efforts to enhance peace and security in the region through the APSC Council and its sectoral bodies.

9. We underlined the importance of promoting greater transparency, confidence and understanding of regional defence polices and security perceptions among ASEAN Member States and its regional partners. In this regard, we looked forward to the first publication of the ASEAN Security Outlook (ASO) in 2013. We also looked forward to the launching of the Commemorative Publication for the 20th ASEAN Regional Forum (ARF).

10. We reaffirmed the Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia (TAC) as the key code of conduct governing inter-state relations in the region and a foundation for the maintenance of regional peace and stability. In this regard, we looked forward to the accession of Norway to the TAC in June 2013.

11. We commended the shared commitment and collective responsibility of our Defence Ministers and armed forces in enhancing regional peace and security, including by moving forward the five priority areas of the ASEAN Defence Ministers’ Meeting-Plus (ADMM-Plus) process. We also welcomed the ADMM-Plus Humanitarian Assistance and Disaster Relief and Military Medicine Exercise (ADMM-Plus HADR & MM Ex) to be held in Brunei Darussalam on 17-20 June 2013 as a significant contribution to cooperation amongst the ADMM-Plus countries in their efforts to enhance confidence building and regional capacity in addressing non-traditional security challenges, in particular disaster management. We looked forward to the convening of the 2nd ADMM Plus in August 2013.

12. We   encouraged   cross-sectoral   coordination   and   multi-stakeholder   participation, including greater civil-military coordination in emergency response operations. We also encouraged the various mechanisms related to disaster management in ASEAN to synchronise their activities and policies using the ASEAN Agreement on Disaster Management and Emergency Response (AADMER) as the common platform for disaster management. In this regard, we looked forward to the convening of the ARF Disaster Relief Exercise (DiREx) in Thailand on 7-11 May 2013, the Mentawai Megathrust Exercise 2013-2014 in Indonesia, involving the East Asia Summit (EAS) Participating Countries, and the Disaster Emergency Response Exercise (ARDEX), in Viet Nam in October 2013.

13. We reaffirmed our commitment to preserving Southeast Asia as a nuclear weapon-free zone and free of all other weapons of mass destruction. We looked forward to the signing of the Protocol to the Treaty on Southeast Asia Nuclear Weapon-Free Zone (SEANWFZ) and its related documents without reservations as early as possible. We also looked forward to the extension of the Plan of Action to Strengthen the Implementation of the Treaty on the SEANWFZ for another five years (2013-2017).

14. We are determined to strengthen cooperation in addressing the issue of terrorism and transnational crime in the region. In this regard, we encouraged the relevant sectoral bodies to re-double their work in implementing their respective Work Plans and Work Programmes related  to  the  priority  areas  of  transnational  crime  as  well  as  in  effectively  tackling  the increasing non-traditional security threats in the region. In this regard, we looked forward to the outcome of the 9th ASEAN Ministerial Meeting on Transnational Crime (AMMTC) to be held in September 2013 in Lao PDR. We re-emphasised the importance of the Declaration on Drug- Free ASEAN 2015 and looked forward to the outcome of the 2nd ASEAN Special Ministerial Meeting on Drug Matters to be convened in September 2013 in Brunei Darussalam.

15. We welcomed the progress made in considering the development of a Regional Plan of Action on Combating Trafficking in Persons (RPA) and an ASEAN Convention on Trafficking in Persons (ACTIP), which reflects the need to urgently combat trafficking in persons in the region.

16. We recognised that maritime security, including maritime safety, is crucial to a vibrant, peaceful, stable and resilient Southeast Asia, and therefore encouraged the strengthening of regional cooperation in maritime security through, inter alia, capacity building, exchanging of experiences and sharing of best practices by utilising existing ASEAN frameworks, including the ASEAN Maritime Forum (AMF) and the Expanded AMF.

17. We looked forward to the full and effective operationalisation of the ASEAN Institute for Peace and Reconciliation (AIPR) in Jakarta as early as possible, which would promote research activities on peace, conflict management and conflict resolution in the region.

18. We acknowledged that the presence of landmines and other explosive remnants of war in  the  soil  poses  constant  threats  to  the  safety  of  the  people  and  hinders  national  socio- economic development and aggravates humanitarian problems in many countries in the region. In this regard, encouraged our Ministers to conclude the Terms of Reference on the modalities of an ASEAN Regional Mine Action Centre (ARMAC) in order to enable its early establishment.

19. We acknowledged that the ASEAN Human Rights Declaration (AHRD) is a milestone in ASEAN’s efforts in the promotion and protection of human rights in the region and encouraged  the  ASEAN  Intergovernmental  Commission  on  Human  Rights  (AICHR)  to enhance its activities, including the implementation of the AHRD, in close coordination with the various ASEAN sectoral bodies.

ASEAN Economic Community

20. We are pleased with the progress of the ASEAN Economic Community (AEC), where 259 measures or 77.54% of the AEC Blueprint have been implemented. We took note that since the adoption of the AEC Blueprint in November 2007, per capita income in the region had risen from US$2,267 to US$3,759 in 2012.  The total trade of ASEAN grew by 16.8%, from US$2.05 trillion in 2010 to US$2.4 trillion in 2011, as intra-ASEAN trade reached US$598 billion from US$520 billion, an increase of 15.1%, over the same period. ASEAN also continued to attract foreign investors, generating a record US$114 billion FDI inflows in 2011, a 23% increase from US$92 billion in 2010.

21. Given the current regional and global economic landscape, we recognised the need to enhance ASEAN competitiveness by better facilitating trade and investment, leveraging upon on-going work to establish the AEC, and therefore better position ASEAN strategically. Therefore, we tasked our Ministers to develop a roadmap that will set out initiatives to ease the way of doing business, address investment impediments, institutionalise discussions on regulatory improvement and incorporate innovation policies into ASEAN’s efforts.

22. We also looked forward to further progressing our work for trade and investment facilitation  including  the  development  of  the  Work  Programme  on  ASEAN  Non-Tariff Measures  (NTMs)  and  realising  the  ASEAN  Single  Window,  ASEAN  Customs  Transit System, as well as strengthening the Protocol on Enhanced Dispute Settlement Mechanism, which will bring in line relevant ASEAN economic agreements with the principle of ASEAN as a rules-based community. We further encouraged the setting up of an inter-agency body in each ASEAN Member State to undertake further work in addressing non-tariff barriers.

23. To  further  supplement  these  facilitation  efforts,  we  reiterated  the  need  for  the development of an ASEAN Business Travel Card to ease the movement of our business people and investors.

24. We recognised that to foster our small and medium enterprises (SMEs), it is critical to create job opportunities and promote social safety nets, in line with our goal to narrowing development gaps in the region. In this regard, we encouraged the relevant Ministers to empower SMEs, especially in the Priority Integration Sectors, through training, advisory and financial support, to take advantage of our integration efforts. We also called on business organisations to lend support to this endeavour and tasked the relevant Ministers to look into ways to provide a strategic regional platform for long-term SME development cooperation.

25. We are encouraged by the rapid expansion of our tourism sectors and commended the joint efforts of the public and private sectors to facilitate and enhance the travel experiences of tourists. We appreciate the continuing efforts for further integration, such as the signing of the ASEAN Mutual Recognition Arrangement (MRA) on Tourism Professionals and the establishment of a Regional Secretariat for ASEAN Tourism Professionals. We encouraged our Ministers to support the establishment of both visa-free travel in ASEAN countries for ASEAN nationals, and ASEAN immigration lanes. In addition, we acknowledged the continued efforts in considering the proposal for an ASEAN Common Visa for non-ASEAN nationals that will facilitate business mobility and tourism.

26. We  are  pleased  with  the  implementation  of  the  ASEAN  Integrated  Food  Security Framework (AIFS) and the Strategic Plan of Action on ASEAN Food Security (SPA-FS) 2009- 2013 which will further promote food security in the region. We recognised the importance of private sector and civil society engagement in addressing regional food security and urged them to strengthen collaboration and partnership with other government agencies, Dialogue Partners and international institutions to implement and monitor the progress of the AIFS Framework and SPA-FS.

27. We are determined to enhance ASEAN energy cooperation in order to address major energy challenges and thus to ensure a secure and reliable energy supply to the ASEAN region. We aimed to strengthen coordinating efforts between ASEAN Member States to accelerate the implementation of the ASEAN Plan of Action for Energy Cooperation 2010-2015.

28. We commended the efforts of the ASEAN Transport Ministers on the progress made in land, sea and air transport in supporting ASEAN Connectivity. We noted the completion of the Master Plan and Feasibility Study on the Establishment of an ASEAN Roll-On Roll-Off Shipping Network and Short Sea Shipping and we looked forward to the signing of Protocol 7 on ASEAN Customs Transit System by the ASEAN Finance Ministers. In supporting the establishment of the ASEAN Single Aviation Market, we acknowledged the endorsement of the vision and objectives of the Air Traffic Management Harmonisation that envisage ASEAN airspace as a seamless block of airspaces in Asia-Pacific.

29. We noted that industries such as automotives, electrical appliances and textile and garments industries in the region are increasingly operating in ASEAN as a single market. Recalling the objective to realise the opportunities and business complementarities towards making ASEAN a more dynamic and stronger segment of the global supply chain and the world economy, we recognised the need to undertake the above-mentioned facilitation efforts particularly for the priority sectors.

30. We  welcomed  the  progress  made  towards  realising  the  Regional  Comprehensive Economic Partnership (RCEP).  We noted that the negotiations will commence in May 2013 in Brunei Darussalam, with a view to completing them by 2015. We looked forward to the broadening  and  deepening  of  existing  ASEAN+1  FTAs  and  envision  the  RCEP  to  be  a platform for future trade and investment integration in Asia and the rest of the world.

31. We welcome the decision of the ASEAN Economic Ministers to engage Hong Kong on a bilateral basis for an ASEAN-Hong Kong Free Trade Agreement that will be mutually beneficial for our people.

32. We welcomed the initiatives to strengthen and enhance the effectiveness of the regional safety net, Chiang Mai Initiative Multilateralisation and looked forward to the institutionalisation of the ASEAN+3 Macroeconomic Research Office (AMRO) as an international organisation to effectively conduct regional surveillance in identifying risks and vulnerabilities in the region. We are also pleased with the progress of the Asian Bond Market Initiative in deepening the region’s capital market.

33. Acknowledging the importance of financial literacy in the daily lives of our people, we welcomed Brunei Darussalam’s initiative to convene an ASEAN Conference on Financial Literacy in 2013. The conference seeks to provide a platform for policymakers, academics as well as other relevant stakeholders to share experiences and understanding on best practices in effectively promoting financial literacy in the region.

34. We continued to encourage our Ministers to enhance private sector engagement at various levels in efforts to support the AEC integration initiatives. We further called on the ASEAN Business Advisory Council and other business associations to take an active role in undertaking communications activities on the benefits of the AEC aimed at stakeholders within as well as outside the region.

35. We reaffirmed the importance of the sub-regional initiatives of BIMP-EAGA, IMT-GT, ACMECS, GMS, CLMV and CLV Triangle Development to supplement the efforts under the AEC in realising the vast business opportunities and achieve economic wellbeing for our people. In this regard, we encouraged stronger collaboration between ASEAN and these sub- regional groupings.

36. We welcomed the initial progress in the realisation of the ASEAN Framework for Equitable Economic Development (AFEED). Recognising the need to accelerate efforts in promoting the third pillar of the AEC, we encouraged the development of a comprehensive work plan with concrete activities to effectively implement AFEED. We also stressed the importance of synergising AFEED with other on-going efforts to support equitable economic development.

ASEAN Socio-Cultural Community

37. We reaffirmed the need to forge a common ASEAN identity and build a caring and sharing society. We recognised that the long-term goal is a people-centred and socially- responsible ASEAN Community that achieves enduring solidarity and unity among all nations and people in Southeast Asia.

38. We acknowledged the significance of the Mid-Term Review of the implementation of the ASEAN Socio-Cultural Community (ASCC) Blueprint. In this regard, we expressed appreciation to Brunei Darussalam for its financial support to the regional-level analysis of the Blueprint  Implementation as  announced  in  March  2013.  We  encouraged  ASEAN  sectoral bodies  and  ASCC  national  focal  points  to  closely  collaborate  in  the  mid-term  evaluation exercise. We looked forward to receiving a report of the Review at the 23rd ASEAN Summit.

39. We acknowledged the key role our young people will play in ensuring the development and sustainability of the region. We also expressed our strong support for initiatives that instil a sense of community including the establishment of an ASEAN Youth Volunteer Programme (AYVP) and a regional youth volunteer initiative. We recognised that young professionals are in a unique position to boost ASEAN solidarity by offering voluntary community services in areas such as rural development, disaster relief, health, education and the environment as well as supporting vulnerable groups, including people who are differently-abled, and fostering entrepreneurial skills.

40. We recognised the importance of nurturing the role of the youth in promoting economic development to benefit the next generation. Thus, we encouraged the private sector to engage young entrepreneurs in raising ASEAN awareness. In this regard, we looked forward to the 1st ASEAN Youth Entrepreneur Seminar and Expo, which will be held back-to-back with the 8th ASEAN Ministerial Meeting on Youth (AMMY) in May 2013, and the early implementation of the ASEAN Young Entrepreneurs Festival adopted at the 7th  AMMY in Viet Nam in 2011, which serves as a platform for young leaders to actively participate in exploring economic opportunities in the region.

41. We welcomed the inclusion of sports as a priority, with 2013 designated as the ASEAN Sports Industry Year. We agreed that cooperation with the private sector in sports and related activities will not only promote healthier lifestyles among our people as we move towards the ASEAN Community in 2015 but also further contribute to building a stronger regional identity. In addition, we welcomed Myanmar’s hosting of the 27th  Southeast Asian (SEA) Games in December 2013.

42. Recognising the contribution of women to the overall ASEAN community building efforts, we welcomed the on-going initiatives of the ASEAN Commission on the Promotion and Protection of the Rights of Women and Children (ACWC) to promote public awareness through an annual public campaign to stop violence against women and children, and the drafting of an ASEAN Declaration on the Elimination of Violence Against Women and Children.

43. We acknowledged the significance of prioritising our efforts to address climate change and disaster management in 2013. We recognised that the human impact of climate change is related to adaptation issues that are directly linked to the Socio-Cultural Pillar of the ASEAN Community. We encouraged efforts to develop an ASEAN Climate Change Initiative (ACCI) and to consider an ASEAN Action Plan on Joint Response to Climate Change.

44. We agreed that disaster preparedness is crucial as ASEAN Member States continue to face challenges of increasing global temperatures, more severe floods and droughts, as well as rising sea levels. We welcomed the progress in the implementation of the first phase of the AADMER Work Programme during 2010-2012 and committed to support the launching of the second phase of the Work Programme for 2013-2015.

45. We welcomed Thailand’s hosting of the 2nd Asia-Pacific Water Summit entitled “Water Security and Water-related Disaster Challenges: Leadership and Commitment”, in May 2013, which will provide an opportunity to exchange views on how to address challenges regarding water resources management.

46. We noted that transboundary haze pollution remains a concern in the region. In this regard, we agreed to further intensify regional and international cooperation including those under  the  ASEAN  Agreement  on  Transboundary  Haze  Pollution,  particularly  to  promote efforts among ASEAN Member States to ensure the full and effective implementation of the zero burning techniques in land clearing.

47. We noted with satisfaction the various regional activities undertaken by the ASEAN Senior Officials Meeting on Social Welfare and Development (SOMSWD) to implement the Bali Declaration on the Enhancement of the Role and Participation of Persons with Disabilities in the ASEAN Community and the ASEAN Decade of Persons with Disabilities (2011-2020).

48. We emphasised the importance of promoting the health of the people of ASEAN, and encouraged the continued strengthening of regional capacities to monitor and address the potential for communicable disease outbreaks originating from within or outside of our region. We recognised that the promotion of healthy lifestyles and increasing access to health services will ensure the mitigation of the ill-effects of non-communicable diseases.

49. Recognising the need to promote greater awareness of ASEAN and build a common identity among the youth, we encouraged more initiatives to utilise the ASEAN Curriculum Sourcebook in 2012. We also encouraged ASEAN Member States to identify innovative ways to utilise the Sourcebook, such as its translation into local languages and incorporating the material into national school curricula to emphasise ASEAN studies in our schools.

50. We expressed strong commitment to further strengthen human resource development in the region. We acknowledged the importance of education cooperation in improving regional productivity and prosperity and welcomed cooperative projects underway. We welcomed progress made on the ASEAN Credit Transfer System (ACTS) and the Technical and Vocational  Education  and  Training  (TVET)  Quality  Assurance  Framework  to  accelerate student mobility and human resource empowerment in the region.

51. We recognised the need to engage non-governmental organisations, private sectors, and other stakeholders in ASEAN’s community building process. In this regard, we were pleased to note the efforts undertaken by ASEAN sectoral bodies.

52. We noted the on-going drafting process of the ASEAN instrument on the protection and promotion of the rights of migrant workers under the ASEAN Labour Ministers Meeting (ALMM) and looked forward to deliberations on the Instrument to be concluded according to the agreed timeline.

ASEAN Connectivity

53. We noted the progress in realising the Master Plan on ASEAN Connectivity (MPAC) and emphasised the importance of increasing its implementation rate, particularly through more effective coordination, communication and resource mobilisation towards our vision of an ASEAN Community by 2015. We recognised the importance of mobilising financial and technical resources, utilisation of the ASEAN Infrastructure Fund (AIF), and the promotion of public-private partnership (PPP). In this connection, we took note of the 4th ASEAN Connectivity Symposium entitled “Partnering Private Sector for ASEAN Connectivity” to be held  in  August  2013  and  Thailand’s  initiative  to  host  the  Workshop  on  “Enhancing Connectivity through Multi-layered Regional Frameworks: The Roles of Dialogue Partners” in July 2013. We welcomed all ASEAN Dialogue Partners, external parties as well as the private sector in assisting ASEAN in the implementation of the MPAC.

Timor-Leste’s Official Application for ASEAN Membership

54. We  were  encouraged  by  the  progress  in  discussions  of  the  ASEAN  Coordinating Council (ACC), and the ACC Working Group (ACCWG), on all relevant aspects related to the application by Timor-Leste, as well as its possible implications on ASEAN, and agreed to explore the possibility of Timor-Leste’s participation in ASEAN activities within the context of its need for capacity building.

ASEAN Awareness

55. Acknowledging the importance of promoting greater awareness of our work in ASEAN for our peoples in order to connect them beyond their borders, to bridge the cultural gap, and to articulate the benefits of regional integration, we tasked all the ASEAN Community Councils to  give  emphasis  on  communicating  their  efforts  to  the  relevant  sectors,  people  and stakeholders, including, through the use of various media such as traditional, mainstream and new media. In this regard, we looked forward to the early finalisation of the ASEAN Communication Master Plan.

External Relations

56. We  reiterated  the  importance  of  ASEAN’s  central  role  in  the  evolving  regional architecture and reaffirmed our commitment to work closely with all our partners through various  ASEAN-led  mechanisms,  including  the  ASEAN  Plus  One,       ASEAN  Plus  Three, ASEAN Regional Forum (ARF), ADMM-Plus and East Asia Summit (EAS).

57. We welcomed interest from our external partners to enhance their cooperation with ASEAN and in this regard, we tasked our Ministers to continue their work on reviewing the mechanisms for engaging our external partners.

58. We  noted  with  satisfaction  the  progress  of  ASEAN’s  relations  with  its  Dialogue Partners and external parties, including their positive contributions to ASEAN’s community building. We therefore encouraged our Ministers to further enhance these relations through ASEAN’s various mechanisms to ensure the maintenance of peace, security, stability and prosperity in the region.

Regional and International Issues

South China Sea

59. We discussed the situation in the South China Sea and reaffirmed the importance of peace, stability, and maritime security in the region. We underscored the importance of the Declaration on the Conduct of Parties in the South China Sea (DOC), ASEAN’s Six-Point Principles on the South China Sea, and the Joint Statement of the 10th Anniversary of the DOC. In this regard, we reaffirmed the collective commitments under the DOC to ensuring the peaceful resolution of disputes in accordance with universally recognised principles of international law, including the 1982 United Nations Convention on the Law of the Sea, without resorting to the threat or use of force, while exercising self-restraint in the conduct of activities.

60. We looked forward to continued engagement with China in implementing the DOC in a full and effective manner, including through mutually agreed joint cooperative activities and projects. Taking into account the importance of the 10th  anniversary of the ASEAN-China Strategic Partnership in 2013; and the positive momentum following the 19th  ASEAN-China Senior Officials’ Consultations, we tasked our Ministers to continue to work actively with China on the way forward for the early conclusion of a Code of Conduct in the South China Sea (COC) on the basis of consensus.

Situation in the Middle East

61. We reaffirmed our support for the legitimate rights of the Palestinian people for an independent state of Palestine and a two-state solution where both countries and peoples can live side by side in peace. We called on all parties to make efforts for the resumption of peace talks and remove obstacles related thereto, in particular the construction of illegal settlements in the Occupied Palestinian Territories.

Developments on the Korean Peninsula

62. We expressed concern over the recent developments in the Korean Peninsula. We encouraged the Democratic People’s Republic of Korea (DPRK) to comply fully with its obligations under all relevant United Nations Security Council (UNSC) Resolutions and to its commitments under the 19 September 2005 Joint Statement of the Six-Party Talks. We reaffirmed our full support for all efforts to bring about the denuclearisation of the Korean Peninsula in a peaceful manner as well as the early resumption of the Six-Party Talks. We emphasised the importance of dialogue aimed at promoting mutual understanding and confidence among all parties concerned with ensuring peace, security and stability on the Korean Peninsula.

Group of Twenty (G20)

63. Acknowledging the importance of continuing the participation of the ASEAN Chair in the G20 Summits, we appreciated the invitation by the Russian Federation to the G20 St. Petersburg Summit in September 2013, and in other related G20 meetings throughout 2013. In this regard, we tasked officials to develop the ASEAN Position Paper for the G20 Summit to reflect ASEAN’s views on the G20 agenda, as well as on global and regional issues.

Asia-Pacific Economic Cooperation (APEC)

64. We underscored the important role that the Asia-Pacific Economic Cooperation (APEC) plays in the Asia Pacific region, in particular in promoting the Bogor Goals of open and free trade and investment, in strengthening capacity building, as well as in building human security in the region. In this regard, we fully support the APEC 2013 chairmanship of Indonesia in playing a leading role to further these objectives, through its three priorities of ‘Attaining the Bogor Goals’, ‘Achieving Sustainable Growth with Equity’ and ‘Promoting Connectivity’.

World Trade Organisation (WTO)

65. We align ourselves to the APEC Ministers’ call, during the recent APEC Ministers Responsible for Trade held in Surabaya on 20-21 April 2013, to expeditiously and effectively advance the WTO Members’ engagement in preparing for MC9 in Bali in December this year. The  Bali  outcomes  should  include  agreements  covering  trade  facilitation,  elements  of agriculture and development, as well as issues of interest to least developed countries. We therefore, give our full support and cooperation to Indonesia to help bridge the gaps for the adoption of a Bali package that works for all.

โพสท์ใน ข่าวสารและการเมือง